
ความจริงของเศรษฐกิจฟองสบู่
ผมไปอเมริกาเยี่ยมหลานมา 3 อาทิตย์ ขากลับซื้อหนังสือได้เล่มหนึ่งเอามาอ่านบนเครื่องบิน ชื่อ Aftershock เขียนโดย Dr.David Wiedemer กับคณะ อ่านแล้วรู้สึกเนื้อหาสาระบางส่วนคล้ายคลึงกับสภาวะเศรษฐกิจบ้านเรา จึงขอเก็บมาเล่าสู่กันฟัง
ผมไปอเมริกาเยี่ยมหลานมา 3 อาทิตย์ ขากลับซื้อหนังสือได้เล่มหนึ่งเอามาอ่านบนเครื่องบิน ชื่อ Aftershock เขียนโดย Dr.David Wiedemer กับคณะ อ่านแล้วรู้สึกเนื้อหาสาระบางส่วนคล้ายคลึงกับสภาวะเศรษฐกิจบ้านเรา จึงขอเก็บมาเล่าสู่กันฟัง
ผู้เขียนพูดถึงความเชื่อที่ว่า ถ้าเศรษฐกิจอเมริกันวกเข้าสู่สภาวะถดถอยเพราะปัญหาทางการเงินแล้ว ประเทศจีนหรือประเทศในเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นจะสามารถช่วยลดแรงกระทบที่จะตามมาได้ และจะเป็นแหล่งลงทุนที่เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุนต่อไป คือ เศรษฐกิจ ของประเทศเหล่านั้นสามารถแยกตัวเองออก (Decouple) จากเศรษฐกิจอเมริกันได้
ในทางตรงกันข้าม ผู้เขียนมีความเห็นว่าในกรณีที่เศรษฐกิจโลกหลอมละลายเพราะแรงกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ ที่ทำให้เกิดฟองสบู่ในตลาดหุ้น ตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประเทศสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่เจ็บน้อยที่สุดจากการหลอมละลายหรือการที่ฟองสบู่แตก ถัดมาคือยุโรปตะวันตก ญี่ปุ่น ยุโรปตะวันออก รวมทั้งรัสเซีย ส่วนประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างเช่นอินเดียและบราซิล จะได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง ส่วนประเทศที่ยากจนในเอเชียและแอฟริกาจะได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด เช่นเดียวกับจีนที่จะได้รับผลกระทบรุนแรงมาก จนภูมิภาคส่วนใหญ่ของประเทศจะตกเข้าสู่ภาวะยากจนอีกครั้งหนึ่ง
ผมขอแทรกตรงนี้ว่า ความเชื่อที่ว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบจากการถดถอยของเศรษฐกิจโลก ถ้าเงินทุนไหลกลับประเทศตะวันตก และความต้องการสินค้าส่งออกของไทยจากประเทศสหรัฐและยุโรปน้อยลงจะไม่หนักหนาสากรรจ์ เพราะสามารถส่งสินค้ามาขายให้จีนและประเทศในเครืออาเซียน รวมทั้งจะสามารถเปิดตลาดใหม่ในประเทศที่กำลังพัฒนาในเอเชียหรืออเมริกานั้น เป็นความเชื่อที่ผู้บริหารประเทศ นักธุรกิจใหญ่ และนักเศรษฐศาสตร์ในประเทศไทยมักจะนำมาอ้างเสมอ โดยมองว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนและประเทศอื่นในประเทศเกิดใหม่สูงกว่าประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างเทียบกันไม่ได้ จึงน่าที่จะมีลู่ทางในการขยายธุรกิจไปประเทศเหล่านั้นมากขึ้น
ผู้เขียนหนังสือฉบับนี้เรียกความเชื่อเช่นนี้เป็นความเชื่อแบบเทพนิยาย (A Popular Fairy Tale) เพราะหลักฐานในอดีตไม่ได้เป็นเช่นนั้น เช่น ในปี 2008 เมื่อจีดีพีของสหรัฐลดลง 6.2% จีดีพีของอังกฤษลดลง 5.9% เยอรมนีลดลง 8.2% ญี่ปุ่นลดลงถึง 12.7% และเกาหลีลดลงถึง 20.8% แสดงให้เห็นว่าอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของสหรัฐส่งผลกระทบถึงภาวะการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกอย่างแยกกันไม่ได้
ข้อคิดตรงนี้ คือ เราควรที่จะเตรียมตัวอย่างไร ถ้าเศรษฐกิจอเมริกันเกิดหลอมละลายเพราะค่าเงินดอลลาร์ตกต่ำ รัฐบาลไม่สามารถชำระหนี้ได้ และเกิดภาวะเงินเฟ้ออันเนื่องมาจากการพิมพ์เงินจำนวนมหาศาลเข้าสู่ระบบ จะหวังเพียงว่าจะขายสินค้าให้จีน หรือประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งก็ล้วนแต่พึ่งพาอาศัยตลาดอเมริกันขายสินค้าสร้างความเจริญเติบโตให้เศรษฐกิจจะเพียงพอหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการก่อหนี้ครั้งใหญ่เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจตามนโยบายของรัฐบาล
กลับมาที่ความเห็นของผู้เขียนต่อ ผู้เขียนให้เหตุผลที่เชื่อว่าสหรัฐอเมริกาจะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการหลอมละลายของเศรษฐกิจโลกน้อยที่สุด เพราะเศรษฐกิจอเมริกันมีความยืดหยุ่น (Flexible) กระจายตัว (Diverse) และมั่นคงที่สุดในโลก (Stable) เศรษฐกิจอเมริกันเป็นเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดและแข็งแรงที่สุดในโลก และที่สำคัญคือพึ่งพาอาศัยรายได้จากการส่งออกน้อยกว่าประเทศที่กำลังพัฒนา
ผู้เขียนยอมรับว่าค่อนข้างไม่ยุติธรรมที่สหรัฐเป็นผู้ทำให้เกิดฟองสบู่ แต่กลับได้รับผลกระทบจากฟองสบู่แตกน้อยที่สุด แต่เขาบอกว่าในอีกมุมหนึ่งก็ยุติธรรมดี เพราะเศรษฐกิจของหลายๆ ประเทศโตขึ้นมาจากการปั้นฟองสบู่ของสหรัฐ และไม่เคยกล่าวหาสหรัฐว่าเป็นผู้สร้างฟองสบู่ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลใดที่จะกล่าวหาสหรัฐว่าเอาเปรียบคนอื่น เพราะเมื่อขึ้นด้วยกัน เวลาลงก็ต้องลงด้วยกัน
ตรงนี้ผมอยากให้เราเก็บมาคิดเหมือนกันว่า ถ้าฟองสบู่ระดับโลกแตกคงไม่มีใครช่วยใคร แต่จะอยู่ในสภาวะตัวใครตัวมัน แม้แต่ประเทศที่อยู่ในฐานะที่พอจะช่วยคนอื่นได้อย่างสหรัฐ ถ้านักเศรษฐศาสตร์อเมริกันยังมองโลกในแง่นี้ ก็อย่าหวังว่าเขาจะมาเห็นใจให้ความช่วยเหลือในยามยาก เพราะเมื่อเรามีความสุขกับเงินของเขาที่ไหลเข้ามา มีความสุขกับการสร้างฟองสบู่ในตลาดหุ้น และตลาดอสังหาริมทรัพย์ไปกับเขา เมื่อฟองสบู่เขาแตก ฟองสบู่เราก็ต้องแตกตามเขาเป็นเรื่องยุติธรรมดีแล้ว
ผมพูดจริงๆ ว่าเห็นด้วยกับเขา เมื่อเราพอใจที่จะสร้างฟองสบู่ สร้างหนี้ เวลาเดือดร้อนคงต้องกัดฟันกลืนเลือด อย่าไปโทษใคร หรือไปขอร้องขอความเมตตาให้คนช่วยให้เสียศักดิ์ศรี
ผู้เขียนได้สรุปแนวความคิดเรื่องเศรษฐกิจฟองสบู่ไว้ 2 ประเภท คือ ประเภทเศรษฐกิจการผลิต กับเศรษฐกิจที่ขายทรัพยากรธรรมชาติ
เขาแบ่งประเทศที่มีโครงสร้างแบบการผลิตไว้ 2 ประเภทย่อย คือ ผู้ผลิตสินค้าระดับสูง (HighEnd) ได้แก่ เยอรมนีและญี่ปุ่น (และเดี๋ยวนี้อาจรวมเกาหลี) กับระดับล่าง (LowEnd) ได้แก่ จีน และบรรดาประเทศเสือเล็กเสือน้อยในอาเซียน
ประเทศเหล่านี้ล้วนผลิตสินค้าส่งไปขายให้สหรัฐ ซึ่งเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าระดับล่างมากที่สุดในโลก เมื่อเศรษฐกิจอเมริกันโต เศรษฐกิจประเทศเหล่านี้ก็เจริญเติบโตตาม และทุกๆ ตำแหน่งงานที่ผลิตสินค้าไปขายอเมริกา จะต้องมีการจ้างงานอีกอย่างน้อย 2 ตำแหน่ง เพื่อสนับสนุนงานเพื่อการผลิต ทำให้คนในประเทศเหล่านี้มีงานทำ
เศรษฐกิจของประเทศจีนและประเทศผู้ส่งออกในเอเชียเติบโตอย่างรวดเร็วเพราะสาเหตุนี้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าการส่งออกไปสหรัฐลดลง เศรษฐกิจของประเทศเหล่านี้ก็จะหดตัวลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกัน
นอกจากประเทศผู้ผลิตสินค้าระดับล่างแล้ว ประเทศผู้ผลิตระดับบนเอง ยังต้องอาศัยการนำเข้าสินค้าระดับล่างของสหรัฐ ขายสินค้าระดับบน เช่น เครื่องจักรที่ใช้ในการผลิตสินค้าให้กับประเทศผู้ผลิตสินค้าระดับล่างอีกทอดหนึ่ง เช่น จีน จะนำเข้าเครื่องจักรจากเยอรมนีและญี่ปุ่น เพื่อผลิตสินค้าส่งออก และเครื่องจักรกลเพื่อใช้ในการพัฒนาประเทศ
ส่วนเศรษฐกิจของประเทศที่เน้นการขายทรัพยากร เช่น ออสเตรเลีย รัสเซีย แคนาดา ประเทศในตะวันออกกลาง แอฟริกา และอเมริกาใต้ ต่างต้องพึ่งพาอาศัยความต้องการทรัพยากรจากประเทศผู้ผลิต ถ้าภาวะเศรษฐกิจโลกดี ความต้องการทรัพยากรเพื่อนำไปใช้ในกระบวนการผลิตเพิ่มขึ้น เศรษฐกิจของประเทศเหล่านั้นจะดีขึ้นตามไปด้วย เพราะขายสินค้าได้มากและราคาดี แต่ถ้าความต้องการลดลง ราคาสินค้าเหล่านี้จะลดลงอย่างรวดเร็วกว่าขาขึ้น และปริมาณการส่งออกจะลดลงพร้อมกับราคาสินค้า
เพราะฉะนั้นเขาจึงสรุปว่า ถ้าเศรษฐกิจอเมริกันถดถอยหรือฟองสบู่แตก จะฉุดให้เศรษฐกิจของประเทศอื่นทั้งที่เป็นประเทศผู้ผลิตและประเทศผู้ขายทรัพยากรธรรมชาติให้ถดถอยตามไปด้วย เพราะเศรษฐกิจอเมริกันเป็นเชื้อเพลิงให้เศรษฐกิจโลกเจริญเติบโตแบบฟองสบู่ เพราะฉะนั้นเมื่อไรที่ฟองสบู่อเมริกันแตก เศรษฐกิจฟองสบู่ในประเทศต่างๆ ก็จะแตกตามอย่างไม่ต้องสงสัย
เขาจึงบอกว่า การตั้งความหวังว่าจีนหรือประเทศที่เกิดใหม่จะเข้ามาเป็นพระเอกขี่ม้าขาวเข้ามาช่วยชะลอการถดถอยทางเศรษฐกิจของโลก จึงเป็นเพียงเรื่องเพ้อฝันในเทพนิยายไงครับ
ถ้าเป็นอย่างที่ผู้เขียนว่า ผมสงสัยว่าเรากำลังอยู่ในโลกแห่งความฝันสิครับ เพราะเห็นช่วยกันปั้นฟองสบู่ก่อหนี้กันตัวเป็นเกลียว โดยหวังว่าเกิดอะไรขึ้นจะมีลูกที่ให้ความช่วยเหลือ







