posttoday

ผ่าขุมทรัพย์บ่อน้ำมันอ่าวไทยศึกนี้ไม่มีใครยอมถอย

12 พฤศจิกายน 2556

นับเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่คนไทยและกัมพูชาแทบจะไม่เป็นอันทำอะไร

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

นับเป็นช่วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ที่คนไทยและกัมพูชาแทบจะไม่เป็นอันทำอะไร นอกจากเกาะติดหน้าจอชมคำพิพากษาของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ไอซีเจ) เมื่อวานนี้ สำหรับกรณีพิพาทพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหาร 4.6 ตารางกิโลเมตร ซึ่งนอกจากประชาชนของทั้งสองประเทศจะร่วมติดตามไปพร้อมกันแล้ว ปฏิเสธไม่ได้ว่าบรรดานักลงทุนต่างชาติโดยเฉพาะ “กลุ่มบริษัทน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ”ก็ร่วมลุ้นไม่แพ้กันด้วย

เพราะนับตั้งแต่ที่ฝ่ายไทยและกัมพูชาร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (เอ็มโอยู) ในสมัยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ปี 2001 เพื่อพัฒนาพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลร่วมกันระหว่างทั้งสองประเทศนั้น ผ่านไป 12 ปีจนถึงปัจจุบัน ยังไม่มีใครสามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนดังกล่าวได้แม้แต่น้อย

แม้ว่าไทยกัมพูชาจะจัดสรรแบ่งผลประโยชน์ในการสำรวจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติให้กับบริษัททั้งในและต่างชาติไปบ้างแล้วเกือบ 10 รายก็ตาม

ทั้งนี้ หากไม่นับรวมอุตสาหกรรมสิ่งทอ การท่องเที่ยว การเกษตร และการก่อสร้าง ที่เป็นตัวหลักทำเงินเข้าประเทศมากที่สุดนับตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมาแล้ว “อุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ” ก็คือภาคธุรกิจที่เป็นความหวังที่สุดต่อความเจริญของประเทศกัมพูชา

จากข้อมูลของสถาบันเศรษฐกิจเอเชีย(เออีไอ) ระบุว่า กัมพูชานั้นมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านน้ำมันและก๊าซธรรมชาติที่ยังไม่ถูกค้นพบในปริมาณมหาศาล โดยคาดว่าอาจมีปริมาณน้ำมันสำรองมากถึง 2,000 ล้านบาร์เรล และก๊าซธรรมชาติอีกราว 10 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต ซึ่งหากคำนวณเป็นตัวเงินโดยอ้างอิงจากราคาพลังงานในปัจจุบันแล้วขุมพลังงานเหล่านี้จะทำรายได้เข้าประเทศถึง 6,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.92 แสนล้านบาท) นานต่อเนื่องเป็นเวลา 20 ปีเลยทีเดียว

ความหอมหวานเหล่านี้ส่งผลให้มีบริษัทพลังงานต่างชาติหลายสิบแห่งจากทั่วโลก เดินหน้าขอสัมปทานสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันนอกชายฝั่งอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่เมื่อกว่า 10 ปีที่ผ่านมา

จากข้อมูลของเว็บไซต์การค้าและการลงทุนในกัมพูชา พบว่า รัฐบาลนายกรัฐมนตรีฮุนเซน ได้แบ่งสรรสัมปทานการสำรวจและผลิตน้ำมัน “นอกชายฝั่ง” เป็น 6 แหล่งหลักๆตั้งแต่บล็อก AF ซึ่งจัดสรรให้กับบริษัทน้ำมันในหลายเขตเศรษฐกิจทั่วโลก ได้แก่ สหรัฐ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น แคนาดา ฮ่องกง คูเวต สิงคโปร์ สวีเดน และอินโดนีเซีย

ทว่าที่น่าจับตาที่สุดคงหนีไม่พ้นการให้สัมปทานในบล็อก A ขนาดพื้นที่ 6,278 ตารางกิโลเมตร โดยจัดสรรให้กับบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่จากสหรัฐ “เชฟรอน” ซึ่งได้สัดส่วนไปมากที่สุด 55% ตามมาด้วย มิตซุย ออยล์ ออพเพอร์เรชั่น จากญี่ปุ่น 30% และจีเอส คาลเท็กซ์ จากสหรัฐ 15% ในปี 2002

จากการเปิดเผยของเชฟรอนในกัมพูชานั้น ยักษ์ใหญ่แห่งวงการน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายนี้ได้สำรวจแหล่งพลังงานไปแล้ว 18 หลุมภายในเขตบล็อก A โดยใช้เงินไปแล้วประมาณ 160 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5,120 ล้านบาท) และคาดว่าจะต้องใช้เงินทั้งหมด 600 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 1.92 หมื่นล้านบาท)ในการสำรวจและขุดเจาะพลังงานเพื่อใช้ในเชิงพาณิชย์ได้จริง

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าสังเกตว่าแม้จะมีการเปิดให้บริษัทน้ำมันต่างชาติเข้ามาบุกเบิกตั้งแต่กว่า 10 ปีที่ผ่านมา ทว่าจนถึงปัจจุบันยังไม่มีแหล่งน้ำมันบล็อกใดเลยในทั้งหมด 6 บล็อกที่มีการขุดเจาะออกมาในเชิงพาณิชย์ได้จริง

ขณะเดียวกัน หากดูสภาพโครงสร้างพื้นฐานของกัมพูชาประกอบกันก็จะพบว่า ประเทศแห่งนี้ยังไม่มีโรงกลั่นน้ำมันออกมารองรับมีเพียง “ประเทศจีน” ที่เพิ่งร่วมมือกับบริษัทท้องถิ่นกัมพูชา ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันแห่งแรกขึ้นในจังหวัดกัมปตเมื่อปีที่ผ่านมา ซึ่งคาดว่าจะต้องใช้เวลาประมาณถึง 4 ปี กว่าที่โรงกลั่นจะมีศักยภาพในการเดินหน้าทำงานได้จริง

เว็บไซต์พนมเปญโพสต์เคยรายงานอ้างการเปิดเผยของผู้บริหารเชฟรอน ระหว่างการประชุมที่กระทรวงพลังงานในกรุงพนมเปญว่า บริษัทอาจต้องเลื่อนแผนการผลิตน้ำมันออกไปจนถึงปี 2016 หรือช้ากว่าที่เคยกำหนดไว้ถึง 3 ปี ซึ่งแม้จะไม่มีการเปิดเผยเหตุผลที่ชัดเจน แต่ก็มีเสียงเล่าลือกันออกมาว่า เชฟรอนต้องการถ่วงเวลาออกไปเนื่องจากราคาน้ำมันในตลาดโลกกำลังดิ่งฮวบลงอย่างหนักไม่ถึง 100 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล

อย่างไรก็ตาม เสียงเล่าลือที่ว่านี้ก็อาจไม่แรงพอหากเทียบกับรายงานที่ถูกแฉออกมาผ่านทางกองเอกสารหรือเคเบิลของเว็บไซต์ “วิกิลีกส์” ซึ่งเป็นเว็บไซต์จอมแฉและขุดคุ้ยความลับของรัฐบาลทั่วโลกอันโด่งดังในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ในรายงานลับของวิกิลีกส์นั้น แหล่งพลังงานที่ยักษ์ใหญ่ของสหรัฐรายนี้ให้ความสนใจมากยิ่งกว่าก็คือ พื้นที่ทับซ้อนทางทะเล (โอซีเอ) ระหว่างไทยกัมพูชา ซึ่งทางเชฟรอน ให้ความเห็นว่าเป็น “หนึ่งในขุมพลังงานที่อุดมสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก และอาจเป็นแหล่งที่ช่วยปฏิวัติพลิกโฉมกัมพูชาจากหน้ามือเป็นหลังมือ ชนิดที่แหล่งน้ำมัน บล็อก A ทั้งบล็อกรวมกันนั้น เทียบไม่ติดเลยทีเดียว”

แหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนนี่เอง ที่เคยเกือบจะได้รับการแบ่งสันปันส่วนกันได้แล้วระหว่างรัฐบาลของฮุนเซน และรัฐบาลของทักษิณ โดยพื้นที่ติดกับฝ่ายไทยให้ผลประโยชน์ไทย 80% กัมพูชา 20% ส่วนพื้นที่ติดกับกัมพูชาให้เจ้าบ้าน 80% ไทย 20% ขณะที่พื้นที่ส่วนกลางนั้นแบ่งกันคนละ 5050% ทว่าข้อตกลงนี้ก็มีอันต้องเป็นหมันไปเสียก่อนจากการรัฐประหารในไทยเมื่อปี 2006

จากข้อมูลเปิดในเว็บไซต์โอเพน ดิเวลลอปเมนต์ แคมโบเดีย พบว่า เขตพื้นที่ทับซ้อนโอซีเอนั้นคาดว่าจะมีปริมาณก๊าซธรรมชาติมากถึง 11 ล้านล้านลูกบาศก์ฟุต พร้อมด้วยน้ำมันในปริมาณมหาศาล

ปัจจุบัน ทางฝั่งกัมพูชาได้ให้ใบอนุญาตแบบมีเงื่อนไขเพื่อเตรียมการสำรวจแหล่งพลังงานในเขตนี้กับบริษัทน้ำมันต่างชาติแล้ว 3 แห่ง คือ อิเดมิตสึ จากญี่ปุ่น โคโนโค ฟิลิปส์ จากสหรัฐ และโททาล จากฝรั่งเศส

ขณะที่ฝ่ายไทยนั้นเตรียมเปิดทางให้ 5 บริษัท ได้แก่ เชฟรอน จากสหรัฐ บริติช ก๊าซ จากอังกฤษ มิตซุย และอิเดมิตสึ จากญี่ปุ่น และ ปตท.สผ. ของไทยเอง

อย่างไรก็ตาม ต้องทำความเข้าใจกันด้วยว่าคำตัดสินของศาลโลกครั้งนี้เป็นการกำหนดเขตแดน “ทางบก” ในพื้นที่โดยรอบปราสาทพระวิหารเท่านั้น และไม่เกี่ยวข้องกับ “เขตแดนทางทะเล” ซึ่งเป็นพื้นที่ทับซ้อนอันอุดมด้วยทรัพยากรธรรมชาติแต่อย่างใด เนื่องจากเป็นข้อตกลงคนละชุดกับการปักปันเขตแดนทางบก

คำตัดสินคดีปราสาทพระวิหารครั้งนี้แม้จะไม่รวมเขตแดนทางทะเล ทว่าอย่างน้อยที่สุดก็เป็นความหวังให้กับหลายฝ่ายเมื่อมีการตกลงเขตแดนทางบกกันได้ในที่สุดแล้ว ก็อาจนำไปสู่การจับมือเจรจาแบ่งสรรผลประโยชน์ทางทะเลตามมาได้โดยเร็ว โดยเฉพาะเมื่อรัฐบาลไทยอยู่ภายใต้การนำของ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร น้องสาวของ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตที่ปรึกษาเศรษฐกิจของสมเด็จฮุนเซน

ทว่า ณ วินาทีที่คำตัดสินของศาลโลกไม่ได้ออกมาสร้างความเท่าเทียมให้กับทั้งสองฝ่ายเท่าๆ กันเช่นนี้ ท่ามกลางอารมณ์ของกลุ่มผู้ชุมนุมทางการเมืองที่ยังคงคุกรุ่น โดยมีเรื่องราวของการแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 190 ที่เกี่ยวกับขอบเขตความตกลงระหว่างประเทศเข้ามาพัวพันให้ประเด็นต่างๆ ถูกโยงใยเข้าถึงกันมากขึ้น การแบ่งสรรขุมพลังงานทางทะเลครั้งใหญ่นี้จึงอาจยังจำเป็นต้องถูกแช่แข็งอย่างไร้ทางออกต่อไป

ข่าวล่าสุด

วิกฤตฝุ่นเหนือสะสม เสี่ยงทำเซลล์ปอดกลายพันธุ์-กระตุ้นมะเร็ง