
เตรียมรับ
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้รับเชิญจากวิทยาลัยป้องกันประเทศให้ไปบรรยายในหัวข้อ “พลังงานและความมั่นคงของชาติ” ให้กับคณะท่านนายพลใหม่ของทุกเหล่าทัพ ซึ่งท่านนายพลหลายท่านก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ. 2555 ของผู้เขียน ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างมาก เพราะท่านนายพลเหล่านี้ก็จะเติบโตในหน้าที่การงานเป็นพลโท พลเอก พลเรือโท พลเรือเอก พลอากาศโท และพลอากาศเอก เพื่อกำหนดทิศทางของกองทัพไทยต่อไปในอนาคต
เมื่อไม่นานมานี้ ผู้เขียนได้รับเชิญจากวิทยาลัยป้องกันประเทศให้ไปบรรยายในหัวข้อ “พลังงานและความมั่นคงของชาติ” ให้กับคณะท่านนายพลใหม่ของทุกเหล่าทัพ ซึ่งท่านนายพลหลายท่านก็เป็นเพื่อนร่วมรุ่น วปอ. 2555 ของผู้เขียน ซึ่งนับเป็นเกียรติอย่างมาก เพราะท่านนายพลเหล่านี้ก็จะเติบโตในหน้าที่การงานเป็นพลโท พลเอก พลเรือโท พลเรือเอก พลอากาศโท และพลอากาศเอก เพื่อกำหนดทิศทางของกองทัพไทยต่อไปในอนาคต
โดยผู้เขียนได้อธิบายความสำคัญของเรื่องพลังงานที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นในโลก และเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดสงครามหลายหนเพราะแก่งแย่งแหล่งพลังงานนี้ นับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งที่เกิดขึ้นจากการแย่งแหล่งถ่านหินกัน แม้กระทั่งล่าสุด ความขัดแย้งอย่างรุนแรงระหว่างประเทศญี่ปุ่นและจีนในหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ที่ทำท่าจะลุกลาม ก็เพราะเชื่อว่ามีแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาลซ่อนอยู่ข้างใต้ และในบริเวณพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีแหล่งพลังงานจำนวนมหาศาลซึ่งจะมีปริมาณเท่ากับหรือมากกว่าปริมาณที่ไทยขุดขึ้นมาใช้แล้วกว่า 30 ปี ต่อมาได้อธิบายสถานการณ์พลังงานของโลก การค้นพบเชลล์แก๊ส เชลล์ออยล์ ที่มีผลกระทบกับปริมาณและราคาของพลังงานโลก สถานการณ์พลังงานของไทย และอนาคตที่ไทยจะเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงทางพลังงานมากที่สุด เพราะต้องนำเข้าทั้งน้ำมันทั้งก๊าซเกือบทั้งหมดเมื่อแหล่งพลังงานในพื้นที่อ่าวไทยจะหมดลงในไม่ช้านี้ ถ้าเราไม่สามารถหาแหล่งอื่นมาทดแทนได้ ซึ่งจะทำให้ต้องนำเข้าในราคาที่สูงขึ้น และเป็นการเพิ่มต้นทุนให้กับประเทศอย่างมาก รวมถึงนโยบาย โรงท่อบ่อถัง ที่ผู้เขียนมักจะเน้นย้ำเสมอ ซึ่งหมายถึงการมีโรงไฟฟ้าผลิตไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการในอนาคต การเดินท่อส่งน้ำมันแทนการขนส่งน้ำมันโดยรถบรรทุก การเดินท่อเชื่อมสองฝั่งมหาสมุทร การที่ต้องหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมในอนาคต และการที่ต้องมีสำรองน้ำมันเพิ่มเติม
โดยผู้เขียนได้ขอฝากท่านนายพลทั้งหลายให้เข้าใจและสนับสนุนเรื่องการเจรจาแหล่งพลังงานในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชา เพราะจะทำให้ทั้งสองประเทศได้ประโยชน์ โดยประเทศไทยจะได้ประโยชน์อย่างมาก และมีมูลค่ามหาศาลหลายล้านล้านบาท ซึ่งไทยยังจะสามารถนำมาสร้างมูลค่าเพิ่มทางด้านปิโตรเคมีได้อีกหลายเท่า และได้เปิดเอกสารอย่างเป็นทางการจากประเทศกัมพูชาระบุการพบกันอย่างลับๆ ของอดีตรองนายกฯ สุเทพ เทือกสุบรรณ และรองนายกฯ สกอัน ของกัมพูชา สองหน ไม่ได้เป็นการโจมตี แต่เพื่อให้ทราบถึงความจริง หากจะมีการโจมตีในเรื่องนี้อีกจากฝ่ายค้านในอนาคต เพราะเชื่อว่าเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังขอฝากเรื่อง Energy Bridge ในพื้นที่ภาคใต้ที่จะมีท่อน้ำมันเชื่อมต่อสองฝั่งมหาสมุทร ซึ่งจะทำให้ไทยเป็นประเทศที่ควบคุมการขนส่งน้ำมันในภูมิภาคนี้ทั้งหมด พร้อมทั้งมีโรงกลั่นและธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจร ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยพัฒนาไปได้อีกมาก ทั้งสองเรื่องที่กล่าวมานี้จะต้องได้รับความเห็นชอบจากฝ่ายความมั่นคง ซึ่งท่านนายพลทั้งหลายที่นั่งในที่นั้นจะเป็นผู้ให้ความเห็นชอบในอนาคต
ปรากฏว่าได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก โดยท่านนายพลทั้งหลายได้สละเวลาถามกันนานเป็นชั่วโมงจนเลยเวลาบรรยายมามาก แต่ในขณะเดียวกันก็ได้แสดงความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนในหลายประเด็น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้หลายครั้งก็ถูกตั้งใจบิดเบือนทำให้สับสนเพื่อประโยชน์ในการโจมตี จึงจะต้องมีการชี้แจงให้ชัดเจน เพราะปัญหาหลักของประเทศไทยคือไทยมีปัญหาเรื่องพลังงานมาก เพราะมีการใช้พลังงานอย่างฟุ่มเฟือยแต่คนในประเทศกลับมีความรู้เรื่องพลังงานกันน้อยมาก จึงอยากเรียกร้องขอให้รัฐบาลและกระทรวงศึกษาบรรจุความรู้เรื่องพลังงานไว้ในหลักสูตรการเรียน เพื่อประชาชนจะได้มีความรู้เรื่องพลังงานมากขึ้น และเข้าใจว่าควรจะมีหลักคิดกันอย่างไร
ผู้เขียนจึงขอนำคำถามพร้อมคำอธิบายในบางประเด็นให้ทราบดังนี้ เรื่องที่มักถูกถามเสมอคือเรื่องที่ประเทศไทยสามารถขุดน้ำมันดิบได้เป็นจำนวนมหาศาลวันละเป็นล้านบาร์เรลแต่ส่งออกหมด ซึ่งไม่เป็นความจริง ประเทศไทยใช้น้ำมันวันละกว่าล้านบาร์เรล และขุดน้ำมันดิบได้เองวันละ 2 แสนกว่าบาร์เรล ดังนั้นจึงต้องนำเข้าวันละกว่า 9 แสนล้านบาร์เรล น้ำมันดิบที่ขุดได้บางส่วนมีคุณภาพไม่ตรงกับสเปกที่ประเทศต้องการใช้ หรือไม่ตรงกับที่โรงกลั่นกำหนด ก็จะมีการส่งออกไปขายในต่างประเทศ นอกจากนี้ก็มีเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ปัญหาของ NGO การผูกขาดของ ปตท. เป็นต้น ซึ่งผู้เขียนก็พยายามให้ความเข้าใจที่ถูกต้อง
สุดท้ายนี้ ผู้เขียนขอฝากท่านนายพลทั้งหลายรวมถึงผู้อ่านทุกท่านว่า เมื่อบทความนี้ตีพิมพ์ก็น่าจะมีคำพิพากษาของศาลโลกในคดีเขาพระวิหารแล้ว ไม่ว่าผลออกมาอย่างไรก็อยากขอให้ทุกท่านได้ทำใจให้มั่นคงและมองอนาคตไปข้างหน้าที่ไทยจะต้องร่วมมือกับเพื่อนบ้านในการพัฒนาเป็นประเทศที่มีรายได้สูง และมีความมั่นคงทางพลังงานที่เพิ่มขึ้น อย่าได้ตกเป็นเครื่องมือของผู้ที่หวังประโยชน์ทางการเมืองโดยไม่เห็นประโยชน์ของประเทศ
ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่าในที่สุดแล้วทั้งสองประเทศจะสามารถอยู่ร่วมกันอย่างสันติและสร้างประโยชน์ร่วมกันได้ในอนาคต







