
อธิการบดีวอนรัฐบาลดับเชื้อความรุนแรง
หลังเลี้ยวโค้งอันตรายผ่านวิกฤตการเมืองในปี 2553 ไม่ถึง 3 ปี ประเทศไทยกำลังวนเข้าสู่หล่มความขัดแย้งเดิมอีกครั้ง และกำลังทวีความเสี่ยงสู่ภาวะซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา
หลังเลี้ยวโค้งอันตรายผ่านวิกฤตการเมืองในปี 2553 ไม่ถึง 3 ปี ประเทศไทยกำลังวนเข้าสู่หล่มความขัดแย้งเดิมอีกครั้ง และกำลังทวีความเสี่ยงสู่ภาวะซ้ำรอยประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ผ่านมา
เมื่อวันที่ 11 พ.ย. ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้ประชุมวาระพิเศษเพื่อหารือถึงสถานการณ์บ้านเมือง สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ในฐานะประธาน ทปอ. ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 2 ในนาม ทปอ.ว่า หลังจากแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เพื่อคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทปอ.เห็นว่า สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศได้พัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อันอาจนำมาซึ่งความรุนแรง และเมื่อทุกฝ่ายได้แสดงออกชัดเจนแล้วว่าไม่ต้องการให้เกิดความรุนแรงขึ้นในประเทศไทย ทปอ.จึงขอเสนอว่า
1.รัฐบาลมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ตลอดจนต้องมีความจริงใจในการแก้ปัญหาของประเทศมิให้เกิดความรุนแรง ด้วยการควบคุมหน่วยงานของรัฐและกลไกอื่นให้แก้ปัญหาอย่างสันติวิธี
2.ให้ทุกฝ่ายแก้ปัญหาด้วยสติและปัญญา หลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ เพื่อไม่ให้ประเทศเกิดความบอบช้ำ
อย่างไรก็ตาม ทปอ.ยืนยันหลักการในเรื่องการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยเห็นว่า 1.รัฐบาลจะต้องรณรงค์ต่อต้านเรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่นอย่างต่อเนื่อง โดยรัฐบาลจะต้องขจัดปัญหาความคลางแคลงใจของประชาชนในเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่นในโครงการขนาดใหญ่ของรัฐบาล
2.รัฐบาลต้องสร้างความมั่นใจให้กับประชาชน โดยการออกกฎหมายเพื่อกำหนดกรอบการนิรโทษกรรม แต่ต้องไม่รวมถึงการนิรโทษกรรมในประเด็นเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น
สมคิด กล่าวว่า แม้ว่ารัฐบาลจะมีการลงนามในสัตยาบันร่วมกันที่จะไม่นำร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมกลับมาพิจารณาอีก แต่ ทปอ.ก็ยังไม่ไว้วางใจใคร และที่ผ่านมามีตัวอย่างให้เห็นแล้วว่ารัฐบาลบอกจะไม่แก้ไขในร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ก็มีการแก้ไข ดังนั้น ทปอ.ได้ตั้งคณะทำงานเพื่อติดตามอย่างใกล้ชิด ทั้งสถานการณ์ของประเทศ และการทุจริตคอร์รัปชั่น โดยมีอธิการบดีมหาวิทยาลัย 9 แห่ง อาทิ ธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ ศิลปากร เชียงใหม่ ขอนแก่น
นพ.เฉลิมชัย บุญยะลีพรรณ อธิการบดีมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ขณะนี้แม้ว่ารัฐบาลทำสัตยาบันว่าจะไม่หยิบร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมออกมาพิจารณาอีก แต่ประชาชนบางส่วนก็ยังไม่เชื่อใจ ซึ่งเป็นเรื่องที่แก้ไขได้ยาก ดังนั้น ขอให้รัฐบาลใช้เครื่องมือและกลไกที่มีเพื่อยับยั้งไม่ให้เกิดความรุนแรง
โคทม อารียา ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี มหาวิทยาลัยมหิดล แนะนำว่า สถานการณ์เวลานี้ หลักสำคัญที่ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายต่อต้านรัฐบาลต้องยึดให้มั่นคือ ต้องให้เวลากับสถานการณ์ ใช้การเจรจา ต่อรอง อย่าจงใจสร้างสถานการณ์ให้นำไปสู่จุดแตกหักในทันที ที่สำคัญอย่าใช้กำลังและความรุนแรงคลี่คลายสถานการณ์
โคทม มองว่า การจะให้นายกรัฐมนตรีลาออกหรือประกาศยุบสภานั้นก็ไม่ใช่ทางออกเช่นเดียวกัน เพราะที่สุดแล้วหนีไม่พ้นจะเข้าสู่วังวนเดิม เวลานี้เป็นโอกาสที่รัฐบาลต้องเริ่มปฏิรูปประเทศอย่างจริงจังเพื่อแบ่งปันอำนาจ โดยการกระจายอำนาจ กระจายรายได้ และปฏิรูปโครงสร้างทางการเมือง
สิริพรรณ นกสวน สวัสดี หัวหน้าภาควิชาปกครอง รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า ที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมขัดหลักการประชาธิปไตยถึง 4 มิติ คือ หลักการนิรโทษกรรมสากลที่ต้องมีการสอบสวนหาความจริง ขัดหลักการพิจารณากฎหมาย ขัดวิถีทางประชาธิปไตย และขัดต่อเจตจำนงของมวลประชา เพราะเนื้อหาไม่เป็นที่ยอมรับของประชาชนทุกกลุ่ม
ดังนั้น การที่รัฐบาลประกาศถอยร่างจึงไม่เพียงพอในการสร้างความไว้วางใจให้กับประชาชน เช่นเดียวกับการที่ 4 พรรคร่วมรัฐบาล ซึ่ง 3 ใน 4 เป็นเพียงหัวหน้าพรรคนอมินีออกมาประกาศสัตยาบันนั้นก็ไม่สามารถสร้างหลักประกันให้กับประชาชนได้เช่นกัน เพราะไม่สามารถลบล้างกับความเสียหายที่ดำเนินการไปแล้ว
สิริพรรณ ย้ำว่า รัฐบาลควรออกมาประกาศขอโทษประชาชน และมีกระบวนการยอมรับผิด โดยการออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการที่แสดงถึงการตระหนักทราบในการกระทำที่ผ่านมา







