
แฮ็กเกอร์
แนวโน้มการใช้งานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการทำธุรกิจต่างๆ บนเครือข่ายดังกล่าวที่ขยายตัวมากขึ้นในปัจจุบัน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางการโจมตี หรือโจรกรรมข้อมูลออนไลน์จาก “แฮ็กเกอร์” ผ่านช่องทางดังกล่าวตามมาด้วย
แนวโน้มการใช้งานผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (โซเชียลมีเดีย) เพื่อวัตถุประสงค์ต่างๆ ทั้งการแชร์ข้อมูลส่วนบุคคล หรือการทำธุรกิจต่างๆ บนเครือข่ายดังกล่าวที่ขยายตัวมากขึ้นในปัจจุบัน นับเป็นอีกหนึ่งช่องทางการโจมตี หรือโจรกรรมข้อมูลออนไลน์จาก “แฮ็กเกอร์” ผ่านช่องทางดังกล่าวตามมาด้วย
สอดคล้องกับที่ไอบีเอ็ม เปิดเผยรายงานแนวโน้มและความเสี่ยง XForce ประจำครึ่งหลังปี 2556 ฉบับล่าสุด ชี้ว่าแฮ็กเกอร์หรือผู้โจมตีในปัจจุบันได้พัฒนาทักษะของตนเอง เพื่อเพิ่มผลตอบแทนจากการเจาะเข้าสู่ระบบขององค์กร ซึ่งผู้โจมตีเหล่านี้ใช้ประโยชน์จากความไว้ใจของผู้ใช้ เพื่อดำเนินการโจมตีในรูปแบบใหม่ๆ เช่น การใช้โซเชียลมีเดีย เทคโนโลยีโมบายล์ และการโจมตีด้วยการฝังโค้ดอันตรายไว้ในเว็บไซต์ยอดนิยม หรือที่เรียกว่าการโจมตีในรูปแบบ Watering Hole
โดยในช่วงกลางปี 2556 ผู้โจมตียังคงมุ่งเน้นการใช้ประโยชน์จากสัมพันธภาพที่ได้รับความไว้วางใจผ่านทางโซเชียลเน็ตเวิร์ก ตั้งแต่การส่งอีเมลสแปมที่ดูเป็นมืออาชีพ ไปจนถึงการส่งลิงก์อันตรายที่ดูเหมือนว่าจะมาจากเพื่อนหรือคนที่คุณกำลัง “ติดตาม” การโจมตีเหล่านี้ใช้การได้จริง และเป็นช่องทางที่ทำให้แฮ็กเกอร์สามารถเจาะเข้าสู่ระบบขององค์กร เพื่อรับมือกับการโจมตีดังกล่าว
ทั้งนี้ โซเชียลเน็ตเวิร์กได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกมากขึ้นในการสแกนลิงก์ต่างๆ ที่ปรากฏอยู่ในโพสต์ ทั้งข้อความสาธารณะและส่วนตัว ขณะที่อาชญากรกำลังขายบัญชี หรือแอกเคาต์บนโซเชียลเน็ตเวิร์ก โดยบางบัญชีมีเจ้าของอยู่แล้ว แต่ข้อมูลรหัสผ่านถูกเปิดเผย ส่วนบัญชีอื่นๆ ก็เป็นบัญชีที่สร้างขึ้นและออกแบบให้ดูน่าเชื่อถือด้วยโปรไฟล์และเครือข่ายการติดต่อที่ดูสมจริง
พร้อมกับการสร้างยอด “ไลค์” หรือปลอมแปลงความคิดเห็น และขณะเดียวกันก็ปกปิดตัวตนที่แท้จริงเพื่อก่ออาชญากรรม ซึ่งเปรียบได้กับการปลอมแปลงบัตรประชาชน แต่เพิ่มความน่าเชื่อถือให้ตนเองด้วยกลุ่มเพื่อนๆ
ทีมงาน XForce ของไอบีเอ็ม คาดว่าการใช้เทคนิคล่อลวง (Social Engineering) จะมีความก้าวหน้ามากขึ้น โดยผู้โจมตีจะสร้างเครือข่ายตัวตนผู้ใช้ที่ซับซ้อน พร้อมทั้งปรับแต่งวิธีการหลอกล่อเหยื่ออย่างแนบเนียน แม้ว่าองค์กรจะใช้เทคโนโลยีและระบบควบคุมที่ทันสมัย และมีการกำหนดและปรับใช้แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสม แต่ท้ายที่สุดแล้วความไว้วางใจของผู้ใช้ก็อาจนำไปสู่การหลบเลี่ยงมาตรการต่างๆ ของฝ่ายรักษาความปลอดภัย
ทั้งนี้ รายงานดังกล่าวรวบรวมข้อเท็จจริงจากแหล่งข้อมูล รวมถึงฐานข้อมูลที่ครอบคลุมช่องโหว่ด้านความปลอดภัยของระบบคอมพิวเตอร์กว่า 7.3 หมื่นรายการ ข้อมูลจากเครื่องมือค้นหาและเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลสแปมระหว่างประเทศ และระบบตรวจสอบแบบเรียลไทม์ที่ทำหน้าที่ตรวจสอบเหตุการณ์ด้านความปลอดภัย 1.5 หมื่นล้านเหตุการณ์ต่อวัน สำหรับลูกค้าเกือบ 4,000 ราย ในกว่า 130 ประเทศทั่วโลก เป็นผลมาจากการทำงานของศูนย์ปฏิบัติการด้านความปลอดภัยระดับโลก 10 แห่งของไอบีเอ็ม ซึ่งจัดหาบริการด้านการรักษาความปลอดภัยให้แก่ลูกค้า
นับเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มบนโลกไอที ที่ธุรกิจ องค์กรต้องติดตาม เพื่อป้องกันการถูกโจรกรรมทางข้อมูล







