
กำแพงที่มองไม่เห็น
ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง หลังจากประโยค “เลือกเรียนวิชาที่คะแนนยังต่ำอยู่ก่อนไม่ดีเหรอลูก แล้วค่อยเลือกเรียนดนตรีทีหลัง”
ในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง หลังจากประโยค “เลือกเรียนวิชาที่คะแนนยังต่ำอยู่ก่อนไม่ดีเหรอลูก แล้วค่อยเลือกเรียนดนตรีทีหลัง” ก้อนสุญญากาศก็เริ่มขยายขนาดขึ้นตรงหน้า ก่อนก่อรูปร่างที่มองไม่เห็นเป็นกำแพงขึ้นกั้นแบ่งเป็นสองฟาก ฝั่งหนึ่งเป็นเขา ที่พยายามรวบสติและความคิดเพื่อแก้สถานการณ์ อีกฝั่งเป็นลูกชายของเขาในวัยย่างเข้าวัยรุ่น ซึ่งตอนนี้เอาแต่นั่งเงียบ ถามอะไรก็ไม่ตอบ ผินหน้ามองออกไปข้างนอก ราวกับว่าผู้เป็นพ่อไม่มีตัวตน ไม่ได้นั่งอยู่ที่นี่
เมื่อไหร่พ่อจะพยายามเข้าใจอะไรบ้างนะ...นับวันยิ่งคุยกันไม่รู้เรื่องผู้เป็นลูกพยายามถามตัวเอง พลางนึกไปว่าความคิดที่ผุดขึ้นนั้น กำลังลอยล่องไปหาผู้เป็นพ่อที่เอาแต่นิ่งเงียบ ก่อนจะล้วงหยิบโทรศัพท์มือถือออกมาเพื่อระบายความคิดนั้นลงไปในเฟซบุ๊ก เป็นสเตตัสสั้นๆ ว่า “วันสุดเซ็งอีกวัน# อารมณ์วันนี้” ผ่านไปไม่ถึงนาที ประโยคนั้นก็มีเพื่อนในโลกออนไลน์มาแสดงตัวชอบใจถึงสามคน เด็กหนุ่มยิ้มมุมปากกับจอสี่เหลี่ยมบนฝ่ามือ หันไปมองผู้เป็นพ่อที่กำลังหยิบจอสี่เหลี่ยมขนาดเก้าคูณเจ็ดนิ้วออกมาจากกระเป๋า
ผู้เป็นพ่อชะงักอุปกรณ์ที่หยิบออกมานิดหนึ่ง ก่อนวางไว้บนโต๊ะ หันไปมองลูกที่เอาแต่ก้มหน้า ชั่วขณะเดียวกันก็คิดว่า นั่นเป็นกิริยาที่ลูกจงใจบอกว่า ไม่อยากรับรู้อะไรอีกต่อไปแล้ว เด็กคนนี้ดื้อ เพราะถูกตามใจมากเกินไป เหมือนที่แม่ของเขาหรือผู้เป็นย่าเคยเปรยมาก่อน เขายอมรับว่า ขณะนั้นคำเตือนไม่มีความหมายอะไรเลย เพราะความรักที่มีต่อลูกอย่างล้นพ้นไม่เหลือที่ให้ข้อควรระวังใดๆ ซึ่งแม้บอกด้วยความหวังดีแทรกตัวหรือเข้ามาลดทอนสิ่งที่เขาเชื่อมั่นอย่างแรงกล้าได้เลยแม้แต่น้อย...เป็นไปได้อย่างไรกัน พักหลังเพียงไม่กี่เดือนช่วงชั้นมัธยมสาม ความเชื่อมั่นนั้นก็ถูกสั่นคลอนด้วยความห่างเหินจากลูก
แต่ทั้งหมดก็เกิดขึ้นแล้ว เมื่อต้องมาเป็นทุกข์จากที่ลูกเพิกเฉยต่อคำขอเป็นเพื่อนของเขาในสังคมออนไลน์ เขาเสียใจ แต่ที่เลวร้ายกว่านั้น คือ เขาไม่กล้าบอกเรื่องนี้กับลูก เพราะกลัวเด็กคนนั้นจะมองอีกว่า เขาเป็นพ่อที่จุกจิกคิดเล็กคิดน้อยเกินไป
เมื่อกรอกคำว่า “ช่องว่างระหว่างวัย” ลงไปในเสิร์ชเอนจิน หัวข้อที่ปรากฏเป็นเรื่องที่ไม่มีอะไรน่าสนใจ หรือน่าจะใช้แก้ปัญหาที่เผชิญอยู่ได้เลย แล้วสายตาของเขาก็เห็นเนื้อความจากหนังสือเล่มหนึ่งในชุมชนออนไลน์
“...ในขณะที่ผมนั่งอยู่ข้างเตียงแม่ มันดูเหมือนว่าเราอยู่กันคนละมุมโลก เพราะเราติดต่อกันไม่ได้ ผมเริ่มคิดถึงลูกและหลานของตัวเอง คิดถึงเด็กๆ ทั่วๆ ไป คิดถึงช่องว่างของพ่อ แม่ กับลูกที่ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกัน
เด็กๆ ไม่ต้องการรู้หรอกว่า พ่อแม่ของเขามีความเป็นมาอย่างไร จนกระทั่งถึงเวลาที่เด็กๆ กลายเป็นพ่อแม่เสียเอง ...ถ้าเพียงแต่ผู้เป็นพ่อแม่ไม่ได้สร้างกำแพงกีดขวางลูก เล่าให้เด็กฟังถึงอดีตอันยากแค้นแสนเข็ญ เด็กๆ ก็จะตะลึงเรื่องราวในอดีตที่พวกเขานึกไม่ถึงมาก่อนเลย
ผมรู้สึกผิดในเรื่องนี้ เมื่อลูกๆ ของผมยังเล็กอยู่ ช่วงปี 1960 ผมรู้สึกว่าทำไมเด็กสมัยนี้ช่างสุขสบายเสียจริง สมัยผมเป็นเด็ก ตอนนั้นอะไรๆ ก็ลำบากไปหมด ผมจึงติดนิสัยเล่าเรื่องความทุกข์ยากให้ลูกฟัง เมื่อพวกเขาบ่นเรื่องอาหารการกิน บ่นเรื่องถูกห้ามดูโทรทัศน์
“สมัยพ่อเป็นเด็กอาหารเย็นของเราก็คือ มะกะโรนีกับเนยแข็งเท่านั้น แค่นั้น เราก็ดีใจจะแย่แล้วว่ามีกิน”
“สมัยพ่อเป็นเด็กเราไม่เคยดูโทรทัศน์เลย”
“สมัยพ่อเป็นเด็ก...”
“สมัยพ่อเป็นเด็ก...”
ช่วงเวลาอาหารเย็นของวันหนึ่ง ลูกชายทำให้ผมโกรธเพราะคะแนนในสมุดรายงานไม่ดี โดยเมื่อผมเอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ส่งเสียงกระแอม เพื่อเริ่มต้นเทศนา ลูกชายมองผมอย่างเหนื่อยหน่ายแล้วพูดขึ้นว่า “จะบอกผมอีกล่ะสิว่า สมัยพ่อเป็นเด็กนั้นเป็นยังไงกัน”
ผมโกรธลูกมาก แต่โกรธตัวเองมากกว่า เพราะคิดว่า ตัวผมเองได้กลายเป็นคนน่าเบื่อที่แม้แต่เด็กเล็กๆ ก็ปฏิเสธที่จะฟัง ผมจึงพยายามเลิกนิสัยแบบนี้ แต่ก็ไม่เคยสำเร็จ สองสามปีต่อมา ลูกชายผมมักพูดลับหลัง โดยเรียกผมว่า “คนหัวโบราณ” ระหว่างเราพ่อลูกมีความขัดแย้งกันในเรื่องของเวลา ซึ่งเห็นได้ชัดว่า...ลูกรำคาญเรื่องในอดีตของผม
และขณะที่กำลังเงี่ยหูฟังเรื่องราวของแม่ในวัยเด็กนั่นเอง ผมก็ได้สำนึกถึงความขัดแย้งในทำนองเดียวกัน...เมื่อแม่อายุยังน้อย ผมเป็นอนาคตของแม่ ผมไม่พอใจสถานะนั้นเลย เนื่องจากโดยสัญชาตญาณแล้วผมต้องการเป็นอิสระ และไม่ต้องการเป็นคนที่ถูกบงการโดยอดีตของแม่ ผมบอกแม่ในใจว่า เก็บความต้องการของแม่ไว้กับอดีตดีกว่า ผมต้องการสร้างอนาคตของผมเอง และผมก็ทำได้ในที่สุด แต่มาบัดนี้ กับลูกตัวเอง ผมเริ่มมองเห็นแล้วว่า อนาคตที่ผมหวังให้เด็กๆ เป็น กลับกลายเป็นเรื่องน่าเบื่อสำหรับเขาไปเสียแล้ว”
เนื้อความดังกล่าวถูกคัดลอกมาจากเรื่อง “แม่ปั้นมา” หนังสือรางวัลพูลิตเซอร์ ปี 1983 ที่แต่งโดย รัสเซล เบเกอร์ เมื่ออ่านจบ เขาก็รู้สึกใจชื้นขึ้นอย่างบอกไม่ถูก โดยเฉพาะในแง่ที่รู้ว่า ปัญหานี้มีอยู่ทุกยุคทุกสมัย เขารู้ทันทีว่าควรก๊อบปี้เนื้อความไว้ส่งให้ลูกอ่าน โดยหวังใจว่า เมื่ออ่านแล้วจะสร้างความเข้าใจเรื่องช่องว่างไปในทิศทางเดียวกันว่าเป็นเรื่องปกติ
ลูกชายผละจากจอบนฝ่ามือ โดยไม่รู้ว่าเวลาผ่านเลยไปนานเท่าไหร่ รู้เพียงว่าโทรศัพท์มือถือส่งสัญญาณเตือนว่าแบตเตอรี่กำลังจะหมด
“พ่อ ยืมพาวเวอร์แบงก์ก่อนได้มั้ยครับ แบตผมหมด เพื่อนๆ ไลน์มานัดเจอกันที่สยาม ผมจะขอแยกไปก่อนนะพ่อ”
ด้วยความดีใจที่ลูกยอมคืนดี เขาจึงหยิบยื่นสิ่งที่ลูกต้องการส่งให้ โดยกำชับเพียงว่า ให้กลับมากินอาหารเย็นที่บ้าน
เขาส่งเนื้อความดังกล่าวไปถึงลูก โดยแบ่งเป็นท่อนๆ เด็กชายหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูในเวลาเดียวกับที่เพื่อนๆ โบกมือเรียก เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ส่งมาเป็นข้อความยาวเหยียด มีเนื้อหาแปลกๆ จึงคิดว่าผู้เป็นพ่อคงส่งผิด จึงกดลบทิ้งไปอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเดินไปหาเพื่อนๆ ที่รออยู่







