posttoday

ตบหน้า สั่งสอน

10 พฤศจิกายน 2556

คำว่า “กินแกลบ” เป็นวลีที่มีความหมายเจ็บปวด เพราะเป็นการดูถูกว่าคนคนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลี้ยงจำพวกหมู หมา

นักการเมืองคงนึกว่าคนไทย “กินแกลบ”

คำว่า “กินแกลบ” เป็นวลีที่มีความหมายเจ็บปวด เพราะเป็นการดูถูกว่าคนคนนั้นก็ไม่ต่างอะไรกับสัตว์เลี้ยงจำพวกหมู หมา เป็ด ไก่ เหมือนกันกับคำว่า “กินหญ้า” ที่เป็นสัตว์จำพวกช้าง ม้า วัว ควาย ต้องเป็นขี้ข้า ต้องยอมตาม ต้องเชื่อฟังไม่มีปัญญาคิดได้เอง คือเป็นอะไรที่โง่สุดๆ ถูกไล่ต้อนและจูงจมูกได้ง่ายๆ ไม่มีอนาคต ไม่มีที่ไป หากขาดคนเลี้ยงแล้วก็ตายลูกเดียว

นักการเมืองนั่นเองแหละที่กินแกลบ

เพราะถ้าพิจารณาจากพฤติกรรมการผลักดันกฎหมายชั่วๆ อย่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่เขาด่ากันทั้งบ้านทั้งเมืองนี้นักการเมืองไทยนั่นแหละที่ “กินแกลบ” ซึ่งเราก็ได้เห็นกันชัดๆ ว่านักการเมืองเหล่านี้ไม่ฟังเสียงทัดทานอะไรเลย เหมือนจะฟังเสียงคนเพียงคนเดียว ด้วย “อัปรียบัญชา” ที่พูดกับน้องสาวว่า “ถ้าไม่ทำตอนนี้แล้วจะทำเมื่อไหร่” ซึ่งทุกคนก็หัวซุกหัวซุนทำตามคำสั่งอันชั่วร้ายนั้นเหมือนคนสิ้นสติ สิ้นคิด ไม่มีที่ไป ฯลฯ เพราะกลืนแกลบเข้าเต็มปากเต็มพุง

คือแกลบกลัวและแกลบผลประโยชน์

นักการเมืองชั่วๆ พวกนี้เหมือนกลัว “ผี” ที่อยู่ต่างแดน เพราะนายที่เขาเชื่อฟังนั้นได้ตายไปแล้วจากสังคมของสุจริตชนด้วยข้อหาโกงบ้านโกงเมือง กลายเป็นสัมภเวสี “ผีลืมหลุม” ซึ่งผู้เขียนเชื่อว่าคนเหล่านี้ไม่ได้กลัวด้วยความจริงใจ แต่กลัวที่จะสูญเสียผลประโยชน์หลายอย่าง เป็นต้นว่า กลัวจะไม่ได้ถูกส่งลงเลือกตั้งอีก กลัวว่าจะไม่ได้ตำแหน่งแห่งหนในทางการเมือง และที่กลัวที่สุดก็คือกลัวว่าจะไม่มีเงินทองหรือช่องทางโกงกินที่ผีต่างแดนตนนั้นจะประเคนให้

เลยหูหนวกตาบอดไม่กลัวประชาชน

ที่สุด “อีเสือต้องสั่งถอย” หลังจากที่ออกมาอ้อนประชาชนเมื่อหลังเที่ยงวันอังคาร แต่พอบ่ายวันรุ่งขึ้นก็ถอยกรูดไม่เป็นท่า แม้จะให้ สว.สายเลือกตั้งโดยการนำของประธานวุฒิสภาเอง (ซึ่งดูแปลกมาก เพราะแกควรจะวางตัวเป็นกลางอย่างยิ่ง) ออกมารับหน้าก่อนเมื่อบ่ายวันอังคาร ที่รับลูกว่าจะไม่รับหลักการของร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านมาจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วนั้น เช่นเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยที่ออกมาสั่งถอนร่างที่เหลือออกมาทั้งหมดในวันพุธนั้น แต่ผู้คนทั้งหลายก็ไม่เชื่อว่าจะเป็นความจริง เพราะนักการเมืองกลุ่มนี้ไม่เคยจริงใจต่อประชาชน

เข้าทำนองงาช้างงอกออกมาจากปากสุนัข

คือไม่มีใครเชื่อว่าจะเป็นไปได้ โดยเฉพาะสิ่งดีๆ (ที่เปรียบเป็นงาช้าง) จะเกิดขึ้นมาได้จากสิ่งเลวๆ (ปากสุนัข) หรืออย่างที่ผู้เขียนเคยเขียนไว้ในคอลัมน์คนซอยสวนพลูนี้เมื่อเดือน ส.ค. 2554 ที่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นรัฐบาล ว่าการที่คนหมดความเชื่อถือพรรคเพื่อไทยก็เพราะพรรคนี้ไม่ว่าจะอยู่ในพรรคชื่อใดมาก่อน ก็ล้วนแต่เคยหลอกลวงคนไทยเรื่อยมา เข้าทำนองสุภาษิตอังกฤษที่ว่า “น้ำนมในมือโจร” แม้จะคิดดีทำดี แต่จากความชั่วที่ทำมาในอดีตสังคมก็หมดความเชื่อถือ ซึ่งก็เป็นจริงตามนั้น เพราะถึงวินาทีนี้คนไทยก็สาปส่งพรรคเพื่อไทยนี้เป็นจำนวนมาก

แม้แต่คนเสื้อแดงก็ยังหมดความเคารพนับถือ

ถ้าเป็นภาษาจิ๊กโก๋ ขณะนี้พรรคเพื่อไทยกำลังถูก “ตบหน้า สั่งสอน” ทั้งจากผู้คนทั้งหลายที่เคียดแค้นเกลียดชังนายใหญ่และนักการเมืองเลวๆ ในพรรคนี้ที่มีอยู่เป็นจำนวนมากนั้นแล้ว ก็ยังถูกตบหน้าสั่งสอนจากคนที่เคยรัก ถึงขั้นที่บางคนหลงใหลคลั่งไคล้บูชา “คนหน้าเหลี่ยม” นั้นก็ยังมาร่วมตบหน้าสั่งสอนด้วย ภาษานักการเมืองโบราณเมืองสองแควเรียกนักการเมืองที่มีพฤติกรรมแบบนี้ว่า พวกนักการเมืองที่ระดูมาเป็นปกติ ผีเข้าผีออก เป็นที่พึ่งไม่ได้จึงสมควรที่จะต้องตบหน้าสั่งสอนให้สาสม และที่จริงควรจดจำไว้ให้มั่นคงไปตลอดทุกกาลสมัย

ช่วยกันลบความเชื่อที่ว่า “คนไทยลืมง่าย”

บางท่านเสนอว่าต้องสั่งสอนนักการเมืองเหล่านี้ให้“สุดซอย” นอกเหนือจากจะต้องประณามความชั่วช้าที่คนพวกนี้ได้ร่วมกันข่มขืนระบบรัฐสภาและทำอนาจารแก่ระบอบประชาธิปไตยของไทยให้สุดๆ แล้ว ยังจะต้องช่วยกันบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์ (เพื่อกันลืม) ด้วยว่า เราจะไม่ยอมให้นักการเมืองเลวๆ มาหลอกใช้พวกเราอีก ไม่ว่าที่จะมาล่อลวงผ่านการเลือกตั้ง หรือที่จะมาออดอ้อนด้วยนโยบายประชานิยมต่างๆแต่ที่จดจำให้แม่นยำก็คือ “เจ็บแล้วต้องจำ” จากความระยำที่นักการเมืองเหล่านี้ได้กระทำ อย่างเช่นการผลักดัน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม

แม้คนพวกนี้ “อมพระมาพูด” ก็อย่าได้เชื่อ

สังคมไทยน่าจะมีบทเรียนที่มากมายเกี่ยวกับความหลอกลวงของนักการเมือง ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 นั้นแล้ว ที่คณะราษฎรเองก็ “ปัสสาวะไม่สุด” ทำอะไรกล้าๆ กลัวๆ ทั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 7 ก็ไม่ได้ทัดทาน ทั้งยังทรงส่งเสริมที่จะให้มีประชาธิปไตยที่แท้จริงเกิดขึ้นในบ้านเมือง คณะราษฎรกลับทะเลาะแบ่งพวกกันเป็นทหารกับพลเรือน ที่สุดทหารก็ชนะครองเมืองมาจนถึงปี 2516 หลัง 14 ต.ค. 2516 เราก็คิดว่าจะมีประชาธิปไตยที่แท้จริงจากประชาชนเกิดขึ้นเสียที มาถึงวันนี้ 80 ปี ก็ยังปัสสาวะไม่สุด สร้างประชาธิปไตยไม่เสร็จ

วงจรอุบาทว์กลายเป็นประวัติศาสตร์อัปรีย์

ขอส่งท้ายด้วยกลอนที่แอบแต่งไว้เมื่อวันที่ 4 พ.ย. เพื่อไว้อาลัยให้แก่ความอัปรีย์ของนักการเมืองกลุ่มนี้ (ถ้าจะแรงไป หยาบไป ก็ขอให้ บก.ตัดทิ้งไปได้เลย แล้วจบตรงย่อหน้าก่อนนี้) อารมณ์จะคล้ายๆ กับที่ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เขียนด่าเขมรเมื่อ พ.ศ. 2505 นั่นแหละ

แต่ถ้าเป็นคนดีก็ขอให้เจริญๆ ยิ่งขึ้นครับ

ข่าวล่าสุด

เปิดข้อเท็จจริงระบบพลังงาน เช็คสต๊อกน้ำมันแบบเรียลไทม์ทำได้จริงไหม?