
แนวรบ 'นกหวีดสีลม'
พลันที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย เสียงคัดค้านก็ดังประสานเซ็งแซ่จากประชาชนทั่วทุกสารทิศ
วิทยา ปะระมะ
พลันที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมสุดซอย เสียงคัดค้านก็ดังประสานเซ็งแซ่จากประชาชนทั่วทุกสารทิศ ทุกสาขาอาชีพ ที่ออกมาแสดงพลังอย่างไม่เคยมีมาก่อนในรอบหลายปีที่ผ่านมา นำไปสู่การถอยสุดซอย ถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง 6 ฉบับออกจากสภา และอีก 1 ฉบับที่รอการพิจารณาของวุฒิสภาในวันที่ 11 พ.ย. ซึ่งวุฒิสภาเองก็ยืนยันจะคว่ำร่างกฎหมายฉบับนี้ รวมทั้งรัฐบาลนำโดย ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็ออกมาย้ำแล้วย้ำอีกว่าเมื่อครบ 180 วัน หลังวุฒิสภาไม่รับร่างนิรโทษฯ แล้วจะไม่เสนอกลับเข้าไปอีก
กลุ่มผู้จุดประกายคัดค้านร่างกฎหมายดังกล่าว นอกจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ซึ่งตั้งเวทีชุมนุมตั้งแต่แรกที่สามเสน ก่อนจะขยับมาอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยในขณะนี้แล้ว อีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นตัวแปรสำคัญในการจุดกระแสคนกรุงให้ร่วมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ฉบับลักหลับตอนตี 4 ก็คือม็อบสีลม นำโดยชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ซึ่งนัดเป่านกหวีดครั้งแรกวันที่ 4 พ.ย.ที่ผ่านมา ต่อเนื่องมาครั้งที่ 2 ในวันที่ 6 พ.ย. และวันที่ 7 พ.ย. บริเวณสี่แยกอโศก ก่อนจะประกาศหยุดชั่วคราวเพื่อรอดูสถานการณ์ว่ารัฐบาลถอยจริงตามลมปากหรือไม่
ภาพคนนับหมื่นรวมตัวเป่านกหวีดคัดค้านไม่เอาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม สร้างความตื่นตัวให้เกิดขึ้นในสังคมอย่างแพร่หลายกระจายเป็นไฟลามทุ่ง ปลุกให้ผู้คนตระหนักรู้ถึงพลังประชาชนได้เป็นอย่างดี
ประเทศกำลังล่มจมเพราะคอร์รัปชั่น
สมเกียรติ หอมลออ ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย ระบุถึงเหตุผลที่ตัดสินใจออกมาเคลื่อนไหว ว่า ถ้ากฎหมายฉบับนี้ออกมาจะมีผลเสียหายต่อประเทศชาติ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ถ้าไม่มีการแก้ไขเปลี่ยนแปลง ถ้ารัฐบาลยังมีนโยบายและดำเนินการอย่างที่เป็นมา ประเทศชาติจะเสียหาย เดินทางสู่ความล่มจมแน่นอน
สมเกียรติ ชี้ว่า สิ่งที่เกิดขึ้นสะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานรัฐบาลที่คิดว่าความผิดความถูกขึ้นอยู่กับเสียงข้างมากหรือจำนวนมือในรัฐสภา ซึ่งถ้าคนที่ตัดสินใจไม่ได้ตัดสินใจด้วยวิจารณญาณของตัวเอง ตัดสินใจโดยการชักใยของผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของคนสั่งการ ตรงนี้ขัดกับผลประโยชน์ของประเทศชาติ
สมเกียรติ อธิบายเพิ่มเติมว่า การแก้ไขแปลงสารเนื้อหาร่างกฎหมายนิรโทษกรรมในชั้นกรรมาธิการ ย้อนหลังหลายๆ จุดครอบคลุมไปถึงการนิรโทษกรรมความผิดฐานทุจริตคอร์รัปชั่น ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน ไม่ต้องพูดถึงการทุจริตที่ไม่มีหลักฐานชัดเจน เอาแค่คดีรถและเรือดับเพลิง ซึ่งมีการต่อสู้ในศาลและมีคำตัดสินเรียบร้อยแล้ว หาก พ.ร.บ.ฉบับนี้ออกมา คนที่ถูกศาลลงโทษก็พ้นผิดด้วย รวมถึงความผิดทุจริตในอดีตที่ยังรอการเปิดเผยอีก
“ทุกวันนี้เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า นักการเมืองทุกระดับ ตั้งแต่ระดับท้องถิ่นขึ้นมาถึงระดับประเทศมีจำนวนไม่น้อยที่ทุจริต บางกระทรวงเมื่อเปลี่ยนรัฐมนตรีจะเรียกข้าราชการมาคุยว่าต่อไปนี้การจัดซื้อจัดจ้าง ข้าราชการที่มีอยู่แล้วไม่ต้องดำเนินการ แต่จะมีทีมจากข้างนอกเข้ามานั่ง การจัดซื้อจัดจ้างต่างๆ ให้ขึ้นกับกลุ่มนี้ ให้ข้าราชการอยู่เฉยๆ คอยเซ็นอย่างเดียวถ้าอยากก้าวหน้า และสื่อจำนวนมากก็ไม่ทำหน้าที่ตีแผ่ข้อมูลให้ประชาชนรับทราบ ฉะนั้น การคอร์รัปชั่นมันจึงดาษดื่น” ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย กล่าว
แน่นอนว่าการออกกฎหมายลักษณะนี้ทำให้คนทุจริตย่ามใจคิดว่าจะคอร์รัปชั่นเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าไม่ถูกจับได้ก็สบายไป แต่ถ้าถูกจับได้ก็ต้องต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งกระบวนการยุติธรรมเบื้องต้น ไม่ว่าจะเป็นตำรวจบางคน ดีเอสไอบางคน หรืออัยการบางคน ถูกครอบงำหมด ทำให้หลักฐานอ่อนจนหลุดคดี
แต่ถ้าหลักฐานชัดเจนจนดิ้นไม่หลุด เมื่อศาลลงโทษก็จะใช้พวกมากลากไปออกกฎหมายนิรโทษกรรม การทุจริตครั้งต่อไปจะไม่มีการเกรงกลัว จะโจ่งแจ้งมากขึ้น กินคำใหญ่มากขึ้น เพราะถือว่ามีมือตั้งเยอะแยะในสภา
“ผลที่เกิดขึ้นนอกจากประชาชนเสียผลประโยชน์แล้ว ความเชื่อถือของต่างชาติที่ทำมาค้าขายกับเรา นักลงทุนที่จะมาลงทุนบ้านเราก็ต้องคิดหนัก ความน่าเชื่อถือของประเทศสูญหาย อันนี้จะเป็นผลเสียทั้งในระยะสั้นและระยะยาว” แกนนำม็อบสีลม กล่าว
ยิ่งในอนาคตมีโครงการที่รัฐบาลพยายามผลักดัน คือโครงการน้ำ 3.5 แสนล้านบาท และเงินกู้ 2.2 ล้านล้านบาท ซึ่งก็ยังเป็นที่สงสัยถึงความคุ้มค่าและความจำเป็น มีการพูดกันหนาหูว่า 3040% และถ้าโครงการเหล่านี้ผ่าน เงินจะเข้ากระเป๋านักการเมือง 68 แสนล้านบาท สุดท้ายหากโครงการล้มเหลวอย่างเช่นกรณีแอร์พอร์ตลิงค์หรือจำนำข้าว คนที่ต้องชำระหนี้คือประชาชนทั้งรุ่นนี้และรุ่นต่อไป ขณะที่นักการเมืองถ้าเกิดอะไรขึ้นก็คว้ากระเป๋าไปต่างประเทศ
ความเสียหายที่จะเกิดขึ้นมหาศาลไม่มีใครประมาณได้ นอกจากนี้ พ.ร.บ.นิรโทษกรรมยังเกี่ยวพันถึงการปรองดองใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่จะไม่มีวันเกิดขึ้น ถ้าคนที่เกี่ยวข้องสั่งการในกรณีตากใบยังไม่ได้รับการชี้ผิดชี้ถูกและลงโทษ
ปัจจัยทั้งหมดทำให้ชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยคิดว่ายอมรับไม่ได้ที่จะปล่อยให้นิรโทษกรรมกันง่ายๆ
รัฐบาลนี้ไร้เครดิต
หันกลับมาดูสถานการณ์ปัจจุบัน ม็อบสีลมพักรบชั่วคราว ม็อบประชาธิปัตย์ยื่นเงื่อนไขให้รัฐบาลทำอย่างไรก็ได้ให้กฎหมายฉบับนี้ตายไปจากสภาก่อนเวลา 18.00 น. วันที่ 11 พ.ย.นี้ ส่วนกลุ่มเครือข่ายประชาชนปฏิรูปประเทศไทย 77 จังหวัด กองทัพธรรมและกลุ่มกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.) ยกระดับชุมนุมขับไล่รัฐบาล
ส่วนฟากรัฐบาลถอนร่าง พ.ร.บ.ปรองดอง 6 ฉบับออกไปแล้ว และวุฒิสภานัดประชุมในวันที่ 11 พ.ย. ขณะที่คนเสื้อแดงออกมาชุมนุมแสดงพลังเช่นกัน
สมเกียรติ กล่าวว่า เฉพาะกลุ่มชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย หากรัฐบาลยอมถอยให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมตายไปจากสภาในวันที่ 11 พ.ย. ก็ถือว่าพอใจแล้ว
“รัฐบาลยอมถอย ถ้าจะเดินหน้าก็กระไรอยู่ ขณะเดียวกันเราประเมินว่าสังคมได้ตระหนักถึงปัญหาคอร์รัปชั่น ทำให้รัฐบาลเห็นว่าต้องปรับปรุงแก้ไขในสิ่งผิด ถ้าอย่างนี้แล้วเราพอใจแล้ว”สมเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองส่วนตัว สมเกียรติก็ไม่ได้พอใจกับการยอมถอยของรัฐบาลในครั้งนี้ เพราะไม่เชื่อมั่นว่ารัฐบาลจะทำจริง เนื่องจากพฤติกรรมของรัฐบาลในอดีตที่ผ่านมา น้ำเสียง สุ้มเสียงของนักการเมืองที่มีอำนาจทั้งของยิ่งลักษณ์และ พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ได้เห็นหัวประชาชน
“เราเชื่อว่าพูด 100 ครั้ง มันไม่ชัดเจนเท่าการกระทำ 1 ครั้ง เพราะฉะนั้น รัฐบาลจะพูดเท่าไร ในสายตาเรา เราคิดว่าไม่มีเครดิตในการทำเพื่อประเทศชาติ คิดว่าเขาพูดมาเพื่อลดกระแสมากกว่า” แกนนำชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตย กล่าว
สมเกียรติ มองว่า การถอยครั้งนี้เป็นการถอยทางยุทธวิธีมากกว่า เพราะเป้ารัฐบาลไม่ได้อยู่ที่จุดนี้ แต่มองที่โครงการ 2.2 ล้านล้านบาท การถอยก็เพื่อเสียเบี้ยไปกินม้ากินขุนต่อไป
“แต่เราคงไม่เคลื่อนต่อเพราะกำลังของเราเป็นเพียงกลุ่มเล็กๆ มีพลังจำกัด และประชาชนส่วนหนึ่งอาจจะคิดว่าเมื่อรัฐบาลถอยแล้วทำไมไม่หยุดอีก ฉะนั้น เราจึงต้องหยุดและประเมินสถานการณ์ ไม่ใช่ดึงดัน แล้วก็เฝ้าดูรัฐบาลว่าจะทำอย่างไรต่อไป” สมเกียรติ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ด้วยอารมณ์มวลชนในขณะนี้ อาจมีบางส่วนที่เห็นว่าควรใช้โอกาสนี้ยกระดับไปสู่การปฏิรูปประเทศอีกครั้ง ซึ่งหากสมาชิกในชมรมจะไปดำเนินการหรือร่วมกับกลุ่มเคลื่อนไหวอื่นๆ ก็เป็นสิทธิ และสมเกียรติก็เห็นด้วยเช่นกันที่จะมีการปฏิรูปประเทศทุกองคาพยพ ทั้งเรื่องอำนาจและระบบโครงสร้างภาครัฐที่เป็นมะเร็งเกาะกินประเทศ
ขณะที่ทางออกการเมืองหากกระแสบานปลายกลายเป็นไล่รัฐบาลนั้น สมเกียรติมองว่าหากจะให้ยิ่งลักษณ์ลาออกก็ไม่ได้ช่วยอะไร เพราะนักการเมืองก็ยังเป็นกลุ่มเดิม ส่วนการยุบสภาก็เป็นทางออกทางหนึ่ง แต่โจทย์สำคัญคือหลังจากยุบสภาแล้วจะทำอย่างไรให้ประชาชนตื่นรู้กันมากขึ้น แทนที่จะเป็นการใช้วิธีการตัดสินใจแบบเดิมๆ หากทำให้ประชาชนตื่นรู้ได้มากขึ้นก็อาจได้นักการเมืองที่ดีขึ้น แม้ไม่มากนักก็ยังดี เพราะทางออกมีทางออกเพียงแค่นี้เท่านั้น
“ถ้าจะให้ทหารออกมารัฐประหาร มันก็ไม่น่าจะเป็นที่ยอมรับกันได้ เพราะเราก็ไม่แน่ใจว่าทหารที่ออกมาทำเพื่อประเทศชาติจริงหรือไม่ บางทีคงต้องปล่อยให้เหตุการณ์มันเดินเท่าที่พอจะเดินไปได้ แล้วค่อยมาดูว่าจะช่วยกันได้อย่างไร”สมเกียรติ กล่าว
ในมุมกลับกัน หากรัฐบาลสามารถฝ่าวิกฤตครั้งนี้ไปได้ก็ต้องดูกันอีกว่าจะทำตัวอย่างไร จะยังใช้รูปแบบวิธีการดำเนินการตามที่เคยทำอีกหรือ หรือทบทวนตัวเอง เกรงใจประชาชนมากขึ้น หากเป็นเช่นนั้นกระบวนการเอาเงินประเทศไปผลาญก็จะช้าลงไป นี่คือสิ่งที่ชมรมหวัง เพราะทางออกมีน้อยมากสำหรับประเทศ
“ผมคิดว่าเขาเปรียบเหมือนสุนัขจิ้งจอก เมื่อเห็นมีภัยมาก็หมอบ แต่เมื่อไรก็ตามที่เห็นว่าเหนือกว่าแล้วก็จะแสดงอิทธิพลเหิมเกริมไม่เห็นหัวคนอื่น แต่ถ้าเขาไม่ย่ามใจ ถ้าคุณยิ่งลักษณ์กลับมาคิดทุกอย่างด้วยตัวเองแล้วทำเพื่อประเทศชาติ มันน่าจะดีขึ้น ถ้าเขาถอยทุกอย่างทำให้ พ.ร.บ.ตกไป เราก็ไม่มีอะไรคัดค้าน แต่พฤติกรรมทุจริตคอร์รัปชั่นต้องลดน้อยลงไป เราจะต้องติดตาม”
ประธานชมรมนักธุรกิจเพื่อประชาธิปไตยยังมองยาวไปถึงอนาคต เสนอทางออกประเทศเบื้องต้นว่าโครงสร้างทางอำนาจไม่ควรมีนักการเมืองที่เป็นนักโกงเมืองหรือนักธุรกิจการเมือง แต่ถ้าเผื่อมีก็ต้องมีขบวนการตรวจสอบและคานอำนาจที่เข้มแข็ง แต่ขณะนี้ก็เป็นที่รู้กันว่ากระบวนการยุติธรรมถูกกินไปแล้ว คือตำรวจบางคน ดีเอสไอบางคน หรือแม้แต่อัยการบางคน อยู่ในมือนักการเมืองหมด ฉะนั้น ต้องมีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมก่อน ปรับปรุงระบบพิจารณาให้ศาลต้องมีอำนาจในการนำสืบ และร่นระยะเวลาพิจารณาให้สั้นลง เพราะหากพิจารณาล่าช้าทำให้นักการเมืองทำอะไรก็ได้







