
เก็งคำตัดสินศาลโลก วินวิน ไทย-กัมพูชา
เหลือเวลาอีกวันเดียว ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ก็จะตัดสินข้อพิพาทบริเวณปราสาทพระวิหาร
โดย...ทีมข่าวการเมือง
เหลือเวลาอีกวันเดียว ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) ก็จะตัดสินข้อพิพาทบริเวณปราสาทพระวิหารท่ามกลางการจับจ้องจากประชาชนทั้งสองประเทศว่าคำตัดสินจะลงเอยอย่างไร และจะกลายเป็นประเด็นซ้ำเติมสถานการณ์การเมืองภายในประเทศให้ร้อนแรงขึ้นหรือไม่
ที่สำคัญที่สุดก็คือความกังวลที่ว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแพ้ชนะ ไทยและกัมพูชา ซึ่งมีชายแดนติดกันยาว 803 กิโลเมตร อาจเข้าสู่สภาวะสงครามอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อไม่นานมานี้ วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมทนายความต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร ให้สัมภาษณ์พิเศษกับเครือโพสต์ พับลิชชิง ถึงทิศทางและการรับมือที่จะเกิดขึ้นจากผลคำพิพากษา
ทูตวีรชัยคาดการณ์ว่า คำตัดสินของศาลโลกจะไม่หนีจาก 4 แนวทาง คือ 1.ศาลไม่รับคำร้อง ทำให้สถานะกลับไปเหมือนตอนก่อนฟ้อง 2.เป็นไปตามแผนที่ 1 : 200,000 ตามคำร้องของฝ่ายกัมพูชา 3.ศาลโลกตัดสินให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2505 และ 4.ออกมาในลักษณะกลางๆ โดยให้ไทยกัมพูชาไปหารือเพื่อหาข้อสรุปการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน
หัวหน้าทีมทนายฝ่ายไทยยืนยันว่า ข้อโต้แย้งของฝ่ายไทยที่ยืนยันว่าคำร้องของกัมพูชา นอกกรอบคำตัดสินของศาลโลกเมื่อปี 2505 นั้น มีน้ำหนักที่สุดในทางกฎหมาย เพราะคดีต้องจำกัดขอบเขตด้วยคำฟ้องจะออกนอกคำฟ้องไม่ได้ แต่ที่กัมพูชาขออยู่นั้น ถือว่า “นอกคำฟ้องเดิม”
“แผนที่ที่กัมพูชานำมาใช้อธิบายพื้นที่นั้นก็มีปัญหา เพราะมีการทำแผนที่ขึ้นใหม่ ซึ่งเราได้อธิบายไปแล้วระหว่างต่อสู้คดี และในคำแถลงสรุปเราก็ยืนยันว่าศาลในปี 2505 ไม่ได้กำหนดขอบเขตของพื้นที่รอบตัวปราสาท” ทูตวีรชัย อธิบาย
“ตอนที่กัมพูชาขอต่อศาลในปี 2502 มี 2 ข้อ ได้แก่ 1.ให้ไทยถอนทหารจากสิ่งปรักหักพังของปราสาท 2.ให้ศาลตัดสินว่าปราสาทอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ต่อมาปี 2505 ขอเพิ่มอีก 3 คือ ให้ตัดสินว่าแผนที่ 1:200,000 มีสถานะทางกฎหมายที่ผูกพัน ขอให้เขตแดนเป็นไปตามแผนที่นั้น และให้ไทยคืนวัตถุโบราณ โดยศาลตัดสินเพียงหนึ่งข้อ คือ คืนโบราณวัตถุ อีกสองข้อศาลปฏิเสธชัดแจ้งที่จะตัดสิน เราจึงยืนยันแบบเดิมว่าคำร้องของกัมพูชานั้นไม่เกี่ยวกับคดีในปี 2505”
ส่วนข้อกังวลที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า หากศาลโลกตัดสินให้ไทยแพ้แล้วจะส่งผลกระทบกับดินแดนทางทะเลนั้น ทูตวีรชัยยืนยันว่าไม่เกี่ยวกันแน่นอน เนื่องจากเส้นเขตแดนที่ใช้ในการพิจารณาคดีปราสาทพระวิหารนั้น เป็นเส้นเขตแดนตามสนธิสัญญาปี 2447 ส่วนพื้นที่ตั้งแต่ช่องสะงำ จ.ศรีสะเกษ เรื่อยลงไปถึง จ.ตราด นั้น เป็นไปตามสนธิสัญญาปี 2450 ซึ่งมีคณะกรรมการปักปันหลักเขตพิจารณาหลายขั้นตอน ซึ่งซับซ้อนกว่าสนธิสัญญาปี 2447 มาก
นอกจากนี้ สนธิสัญญาฉบับปี 2450 ยังไม่ได้อนุญาตให้ใครแบ่งเขตทางทะเล ยกเว้นทะเลอาณาเขต 3 ไมล์ทะเล และในขณะนั้นทะเลหลวงยังถือเป็นสมบัติสำคัญของมนุษยชาติ ซึ่งตัวเขาเองก็ยังงงๆ อยู่ที่ผู้เชี่ยวชาญบางคนลากเขตแดนตามสนธิสัญญายาวไปถึงประเทศมาเลเซีย
ทูตวีรชัย ยังอธิบายอีกว่าไม่ว่าศาลโลกจะตัดสินอย่างไร ขอบเขตอำนาจของศาลโลกจะมีผลเฉพาะพื้นที่ที่มีการยื่นให้ตีความเท่านั้น เพราะฉะนั้น จะไม่ส่งผลกระทบต่อพื้นที่อื่น
นั่นเป็นคำอธิบายของหัวหน้าทีมทนายฝ่ายไทยก่อนที่จะยกคณะเดินทางไปรับฟังคำพิพากษาศาลโลกที่กรุงเฮกเรียบร้อย รอนับถอยหลังไม่ถึง 48 ชั่วโมงที่จะรู้ผล
อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวจากฝ่ายความมั่นคง วิเคราะห์ว่า มีความเป็นไปได้ที่ผลการตัดสินจะออกเป็นแนวทางที่ 4 มากถึง6070% หรือออกมาในลักษณะกลางๆ โดยให้ไทยกัมพูชา ไปหารือเพื่อหาข้อสรุปการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกันมากที่สุด
“แนวทางที่ 2 และ 3 นั้นเราให้น้ำหนักใกล้เคียงกัน แต่แนวทางที่ 1 นั้นเราประเมินว่าเป็นไปได้น้อย เพราะก่อนหน้านี้ศาลไม่รับตีความในหลายคดี และเกิดปัญหาตามมา กลายเป็นว่าศาลโลกเพิ่มความขัดแย้งระหว่างประเทศให้มากขึ้น แหล่งข่าวฝ่ายความมั่นคงคาดการณ์
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศอีกราย ให้มุมมองที่น่าสนใจว่า อาจมีความพยายามล็อบบี้จากผู้พิพากษาอาวุโสบางคนในศาลโลกให้องค์คณะผู้พิพากษาจำนวนหนึ่งตัดสินเข้าข้างฝ่ายกัมพูชา
“ที่น่าห่วงอยู่อย่างเดียว ศาลโลกจะตัดสินจากอารมณ์มากกว่าหลักการ เนื่องด้วยตัวประธานศาลโลกมีบทบาทต่อองค์คณะผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ในฐานะที่เคยเป็นประเทศปกครองกัมพูชามาก่อน ส่วนฝ่ายไทยนั้นยืนยันว่าข้อต่อสู้ของเราได้นำมาหักล้างสิ่งที่กัมพูชาเสนอเต็มที่แล้ว” ผู้เชี่ยวชาญ กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในมุมมองเขาศาลโลกมีระบบการบังคับคดีที่อ่อน หรืออาจเรียกได้ว่าไม่มีเลยก็ได้ ซึ่งหากไม่มีก็อาจต้องยื่นเรื่องไปถึงคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติให้ลงมาไกล่เกลี่ย นอกจากนี้ ยังไม่มีระยะเวลาปฏิบัติ ไม่มีขั้นตอนชัด หลังออกคำตัดสิน
“ศาลโลกอ่านจบแล้วก็จบ จะว่าดีก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ดีก็ไม่ใช่ ซึ่งตรงนี้ถือเป็นช่องว่างอย่างหนึ่ง เพราะเปิดโอกาสให้คู่กรณีสามารถเจรจากันได้ ถ้าไม่ได้โกรธแค้นกัน หรือไม่ได้มีแรงกดดันมากก็อยู่กันไป ซึ่งถ้าไม่มีการเมืองภายในประเทศของทั้งสองฝ่ายมากดดัน ชายแดนทั้งสองประเทศก็คงไม่เกิดวิกฤตอะไร” ผู้เชี่ยวชาญระบุ







