
ประเมิน4แนวทางศาลโลกชี้ชะตาไทย-เขมร
คำตัดสินคดีนี้เชื่อว่าน่าจะออกเป็นกลางๆ คือ ให้ 2 ฝ่ายมาเจรจา ไม่ขีดเส้นว่าเป็นขาวหรือดำและไม่ว่าศาลตัดสินอย่างไร ไม่น่าจะมีปัญหาทางชายแดน
โดย....ทีมข่าวการเมือง
11 พ.ย.นี้ ถือเป็นวันชี้ชะตาระหว่างไทย-กัมพูชา ต่อบทสรุปกรณีปราสาทพระวิหาร ภายหลังกัมพูชายื่นร้องขอให้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือ ศาลโลก ตีความคำพิพากษาเดิมเมื่อปี 2505 ท่ามกลางการจับจ้องจากทุกสายตาของประชาชนทั้งสองฝ่ายถึงผลคำตัดสิน ว่าท้ายที่สุดแล้วจะลงเอยอย่างไร และสามารถเคลียร์ปมคาใจที่ค้างคานานกว่าครึ่งทศวรรษได้หรือไม่
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์จากหลายฝ่ายในคณะทำงานต่อสู้คดีปราสาทพระวิหารทั้งทีมกฎหมายรวมถึงฝ่ายความมั่นคงของไทย โดยแหล่งข่าวระดับสูงจากทีมทนายความฝ่ายไทย ได้ประเมินและวิเคาระห์ เชื่อว่าเรื่องนี้ส่วนหนึ่งจะตัดสินจากอารมณ์มากกว่าหลักการ เนื่องด้วยตัวประธานศาลโลกมีบทบาทต่อองค์คณะผู้พิพากษาที่นั่งอยู่บนบัลลังก์ ในฐานะที่เคยเป็นประเทศปกครองกัมพูชามาก่อน
ส่วนความเป็นไปได้ของคำตัดสินจะออกมา 4 แนวทาง คือ 1.ศาลไม่รับคำร้อง 2.กัมพูชาเป็นฝ่ายชนะ ซึ่งถ้าออกมา 2 ลักษณะนี้ จะเกิดชนวนความรุนแรงตามมา เนื่องจากเป็นเรื่องละเอียดอ่อนต่อความรู้สึกของประชาชนสองฝ่าย แนวทางต่อมา 3.ศาลโลกตัดสินให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อปี 2505 และ 4.ออกมาในลักษณะกลางๆ โดยให้ไทย-กัมพูชา ไปหารือเพื่อหาข้อสรุปการบริหารจัดการพื้นที่ร่วมกัน
แม้ 2 แนวทางหลัง จะมีความเป็นไปได้สูงสุด แต่ศาลคงไม่อยากสร้างความกินแหนงแคลงใจต่อกัมพูชาในฐานะเคยเป็นชาติอานานิคม แนวทางที่ 3 จึงริบหรี่เชิงความได้เปรียบของกัมพูชา ทางออกดีที่สุดเพื่อให้ศาลยังคงความเป็นกลางในการทำหน้าที่รักษาสันติภาพโลก และอยู่เหนือความขัดแย้ง ดังนั้น แนวทางที่ 4 จึงถือว่าเป็นทางออกดีที่สุด เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งตามมาภายภาคหน้า
หากศาลยังยึดตามแผนที่ 1:200,000 ตามคำขอของกัมพูชา ก็ต้องใช้เส้นสันปันน้ำจริง คือ ก๊อกสุดท้าย แม้เป็นเรื่องยาก แต่เป็นแนวรบสุดท้าย เพื่อชี้ให้ห็ศาลว่าแผนที่ไม่ผูกพันกับไทย เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้หรือระงับสนธิสัญญา ดังนั้น แผนที่เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของสนธิสัญญาเท่านั้น
อย่างไรก็ดี นายวีระชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมหนายความต่อสู้คดีปราสาทพระวิหาร และ นายณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษกับเครือหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ถึงความเป็นไปได้ต่อคำตัดสินศาลโลก
โดยนายวีระชัย กล่าวยืนยันอย่างแรกว่า เรื่องนี้ไม่สามารถเชื่อมโยงไปถึงการลากเส้นแบ่งเขตแดนทางทะเล เนื่องด้วยเส้นแขตแดนไปทางทิศตะวันตกจนถึงช่องสะงำ มีการใช้สนธิสัญญาคนละฉบับ จากปี 1904 เป็นปี 1907 ซึ่งคนละเรื่องกัน เพราะสนธิสัญญา 1907 มีการตั้งคณะกรรมาการปักหลักเขต ซึ่งซับซ้อนกว่าพระวิหารมาก
ดังนั้น 1907 จะชนกับทะเลตรงจ.ตราด ฉะนั้น 1904 ไม่ได้ยุ่งกับทะเล คำถาม คือ 1907 จะกระทบกับทะเลหรือไม่ ความเห็นส่วนตัวกระทบได้แง่เดียว คือ จุดเริ่มต้นเขตทางทะเลต้องตรงกับจุดเริ่มต้นเขตทางบก ถ้าจุดเขตทางบกย้ายที่ จุดเริ่มต้นทางทะเลก็ย้าย แต่สนธิสัญญาไม่อาจกระทบตัวเส้นได้ เพราะ 1907 บรรยายเขตแดนทางทะเลไว้ เขตแดนบนบกเริ่มต้นที่ชายฝั่ง จากทะเลไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ ยังไงมันลงทางทะเลไม่ได้
เหตุผลที่สอง จะตีความสนธิสัญญาต้องดูกฎหมายระหว่างประเทศขณะทำ ซึ่ง 1907 ไม่ได้อนุญาตให้ใครแบ่งเขตทางทะเลได้ ยกเว้น 3 ไมล์ทะเล เป็นอาณาเขต ดังนั้น จริงๆแล้ว ไทย-ฝรั่งเศส ไม่มีอำนาจไปแบ่งทะเลอะไรที่เลย 3 ไมล์ทะเลได้ เพราะทะเลหลวงถือเป็นสมบัติสำคัญของมนุษยชาติ แต่มีผู้เชี่ยวชาญบางส่วนลากไปถึงมาเลเซีย ซึ่งก็งง ในฐานะที่ทำงานด้านนี้มาพักใหญ่ มันไม่มีทาง
สำหรับการต่อสู้คดีนี้ของกัมพูชา นายวีรชัย ระบุว่า นอกกรอบคดีเดิม และมีน้ำหนักที่สุดในทางกฎหมาย เพราะคดีดังกล่าว ต้องจำกัดขอบเขตด้วยคำฟ้อง จะออกนอกคำฟ้องไม่ได้ และที่กัมพูชาขออยู่นั้น ถือว่านอกคำฟ้องเดิมและในเมื่อมันเป็นการตีความคดีเดิม ทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลโลก
ทั้งนี้ ส่วนตัวมองปัญหาที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพราะกัมพูชาต้องการพื้นที่ขอขึ้นจดทะเบียนเป็นมรดกโลก แต่ไทยไม่ให้ สุดท้ายแม้จะขึ้นได้ แต่ไม่สามารถทำอะไร เพราะไม่มีพื้นที่บริหารจัดการ ดังนั้น การขึ้นทะเบียนก็ทำแค่เพียงในนาม ไม่สามารถปฏิบัติอะไรได้ จึงเป็นต้นตอแห่งปัญหาทั้งหมด ขณะที่การเมืองภายในประเทศก็เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น
ส่วนคำตัดสินคดีนี้เชื่อว่าน่าจะออกเป็นกลางๆ คือ ให้ 2 ฝ่ายมาเจรจา ไม่ขีดเส้นว่าเป็นขาวหรือดำ แต่เชื่อว่าคนทั่วไปอาจตัดเหลือ 2 แนวทาง จาก 4 แนวทาง คือ ศาลไม่มีอำนาจ หรือไม่ก็แพ้ไปเลย หรือศาลมีอำนาจไทยแพ้ คนไทยคิดแบบนั้น ยกเว้นนักนิติศาสตร์ที่ตามคดีนี้จริงๆ จะเห็นความเป็นไปได้ของแนวทางที่ 3 กับ 4
“ส่วนมากคนทั่วไปกับนักรัฐศาสตร์จะไม่เห็น เพราะว่าทุกคนจะอยู่บนความคิด ซึ่งคิดเหมือนกัมพูชา คนคิดว่า ศาลบอกว่าเส้นเขตแดนผูกพันกับไทยตั้งแต่คดีเก่า ปัญหาแก่นของเรื่องทั้งหมด คือ ข้อกฎหมายเส้นเขตแดนบนแผนที่ ไม่ผูกพันไทยโดยผลคำพิพากษา”
คำฟ้องของกัมพูชาและคำตัดสินของศาลโลกอาจสร้างความกังวลโดยอ้างอิงถึงแผนที่และเส้นที่ไทยยอมรับ?
คนทั่วไปอาจจะมองเห็นแบบนั้น และบอกว่าไม่มีทางอื่นเป็นไปได้ คือ ศาลพูดถึงแผนที่ไว้ในส่วนของเหตุผล ส่วนเหตุผลจะไม่ผูกพันคู่กรณี เว้นแต่ตีความเป็นอื่น ดังนั้น เมื่อไม่ผูกพันก็ตีความไม่ได้ เว้นแต่ว่าเหตุผลนั้นแยกไม่ได้จากส่วนคำตัดสิน และจะต้องเท่าที่ไม่เกินขอบข่ายของสิ่งที่ได้รับการตัดสิน สิ่งที่ได้รับการตัดสินเป็นคอนเซ็ปต์ทางกฎหมายที่สำคัญมากๆ และมีในทุกกฎหมายรวมถึงประเทศไทย คือ ตัดสินไปแล้วผูกพันคู่กรณีให้แก้ไขเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แม้แต่ศาล
“ตอนที่กัมพูชาขอต่อศาลในปี 2502 มี 2 อย่าง 1.ให้ไทยถอนทหารจากสิ่งปรักหักพังของปราสาท ไม่มีคำว่า vincinity 2.ให้ศาลตัดสินว่าปราสาทอยู่ภายใต้อธิปไตยของกัมพูชา ต่อมาปี 2505 ขอเพิ่มอีก 3 คือ ให้ตัดสินว่าแผนที่ 1:200,000 มีสถานะทางกฎหมายที่ผูกพัน ขอให้เขตแดนเป็นไปตามแผนที่นั้น และให้ไทยคืนวัตถุโบราณ ขอช้าขอใหม่ขอทีหลังเพิ่ม แต่ที่ขอทีหลังศาลตัดสินให้หนึ่งข้อ คือ คืนโบราณวัตถุ อีกสองข้อศาลปฏิเสธชัดแจ้งที่จะตัดสิน”
อย่างไรก็ดี การต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นการแสดงถึงหลักสันปันน้ำ แต่การดูสันปันน้ำไม่ใช่ว่า จะสามารถดูได้ด้วยสายตา หรือจะมองว่าขอบหน้าผาเป็นแนว แต่ต้องใช้ด้านเทคนิคเข้ามาเป็นตัวช่วย ทั้งนี้ หากคำตัดสินเป็นผลลบต่อไทยจะเกิดแรงกดดันทางการเมืองจนทำให้รัฐบาลไม่รับคำตัดสินศาลหรือไม่ ซึ่งวินาทีที่ศาลอ่านเสร็จไม่ใช่ว่าดำเนินการทันที แต่ต้องมีขั้นตอนในการหารือ ซึ่งกัมพูชาก็พร้อมหารือตามที่ได้มีคุยกันระหว่างไทย-กัมพูชาก่อนหน้านี้
หากเกิดผลแพ้-ชนะและเปลี่ยนขั้วทางการเมืองคือพรรคประชาธิปัตย์ขึ้นมา?
ส่วนตัวยอมรับว่าไม่มีความเชี่ยวชาญการเมืองภายในประเทศ แต่ที่รู้อย่างเดียวทางฝ่ายผู้นำกัมพูชา ไม่ค่อยชอบผู้นำจากพรรคประชาธิปัตย์ แต่ก็ต้องถูกบังคับให้คุยร่วมกันตามกรอบ เพราะต้องอยู่ร่วมกันแต่เป็นห่วงในเรื่องของอารมณ์คน
“ถ้าเราแพ้คดี ผมยอมรับผิด เพราะผมทำไม่ดี ถ้าผมรับคนเดียวแล้วคนไทยเลิกทะเลาะกัน ผมรับเอง ถ้าถึงจุดหนึ่ง ไม่ต้องด่ารัฐบาล ไม่ต้องด่าใคร ผมผิดเองทั้งหมด ผมทำดีที่สุดแล้ว แต่อยากให้ทุกคนเลิกทะเลาะกัน ผมพร้อมจะรับ”
ความเป็นไปได้ไม่มีใครชนะแพ้และมาพัฒนาพื้นที่ร่วมกันจะยกขึ้นมาคุยหรือไม่?
นายณัฏฐวุฒิ กล่าวเสริมว่า เป็นสเต็ปบายสเต็ป แต่ก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะนำมาใช้ ซึ่งต้องดูอีกหลายๆอย่าง และแน่นอนสุดท้ายแล้วก็ต้องใช้วิธีการเจรจา อย่างไรก็ดี หากศาลอ่านว่ามีอำนาจ ก็ไม่อยากให้ตกใจว่าไทยแพ้ เพราะมีนักวิชาการหลายฝ่ายบอกว่ามันไม่มีทางเลือกอื่น หากศาลบอกไม่มีอำนาจ ก็แตกตื่น ดังนั้น อย่าเพิ่งด่วนสรุป ฟังต่อ เพราะยังออกได้อีก 3 ทาง ซึ่งทางที่ 3 ก็เป็นได้ มติครม.ก็ไม่ได้เลวร้าย
ขณะที่ นายวีรชัย กล่าวทิ้งท้าย "ไม่ว่าศาลตัดสินอย่างไร เชื่อมั่นไม่น่าจะมีปัญหาทางชายแดนแน่นอน"







