posttoday
รุมประณามแดง...บุกรพ.ขายขี้หน้าไปทั่วโลก

รุมประณามแดง...บุกรพ.ขายขี้หน้าไปทั่วโลก

01 พฤษภาคม 2553

ภายหลังกำลังคนเสื้อแดงร่วมร้อยคนนำโดย นายพายัพ ปั้นเกตุ อดีต สส.พรรคเพื่อไทย ผู้ต้องหาตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง ได้บุกโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ หลายภาคส่วนในสังคมได้ออกแถลงการณ์ประณามการกระทำที่ขัดต่อหลักสากลในการปฏิบัติในโรงพยาบาล ซึ่งไม่มีประเทศใดในโลกกระทำกัน โดยเฉพาะทำให้ทางโรงพยาบาลต้องเคลื่อนย้ายผู้ป่วยไปรักษาที่ตึกอื่น รวมถึงต้องส่งต่อไปรักษาที่โรงพยาบาลอื่น อีกทั้งต้องปิดการให้บริการแก่ผู้ป่วยนอกอย่างไม่มีกำหนด แม้ว่ายังมีผู้ป่วยเข้ามารักษาก็ตาม เนื่องจากความไม่ปลอดภัย

ล่าสุด ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ได้สั่งการให้ตำรวจ สน.ปทุมวัน ไปรักษาความปลอดภัยแล้วจำนวน 100 นาย

อย่างไรก็ตาม หลายองค์กรได้ออกแถลงการณ์ประณามพฤติกรรมคนเสื้อแดงถึงความไม่เหมาะสม

ศ.นพ.สมศักดิ์ โล่ห์เลขา นายกแพทยสภา แถลงดังนี้ 1.ภาคีสภาวิชาชีพด้านสุขภาพฯ ขอให้สมาชิกยึดมั่นในจริยธรรมวิชาชีพในการดูแลผู้ป่วยอย่างเคร่งครัด ไม่เลือกปฏิบัติต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ว่าภายใต้เงื่อนไขใดๆ ทั้งสิ้น 2.ในหลักสากลแม้กระทั่งในยามสงครามหรือความขัดแย้งสู้รบระหว่างประเทศ โรงพยาบาล รถพยาบาล เครื่องมือทางการแพทย์ บุคลากรทางการแพทย์ต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกฝ่ายให้มีความปลอดภัย และสามารถปฏิบัติหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรมได้อย่างเต็มที่

3.ประเทศไทยขณะนี้เป็นเพียงความขัดแย้งทางความคิดของคนในชาติเดียวกัน จึงขอให้เคารพความเป็นกลางของบุคลากรทางการแพทย์ โรงพยาบาล รถพยาบาล ถอยห่างจากพื้นที่โรงพยาบาลอย่างน้อย 100 เมตร และละเว้นการกระทำใดๆ ที่ขัดขวางการปฏิบัติงานและกีดขวางทางเข้าออกโรงพยาบาล 4.ผู้บาดเจ็บไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดก็ตาม และผู้ที่เข้าให้การช่วยเหลือผู้บาดเจ็บจะต้องได้รับการคุ้มครองความปลอดภัย และอำนวยความสะดวกในการนำส่งเพื่อการรักษาอย่างทันท่วงทีจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง

5.ขอให้ทุกฝ่ายยุติการกระทำที่ไม่ถูกต้องตามหลักสากลโดยทันที และขอให้กำลังใจแก่บุคลากรทางการแพทย์ทุกท่านที่ปฏิบัติหน้าที่ตามหลักมนุษยธรรมโดยไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อย

“จริงๆ แล้วแนวปฏิบัติด้านการแพทย์ในยามเกิดเหตุความไม่สงบ กาชาดสากลได้ออกสนธิสัญญาเจนีวาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1949 หรือ พ.ศ. 2492 ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ระบุแนวปฏิบัติ 3 ข้อหลัก คือ 1.รถพยาบาล โรงพยาบาล และบุคลากรด้านการแพทย์เป็นกลาง ต้องได้รับการคุ้มครองจากทุกฝ่าย 2.ประชาชนที่เข้าช่วยเหลือผู้ป่วยต้องได้รับการคุ้มครอง และ 3.ผู้บาดเจ็บและผู้ป่วยต้องได้รับการช่วยเหลือ

ในที่ชุมนุมมีบุคลากรทางการแพทย์อยู่จำนวนไม่น้อย ซึ่งรู้หลักเกณฑ์สากลเป็นอย่างดี จึงควรแนะนำให้ผู้ชุมนุมคนอื่นรู้ จะได้ไม่กระทำสิ่งที่เป็นการละเมิดหลักสากล และหวังว่าเหตุการณ์เช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นอีก สิ่งที่ผู้ชุมนุมบุกค้นโรงพยาบาลอาจเป็นเพราะความเครียดทำให้เกิดการหวาดระแวง เห็นอะไรขยับก็กลัว หากเป็นเช่นนี้เรื่อยๆ ก็เสี่ยงที่จะมีอาการทางจิตชนิดหวาดระแวงได้

เชื่อว่าผู้ที่เป็นแพทย์ พยาบาล และบุคลากรทางการแพทย์ ถูกสั่งสอนมาให้มีจิตสำนึกในเรื่องนี้ทุกคน การที่สภาวิชาชีพออกแถลงการณ์น่าจะเพียงพอที่จะทำให้บุคลากรทางการแพทย์มีจิตสำนึกและรู้ว่าเป็นการกระทำที่ผิด พร้อมจะแก้ไขให้เป็นไปตามหลักสากล เพราะแม้แต่ในประเทศที่เป็นคอมมิวนิสต์ก็ไม่มีใครไปยุ่งกับบุคลากรทางการแพทย์และรถพยาบาล ที่ผ่านมานับแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ไม่เคยมีประเทศไหนกระทำการเช่นนี้มาก่อน เนื่องจากรู้ดีว่าหากละเมิดจะถูกประเทศต่างๆ รุมประณามอย่างหนัก ขายหน้าทั่วโลก” ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว

ด้านเครือข่ายผู้เสียหายทางการแพทย์ ชมรมผู้ป่วยโรคไต เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ ประเทศไทย เครือข่ายผู้ป่วยมะเร็ง องค์กรผู้บริโภค องค์กรพัฒนาเอกชนด้านสุขภาพ และคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) ก็ได้ออกมาประณามการกระทำของ นปช. และเรียกร้องต่อแกนนำ นปช. ดังนี้

1.ขอให้แกนนำรับผิดชอบในการคุ้มครองสิทธิของผู้ป่วยและประชาชนทั่วไปในการเข้าถึงการรักษาพยาบาล โดยการเคลื่อนย้ายผู้ชุมนุมให้ออกจากบริเวณโรงพยาบาลจุฬาฯ โรงพยาบาลตำรวจ ทั้งด้านถนนพระราม 4 ถนนอังรีดูนังต์ และถนนราชดำริ

2.ขอให้แกนนำเข้มงวดและสั่งห้ามแกนนำระดับรองและผู้ชุมนุมเลิกพฤติการณ์ในการข่มขู่คุกคามเจ้าหน้าที่และบุคลากรทางการแพทย์ หรือการรุกรานสิทธิเสรีภาพของประชาชนทั่วไป เช่น การตั้งด่านสกัด จับ ตรวจ ค้น หรือการกระทำที่สร้างความวิตกกังวลเรื่องความไม่ปลอดภัยของประชาชน เช่น การนำยางรถยนต์ข่มขู่ว่าจะวางบนรางรถไฟฟ้า เป็นต้น

3.ขอให้ นปช.สนับสนุนและเอื้ออำนวยการให้บริการของหน่วยการแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานในการเข้าถึงการรักษาในยามฉุกเฉินของทุกคน

4.ขอให้แกนนำดูแลและเข้มงวดกับผู้ชุมนุมให้สามารถชุมนุมโดยสงบสันติได้จริง หากไม่สามารถกระทำได้และเป็นอันตรายต่อชีวิตของผู้ชุมนุมและประชาชนทั่วไป ขอให้แกนนำพิจารณาย้ายสถานที่ในการชุมนุมที่สามารถควบคุมได้ หรือยุติการชุมนุม

ด้านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติก็ได้ออกแถลงการณ์ว่า ขอประณามการละเมิดหลักการมนุษยธรรม และเรียกร้องให้เคารพเครื่องหมายกาชาด สถานพยาบาล การปฏิบัติหน้าที่ของบุคลากรทางการแพทย์ และสิทธิของผู้บาดเจ็บและผู้ป่วย

จากการกระทำอันเป็นการละเมิดด้วยการข่มขู่ คุกคาม บุกรุกสถานรักษาพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เช่น การปิดล้อม การปิดกั้นทางเข้าออก การบุกเข้าไปตรวจค้น หรือแม้แต่การนำร่างผู้เสียชีวิตออกจากโรงพยาบาลโดยไม่เป็นไปตามขั้นตอน ทำให้บุคลากรทางการแพทย์ไม่สามารถรักษาผู้ป่วยได้ ขณะเดียวกันสิทธิประชาชนที่จะได้รับการรักษาพยาบาลถูกละเมิดอย่างร้ายแรง ยิ่งกว่านั้นยังมีการขัดขวางการนำผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ความรุนแรงไปรับการรักษาพยาบาล ซ้ำเติมด้วยการทำร้ายผู้บาดเจ็บในเหตุการณ์

“ขอประณามต่อพฤติกรรมดังกล่าวอย่างรุนแรง ซึ่งถือเป็นการละเมิดหลักการมนุษยธรรม อันเป็นกติกาสากลที่สังคมอารยะพึงยึดถือ เพราะแม้แต่ในภาวะสงครามทุกฝ่ายยังต้องเคารพเครื่องหมายกาชาดซึ่งเป็นสัญลักษณ์สากลอันหมายถึงการให้ความช่วยเหลือด้านการแพทย์และมนุษยธรรมอย่างเป็นกลางโดยไม่เลือกปฏิบัติ และขอเรียกร้องให้ยุติการกระทำในลักษณะนี้”

อย่างไรก็ตาม นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ เลขาธิการ นปช. นพ.เหวง โตจิราการ นายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก และนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ ได้ประชุมกัน และยอมเปิดพื้นที่บริเวณทางเข้าหน้าโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ฝั่งถนนราชดำริ 1 ช่องจราจร

นายณัฐวุฒิ อธิบายเหตุผลว่า การ์ด นปช.เฝ้าสังเกตการณ์มา 23 วันแล้ว พบว่ามีการตุนเสบียงอาหารเข้าไปให้ทหาร จึงต้องการเข้าไปตรวจสอบ แต่ไม่พบ คาดว่ามีการเคลื่อนย้ายกองกำลังออกไปก่อน แต่ต่อมาการ์ดเห็นทหารกลับเข้ามาภายในโรงพยาบาลอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ นพ.เหวง ได้ออกมาขอโทษว่า การบุกโรงพยาบาลของ นปช. ไม่ได้เป็นมติของแกนนำ เป็นความคิดของนายพายัพคนเดียว แต่ยอมรับว่าเป็นเรื่องไม่เหมาะสม และจะไม่ให้มีเหตุการณ์ลักษณะนี้อีก

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท