
นักวิชาการชี้นิรโทษล้างโกงทำระบบกม.ล่ม
นักวิชาการชี้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมทำระบบกฎหมายล่ม ชี้2ทางกำจัดร่างกฎหมาย รอ 180 วันแล้วถอนออกจากสภาหรือยุบสภาให้กฎหมายตกไป
นักวิชาการชี้ร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมทำระบบกฎหมายล่ม ชี้2ทางกำจัดร่างกฎหมาย รอ 180 วันแล้วถอนออกจากสภาหรือยุบสภาให้กฎหมายตกไป
นายมานิตย์ จุมปา อาจารย์คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวระหว่างการเสวนาเรื่อง "กฎหมายนิรโทษกรรม อนาคตจะไปทางไหน" จัดโดยคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ โดยระบุว่า ที่ผ่านมา ประเทศไทยเคยออกกฎหมายนิรโทษกรรมนับ 10 ฉบับ ทั้งในรูปแบบของพระราชกำหนด และพระราชบัญญัติ และสามารถแยกออกเป็น 2 ประเทศ คือ 1.นิรโทษกรรมผู้ที่ทำรัฐประหาร และ 2.นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมือง ซึ่งเกิดขึ้นครั้งหลังสุด หลังเกิดเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ เมื่อปี 2535 ซึ่งโดยหลักการทั่วไป นานาชาติจะยอมรับการนิรโทษกรรม ภายใต้หลักการ 2 หลัก คือ 1.นำมาซึ่งความปรองดอง และ 2.ขอบเขตการนิรโทษกรรมแบบเหมารวมไม่ชัดเจน ไม่พึงกระทำ และต้องอาศัยการรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่อยู่ในความขัดแย้ง
การผลักดันร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ สส.ไทยกลับเร่งแก้ไขข้อความใน มาตรา 3 และมาตรา 4 ในเวลารวดเร็ว รวมถึงเร่งพิจารณาวาระ 2 และ วาระ 3 โดยไม่ได้รับฟังแม้กระทั่งสส.ที่ขอแปรญัตติ และรีบลงมติในเวลา 4.00 น.
"องค์การสหประชาชาติเองเคยออกแถลงการณ์ ว่าหากเอะอะอะไรก็นิรโทษกรรม ระบบกฎหมายจะล่ม เพราะทุกคนจะคิดว่าลุยอย่างไรก็ได้ เดี๋ยวพอชนะก็มีกฎหมายนิรโทษกรรมออกมา ถ้าปล่อยแบบนี้ ความสงบสุขของบ้านเมืองจะหายไป กฎหมายต้องแน่นอน คนทำผิดต้องได้รับโทษ ส่วนเรื่องคอร์รัปชันไม่มีการพูดถึง เหตุที่ไม่ได้พูดถึง เพราะไม่มีใครคิดว่าจะมีการนิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชัน เพราะทุกคนรู้ดีว่าหากนิรโทษกรรมคดีคอร์รัปชันในอนาคต ก็ไม่เป็นไร ถ้าได้รับเลือกมาอีกก็นิรโทษกรรมตัวเอง"นายมานิตย์ กล่าว
นายมานิตย์ กล่าวอีกว่า น่าสังเกตว่าการชุมนุมเพื่อเป่านกหวีดพร้อมกันที่สีลม หรือ สี่แยกอโศก นั้นมีพลัง เพราะทุกคนต้องการสะท้อนว่าไม่เห็นด้วยกับ พ.ร.บ.ชัดเจน และไม่ได้ไปไกลถึงการไล่รัฐบาล เพราะรู้ว่าไม่มีตัวเลือกที่ดีกว่า ส่วนการทำตามข้อเรียกร้องของ ผู้ชุมนุมที่ ถ.ราชดำเนิน คือกำจัดร่าง พ.ร.บ.นี้ มี 2 ทางคือ รอ 180 วัน แล้วถอน พ.ร.บ.ออกจากสภา หรือยุบสภาให้กฎหมายตกไป
ขณะที่ นายสุริชัย หวันแก้ว ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาสันติภาพและความขัดแย้ง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า น่าเสียดายว่าหลังวิกฤตครั้งนี้ โจทย์การนิรโทษกรรมให้กับผู้ชุมนุมทางการเมือง จะถูกทำให้หายไปเฉยๆ โดยที่ไม่มีใครแยกว่าคนถูกจำคุก เป็นผลพวงจากวิกฤตการเมือง และกลายเป็นแค่เครื่องมือทางการเมืองเท่านั้น
"เราเผชิญกับโจทย์ที่ต้องมองไกลกว่าว่าคนสองพวกกำลังสู้กัน สภากลายเป็นเสียงที่อยู่ใต้ระบบอุปถัมภ์ จากใช้เวลาสองสามวัน พอผู้มีอำนาจจะเอาอย่างไร คืนเดียวก็สามารถลุยให้เสร็จได้ บทเรียนจากวิกฤตครั้งนี้คือ ต้องมองโจทย์ให้ซับซ้อนกว่าเดิม ว่าจะหาบรรทัดฐานอย่างไรที่เป็นหลักร่วมกัน ให้สังคมไทยยึดได้"นายสุริชัยกล่าว







