
หลักเศรษฐศาสตร์กับการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้มีการตั้งคำถามกันว่าทำไมนโยบายภาครัฐต้องเก็บภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูงสำหรับสินค้าน้ำมันประเภทต่างๆ โดยเฉพาะผ่านกลไกภาษีสรรพสามิต โดยภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน รัฐบาลเก็บลิตรละ 6.37.0 บาทต่อลิตร ขณะที่ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเก็บที่ลิตรละ 5.3 บาทต่อลิตร (ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเหลือเพียง 0.005 บาทต่อลิตร เพื่อ “ช่วยเหลือ” ภาคขนส่งและบรรเทาปัญหาค่าครองชีพของประชาชน)
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สังคมไทยได้มีการตั้งคำถามกันว่าทำไมนโยบายภาครัฐต้องเก็บภาษีในอัตราที่ค่อนข้างสูงสำหรับสินค้าน้ำมันประเภทต่างๆ โดยเฉพาะผ่านกลไกภาษีสรรพสามิต โดยภาษีสรรพสามิตน้ำมันเบนซิน รัฐบาลเก็บลิตรละ 6.37.0 บาทต่อลิตร ขณะที่ภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเก็บที่ลิตรละ 5.3 บาทต่อลิตร (ซึ่งในปัจจุบันรัฐบาลได้มีการปรับลดอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลเหลือเพียง 0.005 บาทต่อลิตร เพื่อ “ช่วยเหลือ” ภาคขนส่งและบรรเทาปัญหาค่าครองชีพของประชาชน)
เพื่อตอบคำถามในประเด็นนี้ จึงต้องขออ้างถึงหลักทฤษฎีปัจจัยภายนอก (Externality) ว่า ระบบกลไกตลาดจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพทางเศรษฐศาสตร์สูงสุดได้ก็ต่อเมื่อแต่ละคนรู้ต้นทุนค่าเสียโอกาสที่แท้จริงจากการกระทำของพวกเขา แต่ในบางสถานการณ์ ราคาที่คนในสังคมจ่ายสำหรับการใช้ทรัพยากร สินค้าและบริการอาจจะสูงกว่าหรือต่ำกว่าต้นทุนค่าเสียโอกาสที่สังคมต้องรับภาระสำหรับทรัพยากร สินค้า และบริการเดียวกันนั้น ซึ่งพวกเราสามารถเห็นตัวอย่างได้จากในชีวิตประจำวันของพวกเราเอง
เมื่อลองสมมติว่า สังคมไม่มีรัฐบาลมาตั้งกฎข้อบังคับเกี่ยวกับภาษีน้ำมัน ประชาชนก็จะใช้พลังงานกันอย่างไม่รู้คุณค่า อีกทั้งในการใช้พลังงานก่อให้เกิดมลภาวะที่เป็นพิษอันส่งผลกระทบต่อสังคม ซึ่งผู้ใช้พลังงานและผู้ผลิตพลังงานอาจไม่ได้จ่ายต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้น ซึ่งคงไม่ต้องบอกว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางสังคมที่เกิดจากปัญหามลพิษทางอากาศโดยตรงสูงถึงกว่าปีละ 7,200 ล้านบาทต่อปี จากการประเมินของกระทรวงสาธารณสุขที่คิดเฉพาะในส่วนของต้นทุนโดยตรงจากค่ารักษาพยาบาลโรคระบบทางเดินหายใจที่เกิดจากมลพิษของประชาชนเท่านั้น
นอกจากนี้ การใช้ถนนยังต้องมีค่าใช้จ่ายบำรุงรักษาถนนต่างๆ อีกกว่าปีละเกือบ 8 หมื่นล้านบาทในแต่ละปี ปรากฏการณ์นี้คือสิ่งที่เราเรียกว่า เกิดผลกระทบภายนอก (Externalities) ซึ่งทำให้ต้นทุนของการบริโภคพลังงานเกิดขึ้นกับสังคม (หรือบุคคลที่สาม) ที่ไม่ใช่ทั้งผู้ซื้อและผู้ผลิตน้ำมัน มองไปแล้วก็คล้ายๆ กับการที่รัฐบาลต้องเก็บภาษีสรรพสามิตสุรา ยาสูบ ที่หลายท่านคงทราบดีว่า สังคมไทยเสพติดสุราและยาสูบ (หรือจะว่าไปแล้ว ประเทศไทยก็เสพติดน้ำมันด้วยเพราะปีๆ หนึ่งเราต้องนำเข้าพลังงานกว่าปีละ 1.2 ล้านล้านบาท เสียดุลการค้ากับประเทศผู้ผลิตน้ำมันมากมายมหาศาล)
ทั้งนี้ ปัญหาการบริโภคสุรา ยาสูบที่ผู้ผลิตสุรา ยาสูบอาจมิได้รับภาระต้นทุนทางสังคมที่เกิดขึ้นจากการบริโภคสินค้าดังกล่าว แต่ปัญหาสุขภาพต่างๆ ที่ตามมานั้นต้องเป็นภาระงบประมาณที่รัฐบาลต้องจ่ายเพื่อรักษาพยาบาลประชาชนหรือปัญหาครอบครัวแตกแยกที่รัฐบาลต้องมาดูแล
ดังนั้น สินค้าต่างๆ เหล่านี้ที่หนังสือเศรษฐศาสตร์เรียกว่าเป็นสินค้าที่มีผลกระทบภายนอกด้านลบ (Negative Externality) ทำให้รัฐบาลต้องเข้ามาแทรกแซงกลไกตลาดในการจัดเก็บภาษี โดยราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศถูกกำหนดโดยปัจจัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น
(1) ราคาน้ำมันสำเร็จรูป ณ โรงกลั่น
(2) ภาษีสรรพสามิตที่แตกต่างแล้วแต่ประเภทของน้ำมัน
(3) ภาษีเทศบาลที่เก็บเพื่อบำรุงท้องถิ่น คิดเป็นร้อยละ 10 ของภาษีสรรพสามิต
(4) ภาษีมูลค่าเพิ่ม ในอัตราร้อยละ 7 เช่นเดียวกับการบริโภคสินค้าทั่วไป
(5) กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน
(6) ค่าการตลาด
ดังนั้น เราจะเห็นว่าโครงสร้างราคาน้ำมันขายปลีกภายในประเทศขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ทั้ง 6 ประการนี้
สุดท้ายนี้ ผมหวังว่าเราจะเข้าใจถึงพลวัตของการเปลี่ยนแปลงของราคาพลังงานในประเทศไทยมากขึ้น และเข้าใจว่าทำไมรัฐบาลต้องมีการเก็บภาษีสรรพสามิตสินค้าพลังงานที่อธิบายได้โดยหลักเศรษฐศาสตร์
อย่างไรก็ตาม เหรียญนั้นมี 2 ด้าน เช่น นโยบายราคาน้ำมันก็เช่นกัน ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์หลายคนมองว่า นโยบายตรึงราคาน้ำมันดีเซลเพื่อรักษาระดับราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้สูงเกินกว่า 30 บาทต่อลิตร แม้ว่าจะส่งผลดีต่อการดูแลค่าครองชีพของประชาชน แต่มาตรการดังกล่าวอาจส่งผลต่อการบิดเบือนโครงสร้างราคาและปริมาณการใช้น้ำมันในระยะยาว ซึ่งผลของมาตรการดังกล่าวประชาชนทุกกลุ่ม (รวมทั้งกลุ่มผู้มีรายได้สูง) ต่างก็ได้รับความช่วยเหลือ ทั้งยังอาจกระตุ้นการใช้น้ำมันดีเซลเพิ่มมากขึ้นในกลุ่มประชากรที่มีรายได้ปานกลางถึงระดับสูง
ดังนั้น นโยบายภาครัฐจึงอาจจำเป็นต้องจัดสรรทรัพยากร โดยเฉพาะรายจ่ายให้เกิดประสิทธิภาพ (CostEffective) เพื่อช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะที่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแท้จริง การผ่อนคลายการตรึงราคาน้ำมันดีเซลควบคู่ไปกับมาตรการเงินอุดหนุน (Income Transfer Program) เพื่อเน้นให้ความช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่มีความจำเป็น จึงเป็นทางเลือกที่ควรพิจารณาทำในอนาคตเพื่อลดแรงกดดันทางสังคมของการยกเลิกมาตรการตรึงราคาน้ำมัน
นอกจากนี้ ผู้กำหนดนโยบายควรเร่งดำเนินการวางแผนสนับสนุนการผลิตและการใช้พลังงานทดแทน โดยเฉพาะการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและชีวมวลเช่น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล ขยะ และมูลสัตว์ เป็นต้น
ที่สำคัญมากที่สุดประการหนึ่งก็คือ ความจำเป็นที่จะต้องส่งเสริมการอนุรักษ์และประหยัดพลังงานทั้งในภาคครัวเรือน อุตสาหกรรม บริการ และขนส่ง โดยรณรงค์ให้เกิดวินัยและสร้างจิตสำนึกในการประหยัดพลังงานและสนับสนุนการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และกระตุ้นให้ประชาชนหันมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ (Public Transportation) เพื่อลดอุปสงค์รวมในการใช้พลังงานเชื้อเพลิงในอนาคตต่อไปครับ







