
ประชาชนอาเซียนลุกฮือถึงเวลารัฐต้องฟัง
เสียงฮืออื้ออึงที่ลุกขึ้นมาต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยของรัฐบาลไทย
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
เสียงฮืออื้ออึงที่ลุกขึ้นมาต่อต้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับสุดซอยของรัฐบาลไทย จากทั่วทุกมุมเมืองของคนหลายฝ่ายและหลายค่ายการเมืองทุกสีเสื้อ ได้รับการจับตามองจากสื่อทั่วโลกอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายวัน
ล่าสุดพลังประชาชนที่ลุกขึ้นมาอย่างล้นหลาม ไล่ตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา คนทำงาน กรรมกร ไปจนถึงคุณหญิงคุณนาย ทำให้ล่าสุดนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ของไทย ต้องจำใจประกาศยอมถอนร่างกฎหมายที่เป็นตัวสร้างเงื่อนไขความขัดแย้งในสังคมแล้ว เพื่อลดแรงต้านและความเสี่ยงที่อาจก่อให้เกิดการเผชิญหน้าในสังคม
การใส่เกียร์ถอยหลังของรัฐบาลไทยครั้งนี้ ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของวงการการเมืองในประเทศ เนื่องจากเป็นการสะท้อนว่าการผลักดันสิ่งใดก็ตาม ที่ไม่ได้รับความยินยอมพร้อมใจของมติมหาชน ประชาชนชาวไทยก็จะไม่ทนเฝ้ามองดูอีกต่อไป และพร้อมจะลุกขึ้นมาแสดงออกต่อต้านอย่างเปิดเผย
กระแสการเมืองแบบมวลชนแบบ “แมส โพลิติกส์” ที่กล้าลุกขึ้นมาปฏิเสธการได้มาหรือการใช้อำนาจรัฐที่ไม่ชอบธรรมดังกล่าว ไม่ได้เพิ่งจะเกิดขึ้นกับเฉพาะกรณีของไทยเท่านั้น แต่ได้เกิดขึ้นกับหลายประเทศในอาเซียนแล้วในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็น กัมพูชา ฟิลิปปินส์ และมาเลเซีย
ในกรณีของเพื่อนบ้านไทยอย่าง“กัมพูชา” ถือเป็นกรณีตัวอย่างที่ชัดเจนมากว่า การลุกขึ้นมาประท้วงผลการเลือกตั้งรัฐบาลตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ของพลังมหาชนโดยเฉพาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ สามารถบีบคั้นให้รัฐบาลนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ที่อยู่ในอำนาจมาเกือบ 3 ทศวรรษ ต้องยอมอ่อนข้อหันมาจับเข่าคุยกับพรรคฝ่ายค้านเพื่อหาทางออกให้กับวิกฤตทางตันของประเทศ และยอมเปิดโอกาสให้มีการปฏิรูประบบการเลือกตั้งในอนาคตเป็นครั้งแรกในรอบ 20 ปี
แม้ความเคลื่อนไหวดังกล่าวจะถูกมองว่าเป็นความพยายามที่จะลดแรงกดดันทางการเมือง หลังจากที่คะแนนนิยมเริ่มเสื่อมถอย โดยเฉพาะการที่พรรครัฐบาลได้เสียงเลือกตั้งน้อยที่สุดในรอบ 15 ปี แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างความประหลาดใจให้กับผู้จับตามองการเมืองอาณาจักรขอมโบราณเป็นอย่างยิ่ง
ตลอดเกือบ 3 ทศวรรษที่ผ่านมา รัฐบาลฮุนเซนมักจะเลือกใช้กำปั้นเหล็กลุยจัดการกับผู้เห็นต่างมาโดยตลอด ซึ่งนั่นทำให้เจ้าตัวสามารถครองอำนาจผูกขาดในกัมพูชามาได้ตลอด
ขณะที่ “ฟิลิปปินส์” ก็ถือเป็นอีกกรณีหนึ่งที่น่าจับตามองถึงบทบาทของพลังประชาชนที่เข้ามาควบคุมรัฐบาลไม่น้อยโดยเฉพาะการลุกฮือขึ้นประท้วงครั้งใหญ่ของประชาชนมากกว่า 1 แสนคน ในกรุงมะนิลา เมื่อปลายเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา ที่ทำให้รัฐบาลภายใต้การนำของประธานาธิบดี เบนิญโญ อาควิโน ต้องสั่งรื้อและทบทวนโครงการเงินช่วยเหลือการพัฒนาที่มีความสำคัญ (พีดีเอเอฟ) ขึ้นใหม่ หลังจากที่มีการออกมาแฉและแชร์สนั่นกันผ่านสื่อสังคมออนไลน์ว่า นักการเมืองหลายคนเบิกงบดังกล่าวไปใช้ไม่ตรงกับวัตถุประสงค์ที่แจ้งไว้
ส่วนการลุกฮือของพลังมวลชนของ “มาเลเซีย” ก็ไม่น้อยหน้าเลย เห็นได้จากการที่ประชาชนกว่าหลายหมื่นคน ที่เริ่มกล้าออกปากไม่เอาด้วยกับรัฐบาลในกำมือของพรรคอัมโนที่ครองอำนาจมานานกว่า 50 ปีอย่างเปิดเผย ซึ่งกรณีดังกล่าวนี้ไม่ค่อยจะพบได้บ่อยนักในแดนเสือเหลือง
เมื่อกลางปีที่ผ่านมา กลุ่มประชาชนคนรุ่นใหม่แดนเสือเหลืองเกือบ 6 หมื่นคน ที่มีแนวโน้มไม่เอาด้วยกับการบริหารงานของรัฐบาลที่เต็มไปด้วยปัญหาทุจริต และความไร้ประสิทธิภาพในการบริหารงาน ก็ออกมาชุมนุมต่อต้านพรรคอัมโนทั่วประเทศ หลังจากที่เห็นว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคอัมโนปล้นชัยชนะไปจากพรรคฝ่ายค้านของ อันวาร์ อิบราฮิม
ขณะที่ตัวของ อันวาร์ อิบราฮิม เองก็ออกมาร่วมปลุกระดมให้คนทั่วประเทศให้ลุกขึ้นมาท้าทายอำนาจของรัฐบาลมากขึ้น จนทำให้รัฐบาลต้องเสี่ยงอ่อยลงและหันมาจริงจังกับการดำเนินนโยบายพัฒนาประเทศ และปราบปรามคอร์รัปชั่นมากขึ้น หลังจากที่ผลการเลือกตั้งที่ผ่านมาพรรคอัมโนได้คะแนนเสียงในสภาต่ำสุดนับตั้งแต่ก่อตั้งประเทศในปี 1957 เป็นต้นมา ที่ 133 ที่นั่ง จากทั้งหมด 222 ที่นั่ง
ปรากฏการณ์ความกล้าที่จะท้าทายอำนาจรัฐในประเทศเหล่านี้นั้น ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สาเหตุสำคัญเกิดมาจากการที่ชนชั้นกลาง รวมถึงกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ขยายตัวมากขึ้น
ชนชั้นกลางรุ่นใหม่มีลักษณะนิสัยและมุมมองที่แตกต่างออกไปจากคนรุ่นก่อน ส่วนใหญ่มักจะมีความรู้และระดับการศึกษาที่ดีขึ้น อีกทั้งยังกล้าที่จะลุกขึ้นมาทวงถามสิทธิมากขึ้น ซึ่งนี่คือความแตกต่างอย่างชัดเจนจากคนรุ่นก่อนที่มักยอมจำนนต่อผู้นำประเทศและว่านอนสอนง่ายมากกว่า
ผลการสำรวจค่านิยมของชั้นกลางในหลายประเทศร่วมกันระหว่างสถาบันศูนย์วิจัยคลังสมอง พิวเซ็นเตอร์จากสหรัฐ และมหาวิทยาลัยมิชิแกน เปิดเผยว่า การมีระดับการศึกษาที่สูงขึ้นมีส่วนสัมพันธ์กับการมีค่านิยมทางการเมืองแบบประชาธิปไตย เสรีภาพส่วนบุคคล และความอดทนอดกลั้นต่อความเห็นต่างมากขึ้น
“ชนชั้นกลางไม่ได้แค่ต้องการความมั่นคงสำหรับครอบครัวเท่านั้น แต่ยังต้องการมีทางเลือกและโอกาสสำหรับชีวิตของตัวเองมากขึ้นอีกด้วย” รายงานผลวิจัยของ 2 สถาบันด้านวิชาการชื่อดังของเมืองลุงแซม ระบุ
ประการต่อมา คนชั้นกลางและคนรุ่นใหม่มีทางเลือกในการเข้าถึงสื่อที่หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะการเกิดขึ้นมาของเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ รวมถึงมือถือแบบสมาร์ทโฟน ทำให้มีความคิดความอ่านที่กว้างขวางมากขึ้น
ดังนั้น จึงทำให้ผู้นำประเทศ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศที่ชอบใช้อำนาจปิดหูปิดตาประชาชนในการรับรู้ข่าวสารจึงทำได้ยาก
“คนที่จบการศึกษาในระดับสูง หรือเรียนในระดับชั้นอุดมศึกษามีความเป็นไปได้ที่จะตื่นตัวต่อเหตุการณ์รอบโลกมากขึ้น และเชื่อมโยงกับคนที่มีลักษณะคล้ายกันในต่างประเทศโดยผ่านทางเทคโนโลยี”ผลการศึกษาของสถาบันวิจัยพิวเซ็นเตอร์ และมหาวิทยาลัยมิชิแกน ระบุ
ขณะที่สำนักข่าวรอยเตอร์ส เคยวิเคราะห์ไว้ถึงมูลเหตุที่นำไปสู่การลุกฮือขึ้นประท้วงการทุจริตการเลือกตั้งจนสามารถสั่นคลอนเก้าอี้ของนายกรัฐมนตรี ฮุนเซน ตลอด 2 เดือนที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลมากจากการแพร่กระจายของเทคโนโลยีและการเข้าถึงสื่อสังคมออนไลน์ที่เข้าถึงได้ง่ายขึ้น
ความเห็นของสำนักข่าวชื่อดังไม่ใช่สิ่งที่เลื่อนลอยไปจากความเป็นจริงเลย เนื่องจากเมื่อมาดูสถิติการเข้าใช้อินเทอร์เน็ตระหว่างปี 2008 ที่ฮุนเซนชนะเลือกตั้งอย่างถล่มทลายกับปี 2012 ก่อนหน้าที่จะมีการเลือกตั้งที่คะแนนนิยมฮุนเซนดิ่งฮวบอย่างหนักเพียง 1 ปี จะพบว่ามีความต่างกันมาก โดยปี 2008 ในเขมรมีคนใช้อินเทอร์เน็ตแค่ 7 แสนคนเท่านั้น ขณะที่ผ่านไปเพียง 4 ปี จำนวนผู้ใช้กลับทวีคูณขึ้นไปอยู่ที่ 2.7 ล้านคน ขณะที่จำนวนของโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนที่ใช้อยู่ในกัมพูชามีอยู่ประมาณ 19 ล้านเครื่อง
ทั้งนี้ โอกาสที่จะเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในเอเชีย มีแนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากการประเมินบริษัทวิจัย อีมาร์เก็ตเทอร์ ระบุว่า ในปีนี้จำนวนยอดผู้ใช้เว็บสังคมออนไลน์ในเอเชียจะเพิ่มขึ้นไปถึง 44.8% ของจำนวนผู้ใช้ทั่วโลกที่ 777 ล้านคน ซึ่งจะทำให้เอเชียกลายเป็นฐานการใช้เว็บสังคมออนไลน์ในการสื่อสารใหญ่ที่สุดในโลก
จึงไม่แปลกที่หลายประเทศจะหันมาเลือกรับมือด้วยการพยายามจำกัดการสื่อสารและปิดกั้นการแสดงความเห็นทางการเมือง หรือสิ่งที่จะนำไปสู่การจุดชนวนให้ประชาชนลุกฮือต่อต้านอำนาจรัฐมากขึ้น โดยล่าสุดเวียดนามได้ออกกฎหมายห้ามการแชร์ข้อมูลข่าวในเว็บสังคมออนไลน์ ยกเว้นเรื่องส่วนตัว
ขณะที่ผลการศึกษาและสำรวจของฟรีดอมเฮาส์ ยืนยันไปในทิศทางเดียวกันว่า เสรีภาพการใช้อินเทอร์เน็ตในหลายประเทศอาเซียนในปีนี้ที่ย่ำแย่ลงจากปีก่อน เช่น ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม ขณะที่ไทยกับอินโดนีเซีย คะแนนก็ยังอยู่คงที่มาหลายปี เว้นปีนี้ที่ดีขึ้นมาเล็กน้อย
กระนั้น แม้ว่ารัฐบาลจะพยายามปิดหูปิดตาประชาชนมากเพียงไร แต่สุดท้ายรัฐบาลก็ไม่อาจปิดบังความจริงไว้ได้ตลอด และก็ไม่อาจต้านทานกระแสและพลังของมวลชนชนชั้นกลางที่ก้าวเข้ามามีบทบาทในการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นทุกขณะอยู่ดี







