
ธุรกิจรื้อแผนปีหน้าระวังลงทุนมากขึ้น
เอกชนปรับแผนปีหน้าระวังการลงทุนมากขึ้น หลังปัจจัยการเมืองกับเศรษฐกิจเสี่ยง
เอกชนปรับแผนปีหน้าระวังการลงทุนมากขึ้น หลังปัจจัยการเมืองกับเศรษฐกิจเสี่ยง
นายพาสันต์ เคียงศิริ ผู้อำนวยการบริหาร บริษัท บิ๊ก ทรี แอสเสท เปิดเผยว่า การลงทุนโครงการใหม่ๆ ในปีหน้าต้องมีความระมัดระวังมากขึ้น เพราะมีปัจจัยเสี่ยงหลายด้านทั้งภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ที่ผันผวน อุปทานคอนโดมิเนียมมีจำนวนมาก ปัจจัยด้านเศรษฐกิจ การเมือง ล้วนเป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการรายเล็กอย่างเช่น บริษัทต้องระมัดระวัง โดยจะเลือกพัฒนาโครงการบนทำเลที่มีความต้องการสูง มีกลุ่มลูกค้าชัดเจน
นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ขณะนี้ภาคธุรกิจกังวลมากว่าการชุมนุมจะยืดเยื้อและมีความรุนแรง ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นไล่ตั้งแต่การท่องเที่ยว การบริโภค การลงทุน
ทั้งนี้ มองว่าตอนนี้การชุมนุมเริ่มขยายกว้างขวางทั้งที่รัฐบาลก็ส่งสัญญาณถอยแล้ว หากมองในแง่การแข่งขัน ตอนนี้ถือว่าชัยชนะเป็นของประชาชนที่ออกมาค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แล้ว แม้จะมีการแสดงออกว่าไม่เชื่อรัฐบาล แต่ก็ควรให้โอกาสและรอดูก่อนว่ารัฐบาลจะดำเนินการตามที่บอกหรือไม่
“ตอนนี้สถานการณ์ควรจะคลี่คลายได้แล้ว แต่ถ้ายังมีลักษณะไม่ยอมรับกัน รอไม่ได้ และประเด็นเปลี่ยนไป คนข้างนอกที่มองเข้ามา จะยิ่งงงว่า เราชุมนุมเพื่ออะไร และจะยิ่งไม่เชื่อมั่นในความไม่แน่นอนต่างๆ” นายวัลลภ กล่าว
นายวัลลภ กล่าวว่า ไม่เห็นด้วยหากจะยุติการชุมนุมด้วยรัฐบาลยุบสภา เพราะจะทำให้เกิดความไม่ต่อเนื่องของนโยบาย เพราะแม้จะเป็นรัฐบาลเดิมกลับเข้ามาก็ไม่มั่นใจว่าจะเปลี่ยนนโยบายหรือไม่ ซึ่งเอกชนเจอปัญหานี้มาหลายรอบแล้ว
ด้านนายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า แม้นายกรัฐมนตรีจะออกมาแถลงถึงการถอนร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมปรองดองออกจากสภาผู้แทนราษฎรแล้วก็ตาม แต่ต้องยอมรับว่าเหตุการณ์การชุมนุมที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่าความน่าเชื่อถือไม่มีอีกแล้ว มีจุดด่าง มีการพูดแบบไม่ตรงไปตรงมา ดังนั้น การถอนร่างกฎหมายออกจากสภาก็เป็นเรื่องที่ดี แต่คงไม่มีผลอะไรมาก จะถอนหรือไม่ถอนก็ไม่มีประโยชน์อะไร เพราะวางหมากไว้หลายชั้น ความน่าเชื่อถือไม่มีให้เห็น จนกว่าจะมีการคว่ำร่างกฎหมายนี้ออกไป หลังจากนี้อีก 6 เดือน เหตุการณ์อาจสงบลงบ้าง
สำหรับแนวทางการยุบสภาก็เห็นด้วย เพราะจะทำให้กฎหมายตกไปเลือกตั้งกันใหม่ ก็ต้องมาดูว่าคนไทยอยากได้แบบไหนกันอีก อย่างไรก็ตาม โดยส่วนตัวการคัดค้านครั้งนี้เป็นเรื่องของกฎหมายไม่เกี่ยวกับการเมือง หากปล่อยให้กฎหมายฉบับนี้ออกมาจะเป็นอันตรายต่อเศรษฐกิจ ความน่าเชื่อถือของประเทศจะหมดไป เกิดความเสียหาย ติดปัญหาเรื่องความโปร่งใส
นายปริญญ์ พานิชภักดิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์ ซี แอล เอส เอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า ไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะเลือกทางออกด้วยการยุบสภา เพราะขณะนี้ความเชื่อมั่นของรัฐบาลอยู่ในระดับต่ำ และรัฐบาลน่าจะมีทางออกที่ดีกว่านี้ โดยเชื่อว่าน่าจะใช้การยุบสภาเป็นทางออกสุดท้าย“โดยส่วนตัวผมไม่เชื่อว่ารัฐบาลจะใช้การยุบสภาเป็นทางออก ในภาวะที่ความนิยมอยู่ในระดับต่ำ และไม่มีของจะไปขายในตอนหาเสียงเลือกตั้ง อย่างน้อยต้องผลักดันโครงการ 2 ล้านล้านบาทให้สำเร็จก่อนคิดจะยุบสภา”กรรมการผู้จัดการ
อย่างไรก็ตาม ในกรณีมีการยุบสภาน่าจะส่งผลลบต่อตลาดหุ้น เพราะจะเกิดสูญญากาศการทำงานของรัฐบาล โครงการต่าง ๆ ไม่สามารถผลักดันได้ เพราะหลังการยุบสภาพจะใช้เวลาประมาณ 6 เดือนกว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าทำงานได้
นอกจากนี้ จากสถิติของการยุบสภาในอดีต 23 ครั้งที่ผ่านมา ดัชนีหุ้นจะปรับตัวลดลง เช่น หลังการยุบสภา 6 เดือน ในปี 2549 ดัชนีหุ้นลดลง 9.6% หลังการยุบสภาในปี 2550 เป็นเวลา 3 เดือน ดัชนีหุ้นดลง 4.7% หลัง 6 เดือนลดลง 8.8% และหลังการยุบสภาในปี 2554 ในช่วง 3 เดือนแรกหุ้นลง 2.3% และ 6 เดือน ลดลง 15%
ในปีหน้าบริษัทคาดว่า จะมีโครงการใหม่ประมาณ 12 แห่ง โดยหากเป็นโครงการเล็ก จะมีมูลค่าประมาณ 500600 ล้านบาท ส่วนโครงการใหญ่ประมาณ 1,000 ล้านบาท ล่าสุด เปิดตัวโครงการทรี คอนโด ประสานมิตร จำนวน 131 ยูนิต ราคาเริ่มต้น 1.1 แสนบาทต่อตร.ม. หรือเริ่มต้น 3.5 ล้านบาท โดยปีนี้คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 100 ล้านบาท ปีหน้าจะเพิ่มเป็น 500 ล้านบาทจากการโอนทรี คอนโด สุขุมวิท 52







