
ดึงเงินประชาชนอุ้มแบงก์รัฐ
ต้องเรียกว่า ฉวยจังหวะทีเผลอ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
โดย...บากบั่น บุญเลิศ
ต้องเรียกว่า ฉวยจังหวะทีเผลอ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เสนอเรื่องจัดตั้งกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจให้ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 5 พ.ย. 2556 ก่อนจะมีมติเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ....
พลานุภาพของกฎหมายฉบับนี้ ถือว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าและกระบวนการทำงานของธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่งได้ในอนาคต
ขณะเดียวกัน ก็จะส่งผลกระทบกระเทือนต่อประชาชนคนไทยถ้วนทั่วทุกตัวคน ทั้งผู้ออมเงินและผู้กู้เงินทุกคน
แม้หลักการและเหตุผลของร่าง พ.ร.บ.กองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจ พ.ศ.... จะเน้นในเรื่องการสร้างความเท่าเทียมกันในการแข่งขันในระบบสถาบันการเงินระหว่างสถาบันการเงินเอกชนและสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ
แต่การกำหนดให้นำเงินที่เรียกเก็บจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจมาจัดตั้งเป็นกองทุนพัฒนาระบบสถาบันการเงินเฉพาะกิจต่างหากที่เป็นปัญหากระทบกับปากท้องของชาวบ้าน
การที่กฎหมายฉบับนี้เปิดทางให้กระทรวงการคลังสามารถออกประกาศอัตราการจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนตามประกาศของกระทรวงการคลังในอัตราไม่เกิน 1% ของฐานเงินฝาก
นั่นหมายความว่า เมื่อธนาคารเฉพาะกิจของรัฐรับเงินฝากของประชาชน ไม่ว่าจะอยู่ในรูปเงินฝาก ตั๋วเงิน ตั๋วพี/เอ็น หรือสลาก ในธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย บรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม ล้วนต้องถูกหักออกมาจากยอดเงินฝากในแต่ละงวดบัญชีอาจจะเป็น 6 เดือน หรือ 1 ปี เพื่อนำไปสมทบกองทุน
คาดการณ์กันในเบื้องต้นว่า ทางกระทรวงการคลังจะกำหนดอัตราเงินนำส่งที่ 0.47% จากฐานเงินฝากซึ่งเป็นระดับกับที่ธนาคารพาณิชย์นำส่งให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในอัตรา 0.46% และส่งเข้าสถาบันคุ้มครองเงินฝาก (สคฝ.) ในอัตรา 0.01% เพื่อความเท่าเทียมกันกับธนาคารเอกชน
เงินกองทุนที่มีการจัดเก็บจากสถาบันการเงินเฉพาะกิจนั้นถูกกำหนดว่าให้นำไปใช้23 ประเภท
หนึ่ง นำไปใส่เงินเพิ่มทุนให้กับสถาบันการเงินเฉพาะของรัฐในยามที่มีปัญหา
สอง สามารถนำไปช่วยเหลือสภาพคล่องให้กับแต่ละแห่งได้
สาม นำไปชดเชยความเสียหายแก่สถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐที่ดำเนินธุรกิจตามนโยบายของรัฐบาลแล้วเกิดความเสียหายขึ้นมาในอนาคต
ชัดเจนว่า หลักการและแนวปฏิบัติของกองทุนที่จัดตั้งขึ้น ลอกกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่มีการเรียกเก็บเงินจากสถาบันการเงินเอกชนและถูกยุบเลิกไปเพราะเข้าไปแทรกแซงสถาบันการเงินในปี 2540 จนขาดทุนย่อยยับอับจนมาทั้งดุ้น
แม้ว่าในหลักการจะพยายามเขียนให้สวยหรูในการใช้เงินของกองทุนว่า 1.การเพิ่มทุนของสถาบันการเงินเฉพาะกิจ หากกระทรวงการคลังเห็นสมควรให้มีธนาคารเฉพาะกิจเพิ่มทุน ก็ให้เสนอคณะกรรมการตาม พ.ร.บ.ฉบับนี้ให้ความเห็นชอบ และให้ ครม.มีอำนาจอนุมัติการเพิ่มทุนและการใช้เงินกองทุนสำหรับการเพิ่มทุน
2.สนับสนุนการดำเนินการโครงการตามมติ ครม. โดยกำหนดให้ใช้เงินจากกองทุนเพื่อชดเชยความเสียหายให้แก่สถาบันการเงินที่ได้รับความเสียหายเนื่องจากการดำเนินธุรกิจตามคำสั่งของรัฐมนตรีหรือข้อตกลงที่ธนาคารทำไว้กับรัฐบาล ซึ่งสถาบันการเงินเฉพาะกิจขอรับการสนับสนุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด
3.สนับสนุนสถาบันการเงินเฉพาะกิจอื่นๆ ให้เป็นอำนาจของ ครม.
4.สนับสนุนกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน โดยกองทุนสามารถให้กองทุนฟื้นฟูฯ กู้ยืมเงินได้ ซึ่งต้องได้รับความเห็นชอบจาก ครม. และให้กระทรวงการคลังทำสัญญากับกองทุนฟื้นฟูฯ ต่อไป
5.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินกิจการกองทุน
จับยามสามตาแล้วหากกฎหมายฉบับนี้คลอดออกมา เงินกองทุนเพื่อการสนับสนุนและพัฒนาสถาบันการเงินที่จะได้รับการสมทบปีละไม่น้อยกว่า 1.62 หมื่นล้านบาท หากคิดจากฐานเงินฝากของสถาบันการเงินเฉพาะกิจที่มียอดคงค้าง อยูที่ 3.45 ล้านล้านบาท
ธนาคารออมสินมีฐานเงินฝาก 1.74 ล้านล้านบาท หากต้องจ่ายเงินสมทบ 0.47% จะเป็นเงินประมาณ 8,178 ล้านบาท ธ.ก.ส.มีฐานเงินฝาก 1 ล้านล้านบาท ต้องจ่ายเงินสมทบ 4,700 ล้านบาท ธอส.มีฐานเงินฝาก 6.02 แสนล้านบาท จะต้องจ่ายเงินสมทบ 2,914 ล้านบาท
ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย มีเงินฝาก 10.9 แสนล้านบาท จะต้องจ่ายเงินสมทบ470 ล้านบาท
นี่ยังไม่นับรวมสลากออมสิน สลากทวีสินของ ธ.ก.ส.อีกจำนวนหนึ่ง
การกำหนดเพดานการจัดเงินจากธนาคารของรัฐที่รับฝากเงินนั้นกระทบกับประชาชนอย่างไร
ประเด็นแรกนั่นหมายความว่า ธนาคารเฉพาะกิจของรัฐทุกแห่งจะมีต้นทุนทางการเงินเพิ่มขึ้นตามอัตราที่เรียกเก็บทันที
เมื่อธนาคารของรัฐมีต้นทุนสูงขึ้นย่อมหมายถึงว่า ธนาคารก็จะต้องผลักภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปให้ประชาชนที่มาใช้บริการธนาคารของรัฐทั้งการฝากเงิน การกู้เงิน การซื้อบริการต่างๆ
ต้นทุนในการเข้าถึงแหล่งเงินของประชาชนจะแตกต่างจากปัจจุบันทันที
ขณะเดียวกัน ก็ทำให้บริบทการทำงานของสถาบันการเงินเฉพาะกิจเปลี่ยนไป จากที่เป็นการเติมช่องว่างในการส่งผ่านทางการเงินลงไปให้กับผู้คนที่ถูกธนาคารพาณิชย์ปฏิเสธการให้สินเชื่อในราคามิตรภาพ ยอมรับได้ ก็ต้องหันมาบวกต้นทุนที่เพิ่มขึ้นเข้าไป
ผู้คนที่ใช้บริการธนาคารรัฐย่อมมีภาระเพิ่มขึ้น
แต่นั่นไม่อันตรายเท่ากับการกำหนดไว้ในกฎหมายว่า เงินกองทุนที่จัดเก็บจากสถาบันการเงินของรัฐสามารถนำไปใช้ชดเชยผลความเสียหายของธนาคารจากการทำตามนโยบายของรัฐบาล
ลองพิจารณาดูว่าฝ่ายการเมืองมันมือแค่ไหน หากกำหนดนโยบายอะไรลงไปให้สถาบันการเงินของรัฐปฏิบัติด้วยการเข้าไปสนับสนุนในกลุ่มที่มีปัญหาแล้วไม่ต้องมารับภาระในการจัดตั้งงบประมาณไปชดเชยในแต่ละปีเหมือนปัจจุบันที่มีการให้สถาบันการเงินของรัฐแยกเป็นบัญชีพิเศษไว้แล้วมาขอรับการชดเชยในภายหลัง
แต่กลับสามารถดึงเอาเงินของประชาชนมาอุ้มชูแบงก์รัฐที่เข้าไปสนองนโยบายการเมือง แทนที่จะรับผิดชอบทางการเมืองด้วยการปรับลดงบประมาณที่พึงต้องใช้จ่ายมาชดเชย
เรื่องแบบนี้ประชาชนตามไม่ทันแน่
เพื่อให้เกิดความกระจ่างลองพิจารณาดูปัญหาที่ ธ.ก.ส. ซึ่งปีที่ผ่านมามีการตั้งบัญชีพิเศษให้รัฐบาลตั้งงบประมาณมาชดเชยจากการสั่งการให้แทรกแซงราคาสินค้าเกษตรแล้วขาดทุนไป 9 หมื่นล้านบาท
เอสเอ็มอีแบงก์ก็มีการตั้งบัญชีพิเศษให้รัฐบาลชดเชยในการเข้าไปดูแลลูกค้าเอสเอ็มอีที่เดือดร้อนจากน้ำท่วม การเผาบ้านเผาเมืองกว่า 1 หมื่นล้านบาท
ถ้าพิจารณาจากยอดรวม เชื่อหรือไม่ว่ารัฐบาลได้ซุกซ่อนภาระจากการสั่งให้ธนาคารของรัฐไปปฏิบัติตามนโยบายไว้ในบัญชีเหล่านี้มากกว่า 1 ล้านล้านบาทเข้าไปแล้ว
หากกฎหมายนี้บังคับใช้ ต่อไปนี้การปฏิบัติตามนโยบายใด รัฐก็ไม่ต้องรับภาระ สามารถไปควักเงินค่าต๋งจากประชาชนในกองทุนมาอุ้มแทน
ผู้ที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้กลับไม่ใช่กระทรวงการคลังฝ่ายเดียวอีกต่อไป แต่เป็นประชาชนผู้เสียภาษี ทั้งกลุ่มคนที่เคยกู้เงินและฝากเงินกับธนาคารรัฐมาช่วยกันรับผิดชอบจากความผิดพลาดของฝ่ายการเมือง...







