
"ชุมชนเข็มแข็ง"ตือรากฐานของอนาคตชาติ
จะด้วยปัจจัยสาเหตุอันใดก็ตาม การเร่งรีบและรวบรัดผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “ฉบับสุดซอย” ของพลพรรคคุณทักษิณในสภาผู้แทนราษฎร ได้สร้างปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองครั้งใหม่ ที่กำลังจะมีปฏิกิริยาลูกโซ่และเคลื่อนตัวไปตามเหตุปัจจัยฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะยืดเยื้อเรื้อรังกันไปอีกกี่ปีและจะไปยุติลงที่จุดใด
จะด้วยปัจจัยสาเหตุอันใดก็ตาม การเร่งรีบและรวบรัดผ่านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม “ฉบับสุดซอย” ของพลพรรคคุณทักษิณในสภาผู้แทนราษฎร ได้สร้างปรากฏการณ์ความขัดแย้งทางสังคมและการเมืองครั้งใหม่ ที่กำลังจะมีปฏิกิริยาลูกโซ่และเคลื่อนตัวไปตามเหตุปัจจัยฝ่ายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยไม่มีใครคาดเดาได้ว่าจะยืดเยื้อเรื้อรังกันไปอีกกี่ปีและจะไปยุติลงที่จุดใด
โชคดีที่สังคมไทยยุคนี้มีนักคิดนักเขียน นักปฏิบัติ และนักวิชาการอยู่หลายสำนักคิด ที่ออกมามีบทบาทชี้แนะชี้นำผู้คนอย่างต่อเนื่อง ท่ามกลางกระแสสถานการณ์ที่ร้อนแรงขึ้นทุกวัน คงคาดหวังได้ว่าจะมีบทวิเคราะห์และการเสนอทางออกดีๆ ให้สังคมได้เลือกพิจารณากันอย่างต่อเนื่องนะครับ
ไม่ว่าจะเป็นทฤษฎีสถานการณ์ปฏิวัติกระแสสูง ที่เสนอการเปลี่ยนผ่านประเทศด้วยรูปแบบรัฐบาลเฉพาะกาลและกระบวนการทำให้อำนาจเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง หรือทฤษฎีชนชั้นกลางใหม่ในชนบทหัวเมืองที่เป็นฐานให้กับกลุ่มทุนใหม่ที่ คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้อธิบายในวาระ 40 ปี 14 ตุลา หรือทฤษฎีขี้ขำและปัญหาธรรมาภิบาลของรัฐบาลทักษิณและวงศาคณาญาติที่ คุณธีรยุทธ บุญมี ได้เสนอไว้ในโอกาสเดียวกัน แต่คนละเวที หรือแม้แต่ความเห็นที่ว่าการปฏิวัติมวลชนอาจเป็นเรื่องล้าหลังไปเสียแล้ว เพราะในที่สุดก็แก้ปัญหาที่ซับซ้อนของสังคมไม่ได้ ต้องใช้ขบวนการปฏิรูป การเรียนรู้ และการจัดการตนเองในทุกระดับตามที่ นพ.ประเวศ วะสี เสนอ
โดยส่วนตัวผมเกาะติดทำงานอยู่ที่ฐานล่างคือชุมชนท้องถิ่นมาโดยตลอด รู้แต่เพียงว่าการต่อสู้แย่งชิงอำนาจ ผลประโยชน์ และเอาแพ้เอาชนะกันที่โครงสร้างส่วนบน เป็นเรื่องเกินกำลังที่ชาวบ้านอย่างเราจะไปคิด กำหนดก็ไม่ได้และดูท่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้เสียแล้ว
แต่เราก็พบว่ามวลชนรากหญ้าที่ถูกกระแสความขัดแย้งลากจูงเข้ามาเป็นกำลังต่อสู้กันในแต่ละสมรภูมินั้น เกือบทั้งหมดเป็นเรื่องระดับปัจเจก ในขณะที่ชุมชนและองค์กรชุมชนในระดับรวมหมู่ยังอยู่ในสถานะที่เป็นกลาง และอยู่นอกพื้นที่การต่อสู้แย่งชิงของนักการเมือง
ดังนั้น สิ่งที่เราพอจะทำได้อย่างหนึ่ง คือการเร่งเสริมชุมชนท้องถิ่นที่ฐานล่างของประเทศให้แข็งแรง ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงและในขณะเดียวกันต้องช่วยปกป้องไม่ให้ต้องเสียหายไปกับการต่อสู้ของกลุ่มพลังอำนาจฝ่ายต่างๆ จากข้างบน
ทุกวันนี้มีหน่วยงานและองค์กรภาคส่วนต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หันมาให้ความสำคัญกับการสนับสนุนการพัฒนาในระดับชุมชนกันเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบเบื้องต้นของคณะอนุกรรมการจัดทำแผนยุทธศาสตร์ร่วมแห่งชาติว่าด้วยระบบสุขภาวะชุมชน พบว่ามีจำนวนไม่น้อยกว่า 46 หน่วยงาน แต่น่าเสียดายที่ต่างมีภารกิจที่ต้องดำเนินงานตามเป้าหมายและ KPI ของตน จึงบูรณาการกันไม่ได้เสียที
ชุมชนเข้มแข็ง ชุมชนสุขภาวะ ชุมชนจัดการตนเองหรือชุมชนเป็นสุข (ที่มีการใช้คำต่างกันไปตามองค์กรภาคี) หมายความว่า ชุมชนที่มีศักยภาพในการเรียนรู้ ปรับตัว และสามารถจัดการปัญหาได้ด้วยตนเอง ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณธรรมจริยธรรม จนบรรลุซึ่งความเข้มแข็ง พึ่งตนเองได้และมีความสุข สันติภาพหรือสุขภาวะในด้านต่างๆ
จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 20 ท่าน ศึกษาทบทวนวรรณกรรมว่าด้วยแผนและยุทธศาสตร์การสนับสนุนชุมชนของหน่วยงานภาคี 20 องค์กร สำรวจระบบฐานข้อมูลและคลังองค์ความรู้และเทคโนโลยีของ 10 หน่วยงาน รวมทั้งการประชุมระดมความคิดผู้เกี่ยว ข้องหลายครั้ง คณะอนุกรรมการฯ สามารถสรุปได้ว่า เครื่องมือที่จำเป็นในการบูรณาการและรวมพลังภาคีสนับสนุนชุมชนไม่ให้กระจัดกระจาย ดุจการรวมแสงเลเซอร์ ควรมีอย่างน้อย 7 ชิ้นประกอบเข้าด้วยกันเป็นชุด
ในเวทีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 6 ที่จะมีขึ้นในระหว่างวันที่ 1820 ธ.ค.นี้ 46 องค์กรภาคีและเครือข่ายสมัชชาสุขภาพ 234 เครือข่าย จึงพิจารณารับรองหลักการของยุทธศาสตร์รวมแสงเลเซอร์สนับสนุนชุมชน และประกาศเจตนารมณ์ในการทำงานร่วมกัน ประกอบด้วย 1.เป้าหมายร่วม (Purpose) 2.หลักการทำงานร่วม (Principle) 3.ความรู้สึกเป็นเจ้าของร่วมกัน (Ownership) 4.แผน ขับเคลื่อนภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ร่วมกัน (Plan) 5.คลังข้อมูลและองค์ความรู้ที่จำเป็นร่วมกัน (Database) 6.คลังเครื่องมือและเทคโนโลยีร่วมกัน (Tools) 7.กลไกการจัดการร่วมกัน (Organization)
เป้าหมายร่วม คือ องค์กรชุมชน ซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญของชุมชนเข้มแข็งและผลลัพธ์ผลผลิตรูปธรรมที่ทุกหน่วยงานต่างมีร่วมกัน กล่าวคือ หน่วยงานภาคีมักจะเริ่มต้นจากขั้นตอนการเข้าไปส่งเสริมสนับสนุนให้ชุมชน มีการรวมตัวร่วมคิดร่วมทำกันเป็นกลุ่ม มีการจัดตั้งและจัดการอย่างเป็นระบบ มีการพัฒนาศักยภาพในการเรียนรู้และจัดการตนเองได้เข้มแข็งขึ้นเรื่อยๆ ตามลำดับ
องค์กรชุมชน หมายความว่า รูปแบบการจัดตั้งและจัดการตนเองอย่างมีโครงสร้างและเป็นระบบของชุมชน ซึ่งอาจมีความแตกต่างหลากหลายกันไปตามวัตถุประสงค์ ความสนใจและการปฏิสัมพันธ์ตอบสนองกับองค์กรภายนอก ทั้งในด้านชนิด ประเภท ขนาด และคุณสมบัติขององค์กร
ในเบื้องต้น จากฐานข้อมูล 10 องค์กรภาคีในปี 2556 พบว่า มีองค์กรชุมชนประเภทต่างๆ รวม 214,803 องค์กร และมีการประเมินระดับความเข้มแข็งในเชิงคุณภาพแล้วรวม 106,780 องค์กร ซึ่งในจำนวนนี้ พบระดับที่เข้มแข็งประมาณร้อยละ 30 (เปรียบเทียบกับงานวิจัยที่เคยทำเมื่อปี 2542 สำรวจองค์กรชุมชน 4 หมื่นองค์กร พบเข้มแข็ง 13% เท่านั้น)
ดังนั้น องค์กรภาคีจึงได้กำหนดเป้าหมายร่วมกันว่า ภายใน 10 ปีข้างหน้า จะผนึกกำลังกันทำงานอย่างจริงจังเพื่อให้องค์กรชุมชนในเครือข่ายมีความเข้มแข็งในเชิงคุณภาพอย่างน้อย 60% ครับ







