
ยิ่งสู้ยิ่งยับ
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
ยื้อรอหาทางลง “นิรโทษ”
ตกอยู่ในสภาพ “กลืนไม่เข้าคายไม่ออก” กับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่รัฐบาลเพื่อไทย สู้อุตส่าห์ฉวยจังหวะ ตัดต่อพันธุกรรมในชั้นกรรมาธิการ ดันกรอบล้างผิดไปจน “สุดซอย” และหักดิบใช้เสียงข้างมากเร่งปิดเกมในการลงมติวาระ 3 ในชั้นสภาผู้แทนราษฎร
แต่สุดท้ายกลับต้องมา “ติดหล่ม” จนรัฐบาลไม่อาจฝืนกระแสสังคมดึงดันลุยไปจนสุดทาง
เมื่อการล้างผิดแบบ “เหมาเข่ง” กลายเป็นชนวน “เรียกแขก” ให้หลายกลุ่ม หลายฝ่าย ในสังคมพร้อมใจกันเปิดหน้าออกมาคัดค้านแบบจริงจัง
ที่สำคัญรอบนี้ ไม่ใช่การเคลื่อนไหวของ “ขาประจำ” ที่ยืนอยู่คนละฝั่งกับรัฐบาลเพื่อไทย แต่เป็นเรื่องของ “ประชาชน” ที่ไม่เห็นด้วยกับการออกกฎหมายที่ขัดกับหลักนิติรัฐ นิติธรรม
ตอกย้ำข้อเคลือบแคลงของสังคมที่เคยตั้งข้อสังเกตว่า การเอา “ประชาชน” มาเป็นใบเบิกทางล้างผิด เพื่อปูทางไปสู่การช่วยเหลือ “นายใหญ่” ทั้งที่ตอนเสนอกฎหมายยืนยันชัดเจนว่าอานิสงส์นิรโทษกรรมจะไม่ครอบคลุมไปถึงแม้แต่แกนนำคนสั่งการ
การกลืนน้ำลายเดินหน้าสู่เป้าหมายที่แท้จริง จึงทำให้ “เสียงนกหวีด” ดังขึ้นจากหลายฝ่ายพร้อมๆ กันและมากขึ้นเรื่อยๆ หลังกระแสคัดค้านกฎหมายนิรโทษกรรมเริ่มจุดติด
การผนึกกำลังค้านของบรรดาคณาจารย์จากมหาวิทยาลัยทั่วประเทศ ตุลาการ กลุ่มนักธุรกิจ กลุ่มบุคลากรทางการแพทย์ กลุ่มดารานักแสดง ไปจนถึงกลุ่มประชาชนทั่วไป จึงค่อยๆ แปรสภาพเป็น “พลังสังคม” ที่รัฐบาลไม่กล้าผลีผลามก้าวข้ามไป
แม้รัฐบาลเพื่อไทยจะมีเสียงล้นหลาม แต่ก็ไม่อาจฝืนกระแสสังคม
ยิ่งรวมกับท่าทีของม็อบประชาธิปัตย์และม็อบอุรุพงษ์ ที่เปิดฉากระดมมวลชนอุ่นเครื่องเตรียมเดินเกมควบคู่กันเวลานี้ ยิ่งทำให้รัฐบาลต้องคิดหนักหากจะเดินหน้าลุย
การขยับหมากตานี้ที่หวังจะเปิดเกมรุก กลับเพลี่ยงพล้ำเปิดจุดอ่อนให้ถูกโต้กลับแบบเกือบพังทั้งกระดาน สิ่งที่ทำได้เวลานี้คือการรักษาท่าทีรอหาทางลง
เมื่อรู้ทั้งรู้ว่าหมากตานี้ ยิ่งสู้ยิ่งเจ็บ!!!
ไม่ว่าจะเป็นการเดินหน้าใช้เสียงข้างมาก ดันไปจนสุดซอย แม้จะมีเสียงเพียงพอที่จะยืนยันผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ ถึงขั้นในกรณีที่วุฒิสภาคว่ำร่างกฎหมายในวาระแรก ที่ต้องรอ 180 วัน และสภาสามารถหยิบขึ้นมาลงมติยืนยันได้ แต่คงไม่เป็นผลดีหากจะยังดึงดันฝืนกระแสสังคม
เพราะนั่นอาจส่งผลกระทบรุนแรงถึงขั้นทำลายคะแนนนิยมในรัฐบาลเพื่อไทย ฉุดรั้งให้การบริหารราชการจากนี้เป็นไปได้อย่างยากลำบาก และซ้ำเติมกับปัญหารุมเร้าก่อนหน้านี้และที่กำลังจะเกิดขึ้นในเร็วๆ นี้
ส่วนทางเลือกอย่างการ “ยอมถอย” ถอนร่างกฎหมายออกจากกระบวนการพิจารณา ย่อมไม่ใช่ทางเลือกที่ดีเช่นกัน เพราะไม่กี่วันก่อนหน้านี้ เสียงข้างมากในสภาได้ดึงดันเร่งผ่านความเห็นชอบในวาระ 3 ไปแบบไม่สนใจเสียงคัดค้าน
หนำซ้ำ พลพรรคเพื่อไทยยังยืนยันหนักแน่นว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดนั้นเป็นไปตามหลักการที่ถูกต้องชอบธรรม มุ่งหวังเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ไม่ใช่ทำเพื่อใครคนใดคนหนึ่งอย่างที่ถูกกล่าวหา การ “ถอย” ย่อมขัดแย้งกับสิ่งที่ทำมาทั้งหมด และขัดแย้งกับ “สัญญาณลุย” ที่ประกาศไว้ก่อนหน้านี้
ท่าทีที่ผ่านมาของรัฐบาลเพื่อไทยจึงทำได้เพียงแค่การเปิดเกมยื้อรอหาทางลง เพราะนอกจากจะไม่มีทางออกที่ดีกว่านี้แล้ว อีกด้านหนึ่งยังเป็นการหยั่งเชิง “วัดสายป่าน” ของม็อบประชาธิปัตย์และม็อบอุรุพงษ์ว่าจะยืนระยะได้ยาวแค่ไหน
สุดท้าย “ทางออก” ที่สะท้อนผ่านถ้อยแถลงของนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เมื่อวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา คือการโยนเผือกร้อนไปให้ “วุฒิสภา” เป็นผู้ชี้ขาดว่าจะปล่อยให้ พ.ร.บ. ฉบับนี้ตกไป หรือหากจะรับหลักการก่อนเพื่อไปแก้ไขเนื้อหาก็เป็นเรื่องของวุฒิสภาที่จะต้องแบกรับแรงเสียดทานเอง
ในสภาวะกระแสคัดค้านเชี่ยวกรากเช่นนี้ วุฒิสภาเองย่อมไม่ต้องการแบกรับแรงเสียดทานมาอยู่ที่ตัวเอง ยิ่งในวันนี้ที่เช็กกระแสแล้ว สว.กว่า 100 เสียง ตัดสินใจไม่โหวตรับร่างนิรโทษกรรม ทำให้ “นิคม ไวยรัชพานิช” ประธานวุฒิสภา นำคณะมาแถลงยืนยันว่าจะยับยั้งร่างกฎหมายฉบับนี้ เพื่อความสงบสุขของสังคม
ที่สำคัญทางออกที่ว่านี้ไม่ได้ถือเป็นการถอยแบบปิดประตูตาย ทำให้กระบวนการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยนี้ต้องพับลงไปทันที
หากวุฒิสภาตีตกร่างกฎหมายฉบับนี้จริง ตามขั้นตอนตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 147 และ 148 ยังเปิดช่องให้สภาผู้แทนราษฎรหยิบยกขึ้นมาพิจารณายืนยันชี้ขาดว่าจะยืนยันเห็นชอบร่างกฎหมายฉบับนี้หรือไม่ ภายหลังจากระยะเวลา 180 วัน เพราะในถ้อยแถลงดังกล่าว นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ไม่ได้ยืนยันผูกมัดตัวเองไว้
นั่นจึงถือเป็นการยื้อเวลาออกไปเพื่อรอดูกระแสอีกร่วม 3 เดือน ถ้าหากกระแสคัดค้านอ่อนแรง หรือสถานการณ์เปลี่ยนไป รัฐบาลย่อมสามารถหยิบกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาพิจารณาได้อีก
แน่นอนว่าเส้นทางนิรโทษกรรมคงยังต้องสู้กันอีกหลายยก เวลานี้ก็เพียงแค่ยื้อเวลารอดูสถานการณ์ออกไป และรอจังหวะเดินหน้าลุยยกใหม่ต่อไป







