
Uprising เขย่าโลกทุจริต-ไร้กึ๋น ชนวนโค่นอำนาจรัฐ
ภาพฝูงชนมหาศาลรวมตัวเบียดเสียดกันตามท้องถนนหรือพื้นที่สาธารณะ
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
ภาพฝูงชนมหาศาลรวมตัวเบียดเสียดกันตามท้องถนนหรือพื้นที่สาธารณะ โดยมีบางส่วนชูสัญลักษณ์ถือป้ายแสดงข้อความระบายความอัดอั้นตันใจหรือความไม่พอใจที่มีต่อรัฐบาลผู้ปกครองประเทศจนกลายเป็นภาวะลุกฮือของประชาชน เริ่มกลายเป็นภาพเจนตาที่พบเห็นได้บ่อยครั้งทั่วโลก ไม่ว่าจะในประเทศพัฒนาแล้ว กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา
กระนั้น สิ่งที่อาจสร้างความแตกต่างก็คือผลลัพธ์ของการประท้วงแต่ละครั้งที่อาจสร้างความเปลี่ยนแปลงได้อย่างช้าๆ และเป็นไปอย่างสันติ กับการเปลี่ยนแบบพลิกผันฉับพลันและเป็นไปด้วยการนองเลือดความรุนแรงที่อาจหนักหน่วงถึงขั้นโค่นเก้าอี้ผู้นำประเทศได้
ต้องยอมรับว่า ในช่วงไม่กี่ปีให้หลังที่ผ่านมา โลกได้เป็นประจักษ์พยานต่อการลุกฮือขึ้นต่อต้านระบอบการเมืองการปกครอง หรือการแสดงความไม่พอใจต่อการบริหารดำเนินงานของรัฐบาล ประเทศหนึ่งๆ มากขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งได้กำหนดคำนิยามเพื่อเรียกขานการเคลื่อนไหวเหล่านี้ว่า “ป๊อปปูลาร์ อัพไรซิ่ง” (Popular Uprising)
คำข้างต้นคือคำจำกัดความกว้างๆ เพื่อใช้จำกัดความการลุกฮือ ซึ่งหมายถึง การก่อกบฏ ปฏิวัติ การจลาจลเพื่อปฏิเสธการเชื่อฟังหรือคำสั่งใดๆ จนนำไปสู่พฤติกรรมต่างๆ ที่มุ่งจะทำลาย หรือเข้าควบคุมอำนาจจากรัฐบาล ประธานาธิบดี หรือผู้นำประเทศ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าสนใจอย่างจริงจังสำหรับการชุมนุมประท้วงที่เกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกันประหนึ่งกระแสแฟชั่นเช่นนี้ ก็คือที่มาที่ไป หรือสาเหตุที่ส่งผลให้ประชาชนของประเทศ พร้อมใจรวมพลังลุกฮือต่อต้านได้ โดยผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งระบุตรงกันว่า แม้การประท้วงในแต่ละประเทศจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน ทว่าอย่างน้อยที่สุดเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเหล่านี้ล้วนมีรูปแบบการเกิดขึ้นร่วมกันหรือใกล้เคียงกัน
สิ่งที่นักวิเคราะห์หลายสำนักเน้นย้ำให้พึงตระหนักก็คือ ลำพัง ความยากจน อย่างเดียวไม่อาจเป็นชนวนที่ก่อให้เกิดการจลาจลหรือปฏิวัติได้ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจริง ทั่วโลกคงมีการปฏิวัติเกิดขึ้นได้ทุกวัน เนื่องจากประชากรส่วนใหญ่ของโลกล้วนอยู่ในภาวะยากจน
ดังนั้น นอกเหนือจากความยากจนแล้ว ปัจจัยแวดล้อมต่อมาก็คือ
1) ความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากระบอบการปกครองของรัฐบาลซึ่งเน้นช่วยพวกพ้อง เอื้อให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงกว้าง และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก็คือ 2) การไร้สมรรถภาพของรัฐบาล
นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่า เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลไม่อาจตอบสนองความต้องการหรือแก้ปัญหาที่ประชาชนส่วนใหญ่อยากให้แก้ แล้วมัวแต่เอาเวลาส่วนใหญ่ในการบริหารบ้านเมืองไปจัดการกับเรื่องไม่เป็นเรื่อง หรือยุ่งกับเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของคนไม่กี่คน เมื่อนั้นรัฐบาลผู้ปกครองของประเทศนั้นๆ ก็เตรียมหาทางลงให้ตัวเองได้เลย
เนื่องจากหากขืนดันทุรังยืนยันอยู่ต่อไป แม้จะมีข้ออ้างเหมาะสมว่าได้จัดการเลือกตั้งแล้ว ลงท้ายก็ไม่วายโดนประชาชนลุกฮือขับไล่ออกจากตำแหน่งอยู่ดี ตัวอย่างเช่น ประเทศอียิปต์ที่หลังจากราคาอาหารแพงขึ้นจนชาวอียิปต์ทั่วประเทศไล่ประธานาธิบดี ฮอสนี มูบารัก ออกจากเก้าอี้ผู้นำประเทศได้สำเร็จ
สุดท้าย ประธานาธิบดี โมฮัมเหม็ด มอร์ซี ทั้งๆ ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่จากนั้นไม่นานก็ต้องกระเด็นออกจากตำแหน่งตามติดอดีตผู้นำอย่างมูบารักไปอีกคน เพราะส่วนหนึ่งมาจากความล่าช้าในการตอบสนองความต้องการของประชาชน ซึ่งทำให้ประชาชนหมดความนิยมลงอย่างรวดเร็ว
มาร์ก อัลมอนด์ ศาสตราจารย์คณะรัฐศาสตร์ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแห่งมหาวิทยาลัยบิลเคนท์ ในกรุงอังการา ตุรกี แสดงความเห็นว่า เมื่อพิจารณาจากการปฏิวัติที่รุนแรงในช่วงไม่นานมานี้ ไล่เรียงตั้งแต่ ตูนิเซีย อียิปต์ ลิเบีย เยเมน ซีเรีย บาห์เรน ซาอุดิอาระเบีย โมร็อกโก แอลจีเรีย จอร์แดน โอมาน คูเวต หรือการประท้วงต่อต้านรัฐบาลแบบถึงเลือดถึงเนื้อ อย่างในอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ ปัจจัยจำเป็นอย่างยิ่งยวดที่จะทำให้ประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคนเปลี่ยนความไม่พอใจที่ส่วนใหญ่ทำได้แค่พร่ำบ่นไปวันๆ ให้ออกมาแสดงพลังตามท้องถนนได้ก็คือ “ชนวนเหตุเล็กๆ” บางอย่างซึ่งสามารถจุดประกายไฟและขจัดความกลัวในใจของประชาชน
เป็นชนวนที่ทำให้เกิดอารมณ์กราดเกรี้ยวจนความอดทนถึงขีดสุด และจำเป็นต้องลุกขึ้นมาประท้วงเรียกร้องความยุติธรรมตามสิทธิพื้นฐานที่คนคนหนึ่งพึงมีและพึงได้
สำหรับตูนิเซีย การเผาตัวตายของโมฮัมเหม็ด บูอาซีซี พ่อค้าขายผัก เพราะไม่มีเงินจ่ายค่าเช่าที่ และไม่อาจแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตอีกต่อไป นำไปสู่การโค่นล้มประธานาธิบดี ซีเน อัลอาบิดีน เบน อาลี หลังปกครองประเทศมานานถึง 23 ปี
หรือการประท้วงของคนกลุ่มเล็กๆ ในลิเบียเพื่อเรียกร้องสิทธิมนุษยชนให้กับครอบครัวนักโทษที่เสียชีวิตในเรือนจำอาบู ซาลิม ปี 2539 แล้วจบลงด้วยการที่รัฐใช้กองกำลังพิเศษกราดยิ่งเข้าใส่กลุ่มผู้ชุมนุม ทำให้ประชาชนโกรธจัดรวมกันมากขึ้น จนนำไปสู่การโค่น โมอัมมาร์ กัดดาฟี ผู้นำประเทศลงจากตำแหน่งและเสียชีวิตจากการรุมประชาทัณฑ์ในเดือน ต.ค. 2554
นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองอีกส่วนหนึ่ง กล่าวเสริมว่า ปัจจัยที่จะส่งผลต่อการลุกลามประท้วงรุนแรงอาจมาจากการทุจริตคอร์รัปชั่นของรัฐบาลเป็นหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภูมิภาคเอเชีย โดยมีวิกฤตเศรษฐกิจในช่วงเวลานั้นๆ เป็นตัวเร่งเร้า
หรือพูดให้เข้าใจง่ายขึ้นก็คือ เมื่อใดก็ตามที่รัฐบาลไม่สามารถรับมือกับปัญหาวิกฤตเศรษฐกิจจนเดือดร้อนถึงประชาชน และยังคงตั้งหน้าตั้งตาโกยผลประโยชน์เข้าตัว เมื่อนั้นรัฐบาลก็ยากอยู่ในตำแหน่งได้อย่างสงบ ตัวอย่างเช่น กรณีของประธานาธิบดี กลอเรีย อาร์โรโย แห่งฟิลิปปินส์ หรือกรณีของประธานาธิบดีซูฮาร์โตแห่งอินโดนีเซีย
รายงานหลายฉบับระบุว่า ช่วง 30 ปีแรกที่ซูฮาร์โตอยู่ในตำแหน่งผู้ปกครองประเทศ มีประชาชนหลายแสนคนที่เสียชีวิตโดยไม่ผ่านกระบวนการยุติธรรม แต่ภายใต้ความหวาดกลัว สถานการณ์ที่กดดันให้ประชาชนไม่สามารถทนได้อีกต่อไป ก็คือการคอร์รัปชั่นที่มาพร้อมกับวิกฤตเศรษฐกิจของเอเชียในช่วงปี 2540 ซึ่งประชาชนเห็นแต่ความร่ำรวยของผู้นำและครอบครัวเครือญาติผู้นำ โดยที่ตนเองกลับยากจนเรื่อยๆ
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากการลุกฮือของประชาชนทั่วโลก ปัจจัยพื้นฐานที่มีร่วมกันคือความไม่พอใจถึงขีดสุดที่มีต่อผู้ปกครองประเทศ โดยภายใต้ความรู้สึกดังกล่าว คือผลพวงจากการทุจริตคอร์รัปชั่น การเห็นแก่พวกพ้อง การไร้ศักยภาพในการแก้ไขปัญหาที่ทำให้ประชาชนของประเทศสิ้นหวังและจนตรอกกับการดำรงชีวิต จนไร้ทางเลือกอื่นใดนอกเหนือไปจากการระบายอารมณ์ที่โกรธแค้นด้วยการขับไล่ผู้นำไปให้พ้นๆ เสียนั่นเอง







