
ชะตากรรม"นักข่าว"ใน"ดงแดง"
โดย เชลยเนชั่น
โดย เชลยเนชั่น
ช่วงค่ำๆ ของคืนวันที่ 29เม.ย. “พายัพ ปั้นเกตุ” นำการ์ดจำนวนมากบุกโรงพยาบาลจุฬาฯเพื่อควานหาว่ามีการซ่องสุมทหารอยู่หรือ ไม่ สร้าง ความแตกตื่นโกลาหลให้กับเจ้าหน้าที่ พยาบาล คณะแพทย์ และคนไข้ กลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางถึงความเหมาะสม เพราะโรงพยาบาลเป็นสถานที่ที่ควรได้รับการยกเว้นจากความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อเว้นไว้เป็นที่รักษาคนที่บาดเจ็บอันมาจากผลพวงจากสงครามที่มนุษย์ก่อกันขึ้น
และในชะตากรรมของโรงพยาบาลจุฬา หมอ พยาบาล คนไข้ที่อกสั่นขวัญแขวนอยู่นั้น น้องนักข่าวสาววัย 25 ขวบ คนหนึ่งก็ต้องตกอยู่ในอาการจิตตกอย่างถึงที่สุด เพราะก่อนหน้านี้เธอคือผู้ยิงคำถามที่เป็นการจุดประเด็นให้จตุพร สั่งพายัพเคลื่อนพลไปโรงพยาบาล
เพราะเมื่อจตุพร แถลงข่าวว่ารพ.จุฬาฯมีการซ่องสุมกำลังเตรียมที่จะสลายการชุมนุมของคนเสื้อ แดงดังนั้นช่วงสายๆของวันที่ 30 เม.ย.จะไปตรวจสอบว่าจริงหรือไม่
ด้วย ความตั้งใจที่จะยืนยันข้อมูลข่าวเธอจึงถามออกไปตรงๆว่ามีภาพถ่ายเป็นหลักฐาน หรือไม่ว่าในรพ.มีทหารอยู่จริง แต่สิ่งที่ได้รับตอบแทนจากแหล่งข่าวที่กำลังแถลงข่าวคือความฉุนเฉียวพร้อม กับท้าว่าถ้าไม่เชื่อให้ไปดูพร้อมกัน ย้ำว่านักข่าวคนนี้ต้องไปด้วยให้ได้
และ จากการแถลงข่าวที่ต่อสายไปยังเครื่องขยายเสียงที่เวทีปราศรัย คำกล่าวของนายจตุพรจึงถูกกระจายเสียงให้ได้ยินกันทั่วราชประสงค์ กลายเป็นชักชวนมวลชนเสื้อแดงให้บุกโรงพยาบาลในค่ำคืนนั้น
“หนู แค่ตั้งใจจะสอบถามความจริงว่าที่แถลงว่ารพ.จุฬาฯ มีทหารอยู่จริงหรือไม่ เพราะถ้าไม่มีจริงแล้วไปกันมันจะไปรบกวนคนไข้ มันคงวุ่นวายน่าดู หนูเลยอยากรู้ว่ามั่นใจในข้อมูลมากแค่ไหน หนูแค่ต้องการความจริงเท่านั้น”
เธอ เล่าต่อไปว่า แต่คำถามของหนูกลับได้รับคำตอบว่าเอาสิถ้างั้นไปกันเลย เราต้องไปด้วยนะ แล้วจากนั้นมันก็วุ่นวายมากมวลชนก็พากันไปที่โรงพยาบาล ซึ่งหนูไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น
“หนูกลัวมาก ตกใจร้องให้เลย กลับบ้านก็ไม่กล้ากลับคนเดียว ต้องให้พี่ๆไปส่ง ตอนที่เขาจะไปกันการ์ดบางคนก็มาตามหาหนู จะให้หนูไปด้วยให้ได้ เขาถามกันใหญ่ว่า นักข่าวตัวเล็กคนนั้นอยู่ไหนๆ”
คำบอกเล่าของเธอผสมกับน้ำตามันทำให้หัวสมองของผมหนักอึ้ง ได้แต่ปลอบใจน้องไม่ให้กลัวมากไปกว่านี้ ปลอบ ไปก็คิดไปว่าพวกเรานักข่าวจะต้องทนอยู่กับสภาพแบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่ สภาพที่มีความกดดันรอบด้านทั้งจากอารมณ์ของคน และสภาพความขัดแย้งที่ตึงเครียดขึ้นทุกวัน
วันนี้ นักข่าวเรียกว่าเป็นคนกลุ่มเดียวเลยก็ว่าได้ ที่ไม่ใช่คนเสื้อแดง แต่ต้องอยู่ในดงของคนเสื้อแดง ไม่นับตำรวจทหารที่อยู่ห่างจากพื้นที่ชุมนุมไปพอสมควร ไม่นับพ่อค้าแม่ขายที่ทุกวันก็สวมเสื้อแดงเพื่อความสะดวกในการขายของหาราย ได้เลี้ยงชีพ นักข่าวกลายเป็นกลุ่มก้อนเดียวที่อยู่ใจกลางม็อบ ถ้าเคยเห็นในทีวีก็จะรู้ว่าโต๊ะทำงานของสื่อถูกล้อมด้วยมวลชนเสื้อแดงรอบด้านเป็นวงกลม ฉะนั้นเพื่อความอยู่รอดเราต้องเป็นมิตรกับพวกเขาบรรดาการ์ด แกนนำทั้งหลาย แต่อีกด้านหนึ่งสังคมก็มอบหมายให้ เราต้องทำหน้าที่ตรวจสอบ ซักถาม ตั้งข้อสงสัยกับแหล่งข่าวเสื้อแดง มันเป็นแรงเสียดทานที่ยากจะหาจุดสมดุลจริงๆ
เพราะการอยู่ในม็อบมันไม่เหมือนอยู่ในกระทรวง ทบวง กรม ทำเนียบหรือรัฐสภา ที่คุณจะถามแหล่งข่าวแรงยังไง แหล่งข่าวก็ไม่มีทางเอาคนมาล้อมคุณ ไม่สามารถใช้อารมณ์ของมวลชนมาสร้างแรงกดดันบีบคั้นการทำหน้าที่ได้ แต่ที่ม็อบมันไม่ใช่เลย เอาแค่การแถลงข่าวแล้วต่อสายไมค์ไปเปิดบนเวทีปราศรัยก็ไม่ใช่แล้ว มันไม่ใช่การแถลงข่าว นักข่าวอย่างพวกเราไม่สามารถซักถามได้อย่าง อิสระ เพราะทุกคำถามเขาก็จะรู้กันหมดว่าใครเป็นคนถาม ถามถูกใจก็ดีไป ถามไม่ถูกใจก็เป็นอย่างน้องสาวผมคนนี้
ที่เขียนมาเล่าให้ฟังแค่อยากให้รู้ว่าในชะตากรรมของบ้านเมือง มันก็มีชะตากรรมของนักข่าวตัวเล็กๆคนหนึ่งที่กว่าจะได้คำตอบว่า “ในโรงพยาบาลไม่มีทหาร” เธอต้องเสียขวัญ ร้องห่มร้องไห้ขนาดนี้ เพราะแค่อยากรู้ความจริงเท่านั้น ความจริงที่ใครต่อใครบอกว่ามันคือสิ่งไม่ตาย แต่มันได้มายากเหลือเกิน
จาก http://www.oknation.net/blog/hostage/2010/04/30/entry-1







