
ชาวบ้านพระวิหารผวา ไทย-กัมพูชา เสริมทหาร
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
โดย...ทีมข่าวในประเทศ
อีกเพียง 5 วัน คนไทยทั้งชาติก็จะทราบผลการตัดสินคดีตีความปราสาทพระวิหาร ชี้ชะตาพื้นที่พิพาท 4.6 ตารางกิโลเมตรรอบปราสาท ซึ่งก่อปัญหาชายแดนไทยกัมพูชา สร้างความเดือดร้อนแก่ประชาชนชายแดน หวาดผวาสงครามมาถึง 5 ปี
วันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา กระทรวงการต่างประเทศพร้อมด้วยหน่วยงานความมั่นคง ลงพื้นที่จัดกิจกรรมประชุมเชิงวิชาการ เรื่อง “การบูรณาการในการเสริมสร้างความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ชายแดนไทยกัมพูชา” ณ โรงแรมพรหมพิมาน อ.เมือง และโรงเรียนภูมิซรอลวิทยา อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน
ณัฏฐวุฒิ โพธิสาโร รองปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันต่อผู้เข้าร่วมประชุมว่า ความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ แตกต่างจาก 2 ปีก่อนอย่างสิ้นเชิง แต่ไม่ว่าผลตัดสินจะออกมาอย่างไร เป็นบวกหรือลบต่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ก็จะไม่เกิดความรุนแรงอย่างแน่นอน ซึ่ง สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศ และ ฮอร์นัมฮง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ต่างประเทศกัมพูชา ได้หารือกันแล้ว ตกลงชัดเจนว่าจะใช้ความอดทนอดกลั้น และจะใช้วิธีเจรจาเพื่อหาทางออกให้สองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข ไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนโดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดชายแดน
ด้าน วีรชัย พลาศรัย เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเฮก ประเทศเนเธอร์แลนด์ ในฐานะหัวหน้าทีมต่อสู้คดี กล่าวสรุปว่า แนวโน้มการตัดสินน่าจะออกเป็น 4 แนวทาง คือ
1.ศาลไม่มีอำนาจตีความ หรือหากศาลเห็นว่ามีอำนาจก็ไม่เห็นว่าจำเป็นต้องตีความ 2.ศาลตัดสินกัมพูชาได้ประโยชน์ ถือเป็นกรณีเลวร้ายที่สุด 3.ศาลตัดสินให้ประโยชน์แก่ไทย คือ เป็นไปตามเส้นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ปี 2505 ของไทย และ 4.ตัดสินออกกลางๆ ในแง่กฎหมาย โดยให้ทั้งคู่ไปเจรจาเรื่องเขตแดนกันเอง ซึ่งศาลโลกอาจให้แนวทาง
“การที่ศาลจะตัดสินในแนวทางที่ 2 นั้นเป็นไปได้น้อย เนื่องจากจะต้องผ่านถึง 4 ชั้น คือ พื้นที่บริเวณใกล้เคียงเป็นดินแดนของกัมพูชา และดินแดนกัมพูชาต้องเป็นไปตามเขตแดน โดยเขตแดนดังกล่าวเป็นไปตามแผนที่ 1:200,000 และการถ่ายทอดเส้นจากแผนที่ 1:200,000 ต้องเป็นไปตามที่กัมพูชาเห็นไว้” ทูตวีรชัยให้ความเห็นถึงผลคดี
แม้จะขนทีมใหญ่ลงพื้นที่สร้างความเชื่อมั่น แต่สำหรับชาวบ้าน อ.กันทรลักษ์ พื้นที่ชายแดนพวกเขาก็ยังมีความหวาดหวั่น เกรงว่าผลตัดสินหากออกมาทิศทางใดก็ตาม อาจเป็นชนวนให้เกิดความรุนแรง
นิรันดร ลุ่มไธสง ชาวบ้าน ต.เสาธงชัย อ.กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ ยอมรับว่า กลัวทั้งความรุนแรงและเสียแผ่นดิน
“จะให้เราสบายใจได้อย่างไร เพราะทหารฝั่งเราก็ขนอาวุธเข้ามา ขนกำลังพลเข้ามา และทราบข่าวมาว่าทางฝั่งกัมพูชาก็ขนกำลังพลเข้ามาเหมือนกัน เช่น ในหมู่บ้านจัดตั้งฮุนเซนเดโช หากขึ้นไปบนเขามองลงมาจะเห็นได้ชัดเจน อยากเรียกร้องให้รัฐบาลเจรจาให้ได้ ไม่อยากให้เกิดสงครามและเสียดินแดน ชาวบ้านส่วนใหญ่ในพื้นที่มีการเก็บเสื้อผ้ารอไว้แล้ว มีการซ่อมแซม ทำความสะอาดหลุมหลบภัยให้แข็งแรง เติมน้ำมันรถให้เต็ม”
ทวี งามสุด ชาวบ้านหมู่บ้านภูมิซรอล ยอมรับว่า เหตุการณ์ปะทะกันด้วยปืนใหญ่และจรวดเมื่อปี 2554 ค่อนข้างน่ากลัว ทำให้ทุกวันนี้ต้องเตรียมพร้อมด้วยการเก็บเอกสารสำคัญและเสื้อผ้าไว้บางส่วน หากเกิดเหตุอะไรขึ้นก็พร้อมอพยพ เพราะเกิดเหตุครั้งที่ผ่านมาตั้งตัวไม่ติด ไม่รู้ว่าจะยิงกัน
สัมฤทธิ์ แก้วสง่า หนึ่งผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุรุนแรงเมื่อปี 2554 จนสูญเสียบ้านทั้งหลัง ยอมรับว่ายังมีความกังวล แต่เมื่อหน่วยงานราชการลงมาทำความเข้าใจ ก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมา ไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์เหมือนครั้งที่ผ่านมาอีก เพราะการสู้รบเสียด้วยกันทั้งสองฝ่าย
“อยากให้รัฐบาลสามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้ และเอาพื้นที่ 4.6 ตารางกิโลเมตร กลับคืนมาเป็นของไทยตามเดิม แต่หากศาลโลกตัดสินออกมาอย่างไรก็อยากให้ยอมรับคำตัดสินนั้น ไม่อยากเกิดเหตุรุนแรงอีก”







