
ไอซีทีชี้ดาวเทียม-มือถือผิดทุกสัญญา
คณะกรรมการ ไอซีทีชี้ดาวเทียม-มือถือ ผิดทุกสัญญา พร้อมส่งไม้ต่อครม. สรุปความเสียหาย
คณะกรรมการ ไอซีทีชี้ดาวเทียม-มือถือ ผิดทุกสัญญา พร้อมส่งไม้ต่อครม. สรุปความเสียหาย
พ.ต.อ.สุชาติ วงศ์อนันต์ชัย ผู้ตรวจราชการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ในฐานะประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงแก้สัญญาสัมปทานมือถือและดาวเทียม ตามคำพิพากษา คดียึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 4.6 หมื่นล้านบาท เปิดเผยว่า ผลสรุปการสอบสวนพบว่าทั้งดาวเทียมและมือถือผิดและสร้างความเสียหายแก่รัฐในทุกสัญญา แต่ การประเมินมูลค่าความเสียหายทั้งหมดนั้น ได้ส่งเรื่องให้ ร.ต.หญิง ระนองรักษ์ สุวรรณฉวี รมว.ไอซีที ซึ่งจะรายงานเข้าที่ประชุม ครม.วันที่ 4 พ.ค.นี้
ทั้งนี้ ทางคณะกรรมการไม่ได้อิงมูลค่าความเสียหายที่บางหน่วยงาน เช่น สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) ได้ประเมินไว้ก่อนหน้านี้ประมาณ 1.3 แสนล้านบาทมาเปรียบเทียบ เนื่องจากการประเมินความเสียหายของคณะกรรมการไม่ได้ยึดแง่กฎหมายเพียงอย่างเดียว แต่คำนึงถึงเหตุผลและหลักการในเชิงธุรกิจด้วย ส่งผลให้บางประเด็นไม่สามารถสรุปความเสียหายออกมาเป็นตัวเลขได้ทั้งหมด
สำหรับประเด็นที่ผิดสัญญา แยกเป็น ดาวเทียม 3 เรื่อง คือ 1.ดาวเทียมไทยคม 4 หรือ ไอพีสตาร์ไม่ใช่เป็นดาวเทียมสำรองของไทยคม 3 เพราะไม่สามารถใช้งานแทนไทยคม 3 ที่มีปัญหาได้ทันที เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนเทคโนโลยีที่รองรับการใช้งานบรอดคาสต์เป็นอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง (บรอดแบนด์)
2.การนำเงินประกันจำนวน 6 ล้านเหรียญสหรัฐที่ได้รับจากการปลดระวางไทยคม 3 ก่อนหมดอายุสัญญาไปเช่าช่องสัญญาณจากดาเวทียมดวงอื่น โดยไม่ส่งคืนกลับไอซีที และ 3.การลดสัดส่วนการถือหุ้นจาก 51% เหลือ 40%
ส่วนสัญญาของบริษัท ทีโอที คือ 1.เรื่องการแปลงส่วนแบ่งสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต 2. การลดส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์ระบบเติมเงิน (พรีเพด) จาก 25% เหลือ 20% และ3. การเปิดโรมมิ่งสัญญาณของ บริษัท ดิจิตอลโฟน หรือ ดีพีซี กับ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ เอไอเอส ซึ่งสร้างความเสียหายให้กับทั้งทีโอที และ กสท โทรคมนาคม
พ.ต.อ.สุชาติ กล่าวว่า ประเด็นการสอบสวนทั้งหมดและแนวทางการแก้ไขได้ส่งให้ไอซีทีพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรเพื่อจัดการสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง ซึ่งส่วนหนึ่งนั้นมีคณะกรรมการมาตรา 22 ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ.2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน รับผิดชอบในเรื่องนี้อยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม มูลค่าความเสียหายที่เคยถกเกียงกัน คือ ในส่วนทีโอทีที่ประเมินไว้ที่ 1 แสนล้านบาทจากการที่เอกชนหักส่วนแบ่งรายได้ไปเป็นภาษีสรรพสามิตกิจการโทรคมนาคม 3.4 หมื่นล้านบาท และ การแก้ไขสัญญาพรีเพด อีกเกือบ 7 หมื่นล้านบาท ซี่งในส่วนพรีเพดเห็นไม่ตรงกันกับที่ศาลพิพากษา เนื่องจากศาลประเมินความเสียหายจากปี 2544-2549 รวม 1.4 หมื่นล้านบาท และ ตั้งแต่ปี 2549 จนถึงหมดอายุสัญญาอีก 5.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นการประเมินบนพื้นฐานพรีเพดที่เติบโตในอัตรา 2 หลัก แต่ปัจจุบันตลาพรีเพดเติบโตน้อยลงมาก







