
โลกฟื้น...ไม่เอื้อเอเชียสัญญาร้าย...หมดยุดพึ่งการส่งออก
ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะซบเซา ทว่าจากรายงานดัชนีภาคอุตสาหกรรมและการผลิตในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
ทั้งๆ ที่เศรษฐกิจโลกโดยรวมยังคงอยู่ในภาวะซบเซา ทว่าจากรายงานดัชนีภาคอุตสาหกรรมและการผลิตในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา หลายประเทศกลับแสดงให้เห็นถึงภาวะการฟื้นตัวที่น่าชื่นใจไม่น้อย
ที่น่าจับตามองมากที่สุดคือ ดัชนีอุตสาหกรรมไอเอสเอ็มของสหรัฐ ซึ่งพบว่าขยายตัวมากสุดในรอบ 2 ปีครึ่ง ที่ 56.4 จุดจากเดิมในเดือน ก.ย. ที่ 56.2 จุด ส่วนดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (พีเอ็มไอ) ของจีน ก็ขยายตัวมากสุดในรอบ 18 เดือนเช่นกัน ที่ 51.4 จุด จากเดิมในเดือน ก.ย. 51.1 จุด
ส่วนดัชนีพีเอ็มไอของญี่ปุ่น ก็ขยายตัวมากสุดในรอบ 3 ปี ที่ 54.2 จุด ด้านกลุ่มยูโรโซน เพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 51.3 จุด จากเดิมในเดือน ก.ย. ที่ 51.1 จุด
ขณะที่การฟื้นตัวภาคการผลิตของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่อื่นๆ ในเอเชียก็อยู่ในภาวะสดใสเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นเกาหลีใต้ ที่กลับมาเข้าสู่ภาวะขยายตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 5 เดือน ที่ 50.2 จุด ขณะที่อินโดนีเซียขยายตัวสูงสุดในรอบ 4 เดือน ที่ 50.9 จุด
ถึงกระนั้น แม้ว่านักวิเคราะห์หลายรายจะมองว่าการฟื้นตัวของดัชนีภาคการผลิตของเอเชียที่ดีขึ้นจะเป็นผลพวงมาจากการฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว
ทว่า ในความเป็นจริงกลับไม่ได้เป็นเช่นนั้น อีกทั้งการฟื้นตัวของประเทศพัฒนาแล้วก็ไม่ใช่เครื่องรับประกันได้ว่าจะช่วยให้เศรษฐกิจเอเชียพ้นจากภาวะชะลอตัวได้
เนื่องจากเมื่อมาวิเคราะห์ดูให้ดีแล้วจะพบว่า การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วแทบจะไม่ได้มีส่วนช่วยดึงให้ภูมิภาคเอเชียพ้นจากภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวเลย
เพราะปริมาณการส่งออกสินค้าของเอเชียไปยังกลุ่มประเทศอุตสาหกรรม เช่น สหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ไม่ได้เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วเท่ากับศักยภาพและทิศทางการฟื้นตัวที่แท้จริงของกลุ่มประเทศเหล่านี้เลย
สะท้อนจาก ทั้งๆ ที่ดัชนีภาคการผลิตของแดนมังกรในเดือนที่แล้วขยายตัวสูงสุดในรอบ 18 เดือน ทว่าคำสั่งซื้อสินค้าจากต่างชาติในรายงานดัชนีพีเอ็มไอกลับลดลงมาอยู่ที่ 50.4 จุด จากเดิมในเดือน ก.ย. ที่ 50.7 จุด ขณะที่ก่อนหน้านี้ภาคการส่งออกของจีนในเดือน ก.ย.ที่ผ่านมาหดตัวลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน 0.3%
ส่วนอินโดนีเซีย แม้ว่าจะมีดัชนีภาคการผลิตขยายตัวได้สูงสุดในรอบ 4 เดือนที่ 50.9 จุด จากเดิมในเดือนก่อนหน้าที่ 50.2 จุด ทว่าการส่งออกกลับไม่ดีขึ้นเลย โดยเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา แดนอิเหนายังคงขาดดุลต่อเนื่องที่ 657.2 ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ตัวเลขคาดการณ์คือเกินดุลที่ 96.6 ล้านเหรียญสหรัฐ
เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่า การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้มาพร้อมกับภาคการบริโภคภายใน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจที่ดีขึ้น แต่เกิดจากการใช้นโยบายการกระตุ้นทางนโยบายการเงินและการโหมอัดฉีดมากกว่า
ดังนั้น การฟื้นตัวของกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วจึงเป็นไปในแบบภาพลวงมากกว่าที่จะแข็งแกร่งอย่างแท้จริง เหมือนในอดีตที่ผ่านมา ซึ่งเคยมีส่วนช่วยเกื้อหนุนภาคการส่งออกของเอเชียมาโดยตลอดหลายสิบปี
เห็นได้จากยุโรป ทั้งๆ ที่สามารถหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจถดถอยเป็นครั้งแรกในรอบ 18 เดือนได้แล้ว แต่ภาวะเงินเฟ้อกลับหดตัวลงมามากกว่าที่คาดการณ์ จนก่อให้เกิดความกังวลว่าจะเกิดภาวะเงินฝืดตามมา โดยเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาอัตราเงินเฟ้อกลุ่มยูโรโซนลดลงมาเหลือแค่ 0.7% เท่านั้น ขณะที่อัตราการว่างงานก็ยังอยู่สูงกว่า 12% หรือมีคนตกงานมากกว่า 19 ล้านคน
ขณะที่สหรัฐ แม้ว่าจะเริ่มฟื้นตัวขึ้นในหลายเดือนที่ผ่านมา แต่การขับเคลื่อนของภาคการบริโภคภายในประเทศ รวมถึงการสร้างการจ้างงานกลับยังไม่ขยายตัวมากนัก โดยเฉพาะตัวเลขการว่างงานที่ยังอยู่สูงกว่า 7% มาหลายปีติดต่อกัน
อีกทั้งยิ่งเมื่อได้รับผลกระทบจากภาวะความไม่แน่นอนทางการเมือง ที่ส่งผลต่อนโยบายการคลัง โดยเฉพาะปัญหาความขัดแย้งด้านงบประมาณ และการผ่านกฎหมายขยายเพดานหนี้ ทำให้ความเชื่อมั่นในการใช้จ่ายของคนในประเทศดิ่งลงอย่างหนัก โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาลดลงต่ำสุดในรอบ 6 เดือน ที่ 71.2 จุด จากเดือนก่อนหน้าที่ 80.2 จุด
ดังนั้น ประชาชนแดนมะกันจึงเลือกที่จะอดออมเงินเอาไว้มากกว่าที่จะควักออกมาใช้จ่าย
ความเชื่อมั่นในการบริโภคของชาวสหรัฐที่ลดลงสอดรับกับทิศทางการนำเข้าสินค้าของสหรัฐที่ลดลงอย่างรวดเร็ว ทำให้ยอดการขาดดุลการค้าของเมืองลุงแซมในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมามีทิศทางลดลง เมื่อเทียบกับปีก่อนๆ และคาดว่าในปีนี้ยอดการขาดดุลการค้าของสหรัฐจะอยู่ที่ประมาณ 10.8% ซึ่งถือว่าต่ำกว่าปีที่แล้ว
ประการต่อมา ผลจากการที่เอเชียเริ่มปรับเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำขึ้นมา ประกอบกับค่าเงินเอเชียที่แข็งค่าขึ้นสวนทางกับชาติพัฒนาแล้วที่อ่อนตัวลงจากผลของนโยบายอัดฉีดทางการเงิน ทำให้สินค้าที่ส่งออกไปยังตลาดประเทศพัฒนาแล้วมีต้นทุนสูงขึ้นและแข่งขันได้น้อยลง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เอเชียไม่สามารถแข่งได้ทั้งตลาดล่างและตลาดบน เนื่องจากราคาสูงเกินไปสำหรับลูกค้าในตลาดล่าง ขณะที่ตลาดบนก็ไม่สามารถสู้คุณภาพกับสินค้าที่มาจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วได้
ทั้งนี้ ข้อมูลจากหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล เผยว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ค่าเงินหยวนของจีนแข็งค่าขึ้นแล้วถึง 2.6% เมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐ
ประการสุดท้าย การฟื้นตัวของภาคการผลิตเอเชีย โดยเฉพาะจีนนั้นยังคงเป็นการอาศัยและพึ่งพาโมเดลการเติบโตแบบเดิมๆ ด้วยการอาศัยการลงทุนจากกลุ่มรัฐวิสาหกิจอยู่ ทั้งๆ ที่รัฐบาลจีนชุดปัจจุบันกำลังเพียรพยายามปรับเปลี่ยนโมเดลการเติบโตด้วยการหันมาพึ่งพาการบริโภคจากตลาดภายในและลดการผลิตส่วนเกินลง
โดยเห็นได้จากดัชนีผลสำรวจของบริษัทยักษ์ใหญ่ในแดนมังกรในเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา ขยายตัวถึง 52.3 จุด ขณะที่บริษัทขนาดเล็กกลับหดตัวลงมาอยู่ที่ 48.5 จุด ต่ำสุดในรอบ 5 เดือน
“ถึงแม้ดัชนีพีเอ็มไอจีนในเดือน ต.ค.จะดีขึ้นเป็นเดือนที่ 4 ติดต่อกัน แต่ทิศทางกลับไม่เป็นไปอย่างสอดคล้องกันนัก เพราะธุรกิจขนาดเล็กยังคงประสบปัญหาอยู่” จาวชิ่งเหอ โฆษกสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน กล่าว
ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วยังไม่สามารถช่วยให้เอเชียพ้นจากบ่วงภาวะการชะลอตัวไปได้ โดยล่าสุด จางจื้อเหว่ย นักเศรษฐศาสตร์จีนของบริษัทหลักทรัพย์ โนมูระ ประเมินว่าการขยายตัวของจีดีพีแดนมังกรในไตรมาส 4 ปีนี้น่าจะชะลอตัวลงมาที่ 7.5% จากเดิมในไตรมาส 3 ที่ 7.8% และในปีหน้าจีดีพีทั้งปีจะลงมาอยู่ที่ 6.9%
เฟรเดอริก นิวแมน หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจเอเชียจากธนาคารเอชเอสบีซี ให้ความเห็นว่า ตัวเลขพีเอ็มไอของเอเชียที่ออกมาดี แต่สวนทางกับภาคการส่งออกที่ไม่ดีสักเท่าไร สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาเชิงโครงสร้างที่บรรดาประเทศต่างๆ ในเอเชียกำลังเผชิญอยู่ นั่นคือการสูญเสียความสามารถและศักยภาพในการแข่งขัน
เพราะว่าการหลั่งไหลเข้ามาของทุนร้อนที่เกิดจากการกระตุ้นของธนาคารกลางในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว กำลังทำให้หลายประเทศในเอเชียละเลยการปฏิรูปและพัฒนาโครงสร้างเศรษฐกิจให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมแห่งการแข่งขันในระยะยาว
“ตัวเลขพีเอ็มไอของเอเชียที่ออกมาดีทำให้สบายใจได้เพียงว่าเศรษฐกิจเอเชียจะไม่ชะลอตัวลงแรง และจะดีขึ้นในไตรมาส 4 แต่ยังไม่เพียงพอที่จะช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจหวนกลับเข้าสู่ภาวะการเติบโตเหมือนในอดีตได้ นอกจากนี้สหรัฐและยุโรปที่ยังเผชิญปัญหาเศรษฐกิจอยู่ก็พิสูจน์แล้วว่ายังไม่ใช่ที่พึ่งที่เอเชียจะพึ่งได้” นิวแมน กล่าวให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์วอลสตรีท เจอร์นัล
ฉะนั้น การชะลอตัวของเอเชียจึงนับเป็นปัญหาที่จะเลี่ยงไม่พ้นเสียแล้ว และการพึ่งพาชาติพัฒนาก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ทางเลือกที่ไว้วางใจได้อีกต่อไป







