posttoday

ตำนานม็อบสีลม

05 พฤศจิกายน 2556

วันนี้ ดิฉันรับหน้าที่มาแจ้งข่าวดีกับคุณผู้อ่านว่า สัปดาห์หน้าคุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ เจ้าของพื้นที่ตัวจริง จะกลับมาพบคุณผู้อ่านเหมือนเคย

วันนี้ ดิฉันรับหน้าที่มาแจ้งข่าวดีกับคุณผู้อ่านว่า สัปดาห์หน้าคุณสมชาย สกุลสุรรัตน์ เจ้าของพื้นที่ตัวจริง จะกลับมาพบคุณผู้อ่านเหมือนเคย

ความสนใจของคนไทยในขณะนี้ได้หันไปหาการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนฯ แบบแปลกๆ ไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นำมาสู่การเคลื่อนไหวต่อต้านของประชาชนทุกหมู่เหล่าอย่างกว้างขวาง

ขณะนี้มวลชนมีทางสู้กับรัฐบาลเพียงให้สมาชิกรัฐสภา (สว.) คว่ำร่างกฎหมายนี้ หรือถ้ายังไม่สามารถทำอะไรได้ ก็จะต้องไปรอการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ

เมื่อวานนี้ ดิฉันเห็นม็อบสีลม โดยกลุ่มบุคคลที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับที่นิรโทษเหมาเข่ง ออกมาร่วมกันเป่านกหวีดเพื่อแสดงพลังอย่างล้นหลาม ก็คิดถึงม็อบสีลมเมื่อปี 2540 ที่กลุ่มคนชั้นกลางออกมารณรงค์สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ส.ส.ร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) ในขณะที่รัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลไม่เอาด้วย

การแสดงพลังครั้งนั้นถือเป็นตำนานของม็อบสีลม

ถนนสีลมถือเป็นแลนด์มาร์กที่สำคัญของ กทม. ในฐานะเป็นย่านธุรกิจการค้าและการเงินที่ใหญ่ที่สุด ถนนสายเศรษฐกิจนี้ส่วนใหญ่จะไม่ยุ่งกับการเมือง และคนที่ทำงานบนถนนเส้นนี้ส่วนใหญ่จะเป็นพนักงานบริษัท พนักงานธนาคารเป็นส่วนใหญ่

เมื่อปี 2540 ดิฉันยังเป็นนักข่าวเด็กๆ วิ่งทำข่าวเศรษฐกิจการเงินอยู่ที่หนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ช่วงนั้นงานหนักเพราะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง ทำให้รัฐบาลต้องประกาศลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 ก.ค. 2540 ซึ่งเป็นผลมาจากการบริหารเศรษฐกิจไม่เป็นของรัฐบาลในยุคนั้น

วิกฤตการณ์เศรษฐกิจ 2540 และสภาพล้มเหลวของการเมืองไทย ตั้งแต่ช่วงหลังพฤษภาทมิฬ ทำให้ประชาชนทนไม่ไหวกับการเมืองแบบไทยๆ นักการเมืองยังเล่นการเมืองแบบต่อรองอำนาจ ไม่ได้มุ่งมั่นแต่จะแก้ไขปัญหาของชาติอย่างแท้จริง นอกจากเห็นแต่ผลประโยชน์ของพรรคพวกตัวเอง เสียงเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปการเมืองจึงดังขึ้นเรื่อยๆ

จนมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ที่ร่างโดย ส.ส.ร. โดยรัฐบาลภายใต้การนำของพรรคความหวังใหม่ ที่มี พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นรัฐบาล และพรรคร่วมรัฐบาล ตกปากรับคำประชาชนว่า เมื่อรัฐธรรมนูญใหม่และกฎหมายลูกแล้วเสร็จ จะยุบสภาทันที

แต่เมื่อร่างรัฐธรรมนูญใกล้เสร็จ แกนนำของรัฐบาลและพรรคร่วมรัฐบาลออกมาคัดค้านจะคว่ำร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเสีย จึงมีการจัดตั้งกลุ่มบุคคลขึ้นมาเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐธรรมนูญ โดยใช้สีเหลืองเป็นสัญลักษณ์

และเมื่อเห็นท่าว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนจะถูกนักการเมืองที่หวงอำนาจจะคว่ำเสีย ทางประชาชนทนไม่ไหวทั้งหลายก็นัดกันมาแสดงพลังสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญ โดยใช้สีเขียวอ่อนเป็นสัญลักษณ์ที่ถนนสีลม เพราะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มนักธุรกิจ มีการติดธงเขียว สติกเกอร์เขียว และใส่เสื้อเขียวกันทั้งบ้านทั้งเมือง

การแสดงพลังนั้นไม่ได้จบในครั้งเดียว จะมีการจัดกิจกรรมเป็นระยะ การนัดหมายเป็นการบอกปากต่อปาก ไม่มีโซเชียลมีเดียให้นัดหมายกัน เหมือนในขณะนี้ที่เรียกระดมพลง่ายเพียงปลายนิ้ว

ดูไปแล้ว ม็อบเมื่อวันวานก็เหมือนการต่อสู้ของม็อบคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ในขณะนี้ไม่มีผิด

ตำนานม็อบสีลมครั้งแรกนี้ จบด้วยความพ่ายแพ้ของรัฐบาลและนักการเมืองไดโนเสาร์ ที่ยังคงต้องการการเมืองแบบเดิมๆ

แรงสนับสนุนรัฐธรรมนูญอย่างมืดฟ้ามัวดินของประชาชนทั้งประเทศ ทำให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ส.ส.ร. ผ่านรัฐสภา ด้วยความจำยอมของกลุ่มผู้ต่อต้าน เมื่อวันที่ 27 ก.ย. 2540

ม็อบสีลมเมื่อวานนี้ มีจำนวนมากกว่าม็อบเมื่อ 16 ปีที่แล้วมากมายนัก ดูจากหน้าของคนไปม็อบแล้ว ส่วนหนึ่งไม่ใช่คนทำงานบนถนนสีลม แต่เป็นคนทำงานที่อื่นมาร่วมเป่านกหวีดด้วย บางคนนั่งรถไฟฟ้าบีทีเอสมาลงสถานีศาลาแดง บางคนเดินมา นั่งมอเตอร์ไซค์รับจ้างมา

งานนี้หากไม่ได้รับการสนับสนุนจากนายจ้าง พนักงานหลายบริษัทคงไม่สามารถผละงานออกมาชุมนุมกันได้หลายชั่วโมง จนเมื่อแสดงพลังจนหนำใจแล้วก็กลับไปทำงาน เป็นม็อบที่มาไว ไปไว และเรียบร้อยดี ไม่มีความรุนแรงใดๆ

ทางกลุ่มผู้ชุมนุมประกาศจะกลับมา หากเห็นว่ายังมีความพยายามที่จะลากร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ให้ผ่านวุฒิสภา และให้มีผลบังคับใช้ให้ได้

สิ่งที่ดิฉันเห็นเมื่อ 16 ปีก่อน กับปัจจุบันนี้ แทบไม่แตกต่างกัน เพราะมูลเหตุของปัญหาความขัดแย้งนี้ มาจากอำนาจและผลประโยชน์ทั้งสิ้น คนที่มีเงินก็ต้องการอำนาจ คนที่มีอำนาจก็อยากมีเงิน เป็นเรื่องของกิเลสตัณหา ความไม่รู้จักพอทั้งสิ้น

นอกจากนี้ ความเบื่อหน่ายของประชาชนที่มีต่อรัฐบาลก็คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ข้าวยากหมากแพง หนี้สินพอกพูน การคอร์รัปชั่น แต่เมื่อ 16 ปีก่อน ยังไม่เกิดความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในสังคมเหมือนในปัจจุบัน

และสิ่งที่เหมือนกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ เกมแย่งชิงอำนาจของนักการเมือง

แต่ตอนจบของเรื่องนี้ จะจบเหมือนกันหรือเปล่า อันนี้ก็ไม่สามารถทราบได้ เพราะสถานการณ์เปลี่ยนเร็วมาก

แต่สิ่งที่ดิฉันมั่นใจก็คือ พลังบริสุทธิ์ของประชาชนที่ออกมาคัดค้านไม่เห็นด้วยในเรื่องการออกกฎหมายทำลายจริยธรรม สร้างค่านิยมผิดๆ ให้กับสังคม อีกทั้งยิ่งจะทำให้คอร์รัปชั่นในประเทศเบ่งบานมากยิ่งขึ้น จะไม่มีทางชนะเสียงของประชาชนไปได้อย่างแน่นอน

ดิฉันไม่เคยเห็นรัฐบาลของประเทศไหนที่ไม่ฟังเสียงประชาชน แล้วไปรอดได้สักราย

ข่าวล่าสุด

TTW รับใบรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์ปี 69 ย้ำองค์กรยั่งยืนสู่ Net Zero