
เหมาเข่งคดีภาคใต้ขยายความรุนแรงซ้ำ
กลุ่มมวลชนถูกจุดติดจากแรงหนุนของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาร่วมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทยอย่างคึกคัก
โดย...กันติพิชญ์ ใจบุญ
กลุ่มมวลชนถูกจุดติดจากแรงหนุนของพรรคประชาธิปัตย์ ออกมาร่วมคัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมของพรรคเพื่อไทยอย่างคึกคัก แต่อีกมุมหนึ่งที่สามจังหวัดชายแดนใต้ยังคงเป็นเหตุที่น่าติดตาม เพราะกฎหมายฉบับนี้หากผ่านออกมาอาจมีทั้งกลุ่มก่อความไม่สงบที่ก่อเหตุมาตั้งแต่ปี 2547 รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องได้อานิสงส์รับการนิรโทษกรรมเช่นกัน
ย้อนกลับไปสถานการณ์ชายแดนใต้เปิดฉากจากความรุนแรงที่ต้นปี 2547 เมื่อมีการปล้นปืนจากกองพันทหารพัฒนาที่ 4 อ.เจาะไอร้อง จ.นราธิวาส ในปีเดียวกันเมื่อเดือน ต.ค. ความรุนแรงและความขัดแย้งระหว่างชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ปะทุหนักจากปริศนาความตาย 85 คน ที่ สภ.ตากใบ จ.นราธิวาส หลังชาวบ้านชุมนุมเรียกร้องให้ปล่อยตัวชุดรักษาความปลอดภัยหมู่บ้านที่ถูกจับมา เหตุการณ์บานปลายรุนแรงมีการเข้าสลายจนมีผู้เสียชีวิต
ไม่นับรวมอีกหลายเหตุการณ์ตั้งแต่ปี 2547 ถึงปัจจุบัน ที่ก่อเหตุกันไปแล้วนับหมื่นๆ ครั้ง มีคนตายเกือบหมื่นคนและกลุ่มคนที่ก่อเหตุจะได้รับการนิรโทษกรรมด้วยหรือไม่ เพราะอาจเป็นเหตุการณ์ที่เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคงและอุดมการณ์ทางการเมือง ยังเป็นคำถามที่ยังไม่มีความชัดเจนจากทางรัฐบาล
ขณะที่มุมมองของคนที่คลุกคลีในพื้นที่ชายแดนใต้ มีมุมมองเกี่ยวกับร่างกฎหมายฉบับนี้ที่แตกต่างออกไป
ประสิทธิ์ เมฆสุวรรณ ประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้ เปิดเผยว่า แม้ว่ากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับสุดซอยจะผ่านออกมามีผลบังคับใช้หรือไม่ก็ตาม กฎหมายนี้ไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อสถานการณ์ความไม่สงบในสามจังหวัดชายแดนใต้ ด้วยเหตุผลเพราะกลุ่มก่อความไม่สงบที่ลงมือก่อเหตุนับตั้งแต่ปี 2547 รัฐบาลไม่เคยบอกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ก่อเหตุเพราะเหตุผลจากสถานการณ์ทางการเมือง พวกนี้คงไม่ได้รับอานิสงส์ไปด้วย เพราะเป็นคดีอาญาล้วนๆ
“ผมมองไม่เห็นว่าจะมีผลอย่างไรที่สามจังหวัดชายแดนใต้ การก่อเหตุไม่ได้เชื่อมโยงกับการเมือง คนก็ยังต้องตกอยู่ในความหวาดกลัวดั่งเดิม ผมเข้าใจว่ากฎหมายฉบับนี้ไม่มีผลอะไรทั้งนั้น ใช่ว่าเมื่อมีกฎหมายฉบับนี้กลุ่มผู้กระทำความผิด ทั้งผู้ก่อเหตุความไม่สงบ หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่รัฐที่มีคดีความ ก็ใช่ว่าจะพ้นผิดออกมาเดินบนถนนตามปกติ พวกเขาก็ยังอยู่ในคุก มีแต่กลุ่มนักการเมืองที่ได้รับประโยชน์กับกฎหมายนี้เท่านั้น”
ประสิทธิ์ ให้ความเห็นอีกว่า เว้นเสียแต่ว่าหากกฎหมายฉบับนี้ผ่านออกมากระบวนการยุติธรรมของหน่วยงานต่างๆ จะพิจารณาอย่างไรกับสถานการณ์ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ จะทำให้เกิดประโยชน์ได้อย่างไรต่อเจ้าหน้าที่ ครู ข้าราชการ ต่อประชาชนผู้บริสุทธิ์ และชาวบ้านที่อยู่อาศัยไม่ว่าจะเป็นไทยพุทธ หรือมุสลิม รัฐต้องชัดเจนในเรื่องนี้
“ที่สำคัญแน่นอนว่า หากมีการให้ผู้ก่อเหตุทั้งหมดพ้นผิดออกมาจากกฎหมายฉบับนี้ ก็เท่ากับว่าเป็นการสร้างความรุนแรงเหมือนเดิมในพื้นที่ คนก็จะตกอยู่ในภาวะหวาดกลัว และแม้ว่าจะมีหรือไม่มีกฎหมายนิรโทษกรรม สถานการณ์ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ก็ยังปกติ คือรุนแรงอยู่เป็นปกติ” ประสิทธิ์ ย้ำ
อีกมุมจาก วรวิทย์ บารู สว.ปัตตานี ให้ความเห็นว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับนี้จะมีอยู่ 2 มุมมอง สำหรับผู้ที่ได้รับผลประโยชน์ในสามจังหวัดชายแดนใต้ คือ กลุ่มที่ก่อเหตุและเจ้าหน้าที่รัฐ เพราะร่าง พ.ร.บ.นี้ขอบเขตครอบคลุมหมด เป็นความเห็นต่างทางการเมืองและสถานการณ์ที่สามจังหวัดชายแดนใต้ก็เข้าข่ายเช่นกัน
วรวิทย์ ยกตัวอย่างว่า มีผู้ก่อเหตุความไม่สงบที่ถูกศาลพิพากษาประหารชีวิตแล้วกว่า 30 คน กลุ่มคนเหล่านี้ก็จะได้อานิสงส์ไปด้วยหากร่างกฎหมายนี้ผ่าน ขณะที่อีกมุมหนึ่งเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ต่างๆ ในพื้นที่ โดยเฉพาะกับเหตุการณ์ตากใบและที่มัสยิดกรือเซะที่ชาวมุสลิมจำฝังใจก็จะหลุดเช่นกัน
“เรียกง่ายๆ ว่ามาเริ่มกันใหม่ เพราะได้ประโยชน์กันทั้งสองฝ่าย คนที่ถูกขังเป็นพันๆ คนจากเหตุการณ์ภาคใต้ก็เป็นอิสระ แต่ทีนี้ต้องมาดูกันในเรื่องของผลกระทบ เพราะชาวไทยพุทธและมุสลิมก็มีความกังวลไม่ต่างกัน ทั้งจากผู้ก่อเหตุรุนแรงที่ไม่ได้รับโทษและอาจมาก่อเหตุได้อีก รวมถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐก็เช่นกัน สิ่งเหล่านี้สร้างความหวาดกลัว”
ส่วนตัวแล้ว วรวิทย์ ยืนยันว่า การนิรโทษกรรมเป็นเรื่องดีที่ต้องทำ หากแต่ต้องเป็นวิธีการที่ถูกต้องและการได้มาอย่างชอบธรรม พร้อมกับเห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม แต่ต้องตัดมาตรา 3 ว่าด้วยการให้การกระทำทั้งหลายของบุคคลหรือประชาชนที่เกี่ยวเนื่องกับการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมือง หรือผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดยคณะบุคคลหรือองค์กรที่ตั้งขึ้น หลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 25498 ส.ค. 2556 ไม่ว่าผู้กระทำจะทำในฐานะตัวการ ผู้สนับสนุน ผู้ใช้ให้กระทำ ให้พ้นจากความผิดและความรับผิดชอบออกไป
“ตัดมาตรา 3 ออกไปได้ พ.ร.บ.นี้จะมีประโยชน์เพื่อประชาชนอย่างแท้จริง” วรวิทย์ ย้ำทิ้งท้าย







