
สภาผ่านม.190ปิดกั้นปชช.
ปชป.ยื่นศาลแล้วยันขัดรัฐธรรมนูญลดอำนาจตรวจสอบ/ล้มล้างการปกครอง
ปชป.ยื่นศาลแล้วยันขัดรัฐธรรมนูญลดอำนาจตรวจสอบ/ล้มล้างการปกครอง
ปชป.ยื่นศาล รธน.ตีความแก้รัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ปิดช่องทางตรวจสอบ เพิ่มอำนาจฝ่ายบริหาร
ที่ประชุมรัฐสภามีมติ 381 ต่อ 165 ผ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 วาระ 3 ด้วยมติ 381 ต่อ 165 เสียง งดออกเสียง 9 เสียง ท่ามกลางบรรยากาศการประชุมเป็นไปอย่างปั่นป่วนตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการพิจารณา โดย สส.พรรคประชาธิปัตย์ อาศัยช่วงที่เปิดให้มีการหารือก่อนเข้าสู่วาระการประชุม โจมตีรัฐบาลที่พยายามผลักดันร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม รวมทั้งโจมตี นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ที่ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุมในวันนั้นว่า เร่งรีบรวบรัดจนร่างฯ ผ่านวาระ 3 ไป และ สส.พรรคเพื่อไทย ได้ลุกขึ้นมาตอบโต้จนมีการโห่กันไปมา ทำให้นายสมศักดิ์ลุกขึ้นชี้แจงยืนยันว่า ดำเนินการทุกอย่างถูกต้องตามข้อบังคับและทำตามกฎหมาย จากนั้นจึงตัดบทเข้าสู่การลงมติด้วยการขานชื่อทีละคน
อย่างไรก็ตาม สำหรับขั้นตอนต่อจากนี้นายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้นำร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย และให้นำบทบัญญัติมาตรา 150 และมาตรา 151 มาใช้บังคับโดยอนุโลม
นายวิรัตน์ กัลยาศิริ สส.สงขลา พรรคประชาธิปัตย์ คณะทำงานด้านกฎหมายของพรรคประชาธิปัตย์ เปิดเผยว่า ได้เดินทางไปยื่นหนังสือต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อพิจารณาว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 190 ว่าเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขหรือกระทำที่เข้าข่ายให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศ โดยวิธีการซึ่งไม่เป็นไปตามวิธีทางที่บัญญัติในรัฐธรรมนูญ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 68 หรือไม่
ทั้งนี้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญดังกล่าว โดยกระบวนการพิจารณาร่างกฎหมายก็เป็นไปโดยไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ทั้งการปิดอภิปรายและการประชุมที่ไม่ครบองค์ประชุม มีการแก้ไขในลักษณะที่เพิ่มอำนาจและเปิดช่องให้ฝ่ายบริหารสามารถทำหนังสือสัญญาที่อาจมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตประเทศ โดยไม่ต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ส่งผลให้ในอนาคตรัฐบาลหรือฝ่ายบริหารสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากรัฐสภา
นายวิรัตน์ กล่าวว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้นำโดยรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ซึ่งมาจากพรรคพลังประชาชนมีแนวคิดที่ลดอำนาจการตรวจสอบของรัฐสภาและเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายบริหาร ซึ่งเคยมีมติ ครม. เมื่อปี 2551 ให้ความเห็นชอบการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก โดยนายนพดล ปัทมะ อดีต รมว.ต่างประเทศ ได้ลงนามในแถลงการณ์ร่วมไทยกัมพูชา เป็นการยอมรับแผนที่กัมพูชา ซึ่งที่สุดศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่าจะต้องได้รับความเห็นชอบจากสภา เพราะฉะนั้นการแก้ไขจึงเป็นการสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน อีกทั้งยังน่าเป็นห่วงเพราะมีข่าวต่อเนื่องว่าผู้มีอำนาจตัวจริงในรัฐบาลพยายามที่จะเข้าไปลงทุนกิจการพลังงานในอ่าวไทยกับกัมพูชา และมาเลเซีย







