
หนี้เน่าจีนพุ่งกระฉูดผลข้างเคียงยาแรงปฏิรูปศก.จีน
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
โดย...พันธสิทธิ เจริญพาณิชย์พันธ์
แม้ว่าปัจจุบันจะเริ่มเห็นทิศทางเศรษฐกิจจีนที่เริ่มกลับมาฟื้นตัวดีขึ้นหลังจากต้องชะลอตัวอย่างหนัก ทว่าในอีกมุมหนึ่งยังมีสิ่งที่น่าเป็นห่วงอยู่โดยเฉพาะปัญหาหนี้เสียในภาคธนาคาร
ปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา 4 ธนาคารยักษ์ใหญ่แดนมังกร ประกอบไปด้วยอินดัสเตรียล แอนด์ คอมเมอร์เชียล แบงก์ ออฟ ไชน่า (ไอซีบีซี) ไชน่าคอนสตรักชั่น แบงก์ ธนาคารการเกษตร (อากริคัลเจอรัล แบงก์ ออฟ ไชน่า) และแบงก์ ออฟ ไชน่า เผยว่า ปริมาณหนี้เสียทั้งหมดของ 4 ธนาคารในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 3.5% หรือมีหนี้เสียรวมกันกว่า 3.29 แสนล้านหยวน (ราว 16.45 ล้านล้านบาท) ซึ่งถือเป็นปริมาณที่เพิ่มขึ้นสูงที่สุดในรอบ 3 ปี
ปริมาณหนี้เสียที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วนี้ กำลังสร้างความกังวลให้กับภาคธนาคารของจีนต่อเรื่องผลกำไรที่จะลดลงเป็นอย่างมาก
เนื่องจากผลจากการที่รัฐบาลจีนได้หันมามุ่งเน้นนโยบายการปฏิรูปเศรษฐกิจและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต โดยเฉพาะการสั่งให้บริษัทกว่า 1,400 แห่งทั่วประเทศ ไล่เรียงตั้งแต่โรงงานปูนซีเมนต์ ไปจนถึงโรงงานกระดาษ ลดการผลิตส่วนที่ล้นเกินความต้องการลง ทำให้กลุ่มโรงงานและบริษัทที่เคยพึ่งพาเงินกู้จากธนาคารพาณิชย์อย่างมหาศาลมาตั้งแต่ปี 2008 จำเป็นต้องชะลอการจ่ายเงินคืนให้กับธนาคารออกไป
นอกจากนี้ ยิ่งเมื่อปัจจุบันภาวะอัตราดอกเบี้ยที่ต้องชำระคืนธนาคารพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ก็ทำให้บางบริษัทเลือกที่จะเบี้ยวหนี้ที่กู้มาเมื่อ 5 ปีก่อน ซึ่งปลายปี 2008 มาจนถึงเดือน ก.ย.ที่ผ่านมา ปริมาณเงินกู้จากธนาคารทั้งหมดอยู่ที่ 6.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ
ประการต่อมา รัฐบาลจีนได้หันมาเข้มงวดกับธนาคาร ด้วยการให้ธนาคารต่างๆ ต้องกันทุนสำรอง หรือมาตรการป้องกันความเสี่ยงจากหนี้เสียมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้การปล่อยกู้และการนำเงินไปลงทุนเพื่อแสวงหากำไรของธนาคารลดลง และนั่นย่อมส่งผลถึงผลกำไรของธนาคารตามไปด้วย
ข้อมูลจากบลูมเบิร์ก ระบุว่า 4 ธนาคารยักษ์ใหญ่แดนมังกรได้เพิ่มปริมาณเงินทุนสำรองเฉลี่ยมากถึง 279% ของมูลค่าหนี้เสียที่มีอยู่ เพิ่มขึ้นจากเดือน มิ.ย. ซึ่งอยู่ที่ 272% และถือว่าสูงกว่าระดับที่ทางการกำหนดไว้ที่ 150%
ไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลจีนยังกำหนดให้ธนาคารต่างๆ ต้องกันทุนสำรองอีก 2.5% ของการปล่อยกู้ทั้งหมด
“จากปัญหาเศรษฐกิจชะลอตัวลง และปัญหาการผลิตที่ล้นเกินความต้องการในบางอุตสาหกรรม เงินกู้จากแบงก์บางส่วนก็กำลังกลายเป็นหนี้เสียมากขึ้น และเราอาจได้เห็นหนี้เสียมากขึ้นไปอีกจากภาวะที่รัฐบาลหันมาเข้มงวดทางการเงินมากขึ้น” เมย์ หยาน นักวิเคราะห์จากธนาคารบาร์เคลย์สในฮ่องกง กล่าว
ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ผลกำไรของธนาคารต่างๆ ของแดนมังกรในไตรมาส 3 ที่ผ่านมาจะเติบโตได้น้อยที่สุดในรอบ 7 ไตรมาสหลังสุดที่ผ่านมา โดยเฉลี่ยโตแค่ 10.8% เท่านั้น
ขณะที่เมื่อหันมาไล่มองดูเป็นรายธนาคารก็จะพบว่าแต่ละธนาคารก็พบกับปัญหากำไรที่ลดลงไม่น้อย โดยธนาคารไอซีบีซีมีกำไรในไตรมาสที่ผ่านมาต่ำสุดในรอบ 4 ปี โดยโตขึ้น 7.7% ที่ 6.7 หมื่นล้านหยวน น้อยกว่าเป้าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ 6.9 หมื่นล้านหยวน ส่วนธนาคารการเกษตร (อากริคัลเจอรัล แบงก์) เพิ่มขึ้น 15% ที่ 4.5 หมื่นล้านหยวน มากกว่าเป้าที่คาดการณ์เล็กน้อยเอาไว้ที่ 4.4 หมื่นล้านหยวน
จากการที่ผลกำไรไม่เป็นไปตามเป้า และมีปัญหาหนี้เสียมากขึ้น ทำให้อัตราผลตอบแทนจากการขายหุ้นกู้ของแบงก์พาณิชย์อายุไถ่ถอน 5 ปีระดับ AAA พุ่งสูงขึ้น 86 จุด ในสัปดาห์ที่ผ่านมา ไปอยู่ที่ 5.6% สูงที่สุดในรอบ 4 เดือน ตัวเลขดังกล่าวสอดรับกับการส่งสัญญาณออกมาของสำนักหักบัญชีที่กำลังวิตกกังวลกับปัญหาการผิดนัดชำระหนี้ที่มีมากขึ้น
ความกังวลเรื่องหนี้เสียมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นอีกในปลายสัปดาห์นี้ เพราะเป็นช่วงที่ผู้นำแดนมังกรจะมีการประชุมครั้งใหญ่เพื่อผลักดันนโยบายปฏิรูปเศรษฐกิจจีนครั้งสำคัญ ทำให้คาดว่าอาจจะมีการส่งนโยบายการปรับสมดุลระลอกใหม่ออกมาไม่น้อย และนั่นก็จะมากระทบต่อปัญหาหนี้เสียของธนาคารมากขึ้น
ทั้งนี้ ในไตรมาสที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์แดนมังกรได้ปล่อยกู้ไปล็อตใหญ่ไปแล้วถึง 2.2 ล้านล้านหยวน หรือสูงขึ้นถึง 18% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
นอกจากนี้ ในช่วงที่ผ่านมาปริมาณหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ของธนาคารต่างๆ ได้พุ่งสูงขึ้นเป็นเดือนที่ 7 ติดต่อกันแล้ว
ปัจจุบันนอกจากปัญหาหนี้เสียแล้ว ด้านหนี้ภาคครัวเรือนและหนี้สาธารณะของจีน ยังเพิ่มปริมาณสูงขึ้นอีกด้วยโดยปัจจุบันหนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้นอยู่ที่ 12.5% ของจีดีพี จากเดิมในปี 2008 ที่ 7% และในอนาคตฟิทช์ เรทติ้งส์ คาดว่าจะเพิ่มขึ้นไปถึง 22% ในปี 2017
ขณะที่หนี้สาธารณะ ซึ่งไม่นับรวมหนี้ของรัฐบาลกลางได้ขยายขึ้นไปอยู่ที่ 207% ต่อจีดีพี ขณะที่ช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 190% ของจีดีพี
ฉะนั้น แม้ว่าเศรษฐกิจแดนมังกรจะเริ่มปรับตัวดีขึ้น แต่ในอีกมุมหนึ่งปัญหาหนี้เสียที่เป็นผลกระทบจากนโยบายการปฏิรูปของผู้นำจีนชุดใหม่ก็น่าจับตามองไม่น้อยเช่นกัน และไม่แน่ว่าอาจจะกลายเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่ที่เป็นต้นตอนำไปสู่วิกฤตเศรษฐกิจจีนในอนาคตก็เป็นได้







