
ไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (ภาค 1)
หากพูดถึงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังหมุนเวียนก็จะมีแต่คนสรรเสริญ เพราะเป็นพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถลดการพึ่งพาน้ำมัน หรือลดการใช้ถ่านหินลิกไนต์ แต่อาจไม่ลดการนำเข้าเท่าไหร่นะครับ เพราะพลังงานหมุนเวียนบางชนิด เช่น พลังลม หรือพลังแสงอาทิตย์ยังต้องมีการนำเข้ากังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศในราคาสูงอยู่ แต่ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คือ การสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยโดยการกระจายฐานวัตถุดิบ ทำให้การผลิตไฟฟ้าไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้ามากนัก
หากพูดถึงการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังหมุนเวียนก็จะมีแต่คนสรรเสริญ เพราะเป็นพลังงานสะอาด ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสามารถลดการพึ่งพาน้ำมัน หรือลดการใช้ถ่านหินลิกไนต์ แต่อาจไม่ลดการนำเข้าเท่าไหร่นะครับ เพราะพลังงานหมุนเวียนบางชนิด เช่น พลังลม หรือพลังแสงอาทิตย์ยังต้องมีการนำเข้ากังหันลมและแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศในราคาสูงอยู่ แต่ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน คือ การสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศไทยโดยการกระจายฐานวัตถุดิบ ทำให้การผลิตไฟฟ้าไม่ต้องพึ่งพาน้ำมันเชื้อเพลิงที่ต้องนำเข้ามากนัก
ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตไฟฟ้าได้จากพลังงานหมุนเวียนหลายประเภท ได้แก่ พลังงานชีวมวล (เช่น ของเหลือใช้จากการเกษตร) ก๊าซชีวภาพ (เช่น มูลสัตว์) ขยะ พลังงานลม พลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์ เหลืออีกอย่างเดียวเท่านั้นล่ะครับที่ประเทศไทยไม่อยากพูดถึงมันมากนักเพราะกลัววงแตก นั่นคือ พลังงานนิวเคลียร์ ส่วนพลังงานชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะนั้น เป็นพลังงานที่น่าส่งเสริมเป็นอย่างยิ่ง เพราะนอกจากจะได้ไฟฟ้ามาใช้แล้ว ยังเป็นการลดภาระต้นทุนในการกำจัดของเหลือใช้เหล่านี้ด้วย หรือที่เรียกว่า Waste To Energy นั่นเอง
แต่สิ่งที่ผมอยากให้พวกเราให้ความสนใจมากขึ้น คือ วิธีการที่หน่วยงานรัฐนำมาใช้ในการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานหมุนเวียน นั่นคือ การใช้กลไกการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการรายย่อยโดยการไฟฟ้าฯ (กฟน. และ กฟภ.) การไฟฟ้าฯ ใช้วิธีการรับซื้อที่เรียกว่า “ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า” หรือ Adder Cost ซึ่งเป็นการประกาศราคารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ประกอบการรายย่อยที่ได้รับใบอนุญาตเข้าร่วมโครงการผลิตไฟฟ้า แล้วขายให้กับรัฐตามอัตรา “ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า” ที่รัฐประกาศ
ปัจจุบัน “ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า” ที่รัฐประกาศรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานประเภทต่างๆ นั้นไม่เท่ากันครับ สาเหตุเป็นเพราะการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานประเภทต่างๆ มีต้นทุนต่อหน่วยไฟฟ้าสูงต่ำไม่เท่ากัน สำหรับการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานที่มีต้นทุนสูง เช่น พลังงานลมหรือพลังงานแสงอาทิตย์ รัฐก็ประกาศราคารับซื้อที่สูงหน่อยเพื่อให้คุ้มกับต้นทุน ส่วนการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานที่มีต้นทุนต่ำ เช่น พลังงานชีวมวล หรือก๊าซชีวภาพ ก็ไม่ต้องประกาศราคารับซื้อแพงมากนักก็ได้ เพราะการผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานเหล่านี้มีต้นทุนการผลิตที่ต่ำอยู่แล้ว
ขณะนี้โครงสร้าง “ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า” ของพลังงานประเภทต่างๆ ต่อ 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง คือ พลังงานชีวมวล 0.30-0.50 บาท ก๊าซชีวภาพ 0.30-0.50 บาท ขยะ 2.50-3.50 บาท พลังงานน้ำขนาดเล็ก 0.801.50 บาท พลังงานลม 3.504.50 บาท และพลังงานแสงอาทิตย์ 8.00 บาท นอกจากนั้นยังมีการจ่ายเพิ่มอีกประมาณ 1.50 บาท หากผู้ประกอบการทำการผลิตในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ สาเหตุที่รัฐจ่ายแพงสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ เพราะประเทศไทยไม่มีความได้เปรียบด้านการผลิตแผงโซลาร์เซลล์ และเราต้องนำเข้าจากต่างประเทศในราคาสูง ในกรณีพลังงานลมก็เช่นกันครับ ประเทศไทยต้องนำเข้ากังหันลมจากต่างประเทศในราคาสูงเช่นกัน
สิ่งที่ผมอยากฝากไว้ให้ท่านลองนำไปคิดต่อ คือ ทำไมประเทศไทยต้องใช้เงินสูงถึง 8.00 บาท เพื่อซื้อไฟฟ้าเพียง 1 กิโลวัตต์ชั่วโมง ที่ผลิตจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่เราต้องนำเข้าแผงโซลาร์เซลล์จากต่างประเทศ ทั้งๆ ที่หากเราใช้เงิน 8.00 บาทเท่ากัน แต่ไปซื้อไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวล หรือก๊าซชีวภาพในราคาเพียงกิโลวัตต์ชั่วโมงละ 0.50 บาท ก็จะทำให้เราได้พลังงานในปริมาณที่เพิ่มขึ้นถึง 16 กิโลวัตต์ชั่วโมง หรือได้ไฟฟ้าในปริมาณที่มากขึ้นถึง 16 เท่า
ผมคิดไม่ออกครับว่า ทำไมรัฐต้องใช้เงินเพื่อซื้อของแพง ทั้งๆ ที่ของถูกกว่าก็มี การรับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานชีวมวล หรือก๊าซชีวภาพ ยังเป็นการกระจายรายได้ไปยังภูมิภาคอีกด้วย หากจะเอาเหตุผลด้านการค้นคว้าวิจัยมาอ้างก็ฟังไม่ขึ้นอีกเช่นกัน เพราะหากต้องการสนับสนุนการวิจัยด้านพลังงานลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ ก็น่าจะจัดงบประมาณไปให้มหาวิทยาลัยเขาทำการวิจัยกันเลย ไม่ควรออกมารับซื้อไฟฟ้าที่ผลิตจากพลังงานลม หรือพลังงานแสงอาทิตย์ในเชิงพาณิชย์กันแบบนี้
ท่านรอผมหน่อยนะครับ ในพลังงานหมุนเวียนภาค 2 ผมจะนำตัวเลขมาแสดงให้ดูว่าประเทศไทยต้องสูญเสียเงินฟรีๆ ไปเท่าไหร่กับโครงการรับซื้อไฟฟ้าแบบนี้ ส่วนในพลังงานหมุนเวียนภาค 3 เราจะมาดูกันว่าใครบ้างเป็นผู้ได้ประโยชน์







