
นิติฯมธ.ปลุกนักกฎหมายต้านนิรโทษ
นิติศาสตร์มธ.ปลุกพลังนักกฎหมายต้านนิรโทษกรรม ชี้เร่งรัดผ่านข้ามคืน สะท้อนไม่โปร่งใส ด้านศิษย์เก่านัดรวมตัว ลานปรีดีฯ 7 พ.ย.นี้
นิติศาสตร์มธ.ปลุกพลังนักกฎหมายต้านนิรโทษกรรม ชี้เร่งรัดผ่านข้ามคืน สะท้อนไม่โปร่งใส ด้านศิษย์เก่านัดรวมตัว ลานปรีดีฯ 7 พ.ย.นี้
เมื่อวันที่ 3 พ.ย.นายสมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ออกแถลงการณ์ในนามคณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.คัดค้านการออกกฎหมายนิรโทษกรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล โดยในแถลงการณ์มีข้อความตอนหนึ่งว่า คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มีความไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งต่อเนื้อหาของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่มีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หลักนิติรัฐและหลักการพื้นฐาน กระบวการพิจารณาตรากฎหมายที่ขาดความโปร่งใส มีการเร่งรัด ลุกลี้ลุกลน ทั้งที่การตรากฎหมายที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสังคมเช่นนี้ ควรมีการรับฟังเสียงประชาชนอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยซึ่งมีจำนวนมากเช่นกัน
แถลงการณ์ระบุว่า ในฐานะสถาบันวิชาการที่เปิดการเรียนการสอนวิชากฎหมายที่เก่าแก่ของประเทศไทย ด้วยจิตสำนึกของการเป็นครูผู้สอนกฎหมายที่ได้รับการอบรมสั่งสอนจากบูรพาจารย์ให้ยึดมั่นในหลักความบริสุทธิ์ยุติธรรม มองเห็นปัญหาที่จะส่งผลเสียหายต่อระบบกฎหมายไทยและกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ยิ่งไปกว่านั้นคือการละเมิดต่อหลักการสิทธิมนุษยชนพื้นฐาน จึงไม่อาจนิ่งเฉยหากรัฐสภาจะปล่อยให้มีการตรากฎหมายดังกล่าวออกไป คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ ขอชี้แจงให้สังคมและประชาชนทั่วไปทราบว่า
1.ร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้มีปัญหาความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ โดยในร่างมาตรา 3 มีการแปรญัติแก้ไขเพิ่มเติมในชั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญวาระที่สองของสภาผู้แทนฯ และสภาผู้แทนฯก็ลงมติให้ความเห็นชอบในวาระที่สาม เป็นความไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญในกระบวนการตราพระราชบัญญัติอย่างร้ายแรง เนื่องจากได้มีการแก้ไขเพิ่มเติมเนื้อหาจนทำให้ผิดแผกแตกต่างไปจากหลักการเดิมของร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ที่เสนอเข้าสู่การพิจารณาวาระหนึ่ง
ทั้งนี้คณะกรรมาธิการอาจเพิ่มมาตราขึ้นใหม่หรือตัดทอน หรือแก้ไขมาตราเดิมได้ แต่ต้องไม่ขัดกับหลักการแห่งร่างพระราชบัญญัตินั้น
2.เนื้อหาของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ขัดแย้งต่อหลักกฎหมายธรรมชาติ อันเป็นคุณธรรมพื้นฐานของการมีกฎหมายขึ้นเพื่อนำไปสู่ความถูกต้องเป็นธรรม รักษาความสงบเรียบร้อยของสังคม ซึ่งรัฐสภาต้องตระหนักให้มาก แม้จะมีอำนาจตรากฎหมาย แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะตรากฎหมายอะไรก็ได้ขึ้นมาใช้ แม้จะมีเสียงข้างมาก แต่ก็ต้องเคารพเสียงข้างน้อยและยึดมั่นต่อหลักนิติรัฐที่มิอาจก้าวล่วงได้ แม้ในอดีตประเทศไทยมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรมหลายครั้ง แต่เฉพาะที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งทางการเมืองนั้นมี 3 ครั้ง ได้แก่ พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมแก่นักเรียน นิสิต นักศึกษา และประชาชนซึ่งกระทำความผิดเกี่ยวเนื่องกับการเดินขบวนเมื่อวันที่ 13 ต.ค. 2516 , พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก้ผู้ซึ่งกระทำผิดเนื่องในการชุมนุมในมธ.ระหว่างวันที่ 4 ถึงวันที่ 6 ต.ค. 2519,พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมผู้กระทำความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักรตามประมวลกฎหมายอาญาและความผิดตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ.2522
กฎหมายนิรโทษกรรมทั้ง 3 ฉบับกำหนดขอบเขตช่วงเวลาและเหตุการณ์ไม่ยาวนานนักและกำหนดนิรโทษกรรมต่อการกระทำความผิดที่เจาะจงชัดเจน สำหรับร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ กินเวลายาวนานหลายปีตั้งแต่ที่เกิดขึ้นระหว่างพ.ศ.2547 ถึงวันที่ 8 ส.ค. 2556 ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนหน้าการรัฐประหารวันที่ 19 ก.ย. 2549 ต่อเนื่องกันมาจนถึงปัจจุบัน และลบล้างการกระทำความผิดตามกฎหมายทุกฉบับอย่างที่เป็นอยู่ในร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ที่เรียกกันว่าเป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งทุกฐานความผิดและทุกกฎหมาย ซึ่งตีความได้ว่าจะรวมถึงความผิดอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ชุมนุมทางการเมือง แต่เกี่ยวข้องกับการทุจริตคอรัปชั่น การถูกยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินในกรณีร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ตัดสินไว้แล้วหลายคดี โดยมีคดีสำคัญคือ คดีการทุจริตการจัดซื้อที่ดินที่ถนนรัชดาภิเษก ซึ่งการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ และคดียึดทรัพย์ของทักษิณกรณีร่ำรวยผิดปรกติ 46,000 ล้าน และคดีอื่นๆที่อยู่ในระหว่างการพิจารณาของศาลและของ ป.ป.ช.
ทั้งยังเปิดช่องให้บุคคลที่พ้นความผิดเกิดสิทธิในการเรียกร้องสิทธิหรือประโยชน์ใดๆในเรื่องอื่นตามมา ซึ่งส่งผลให้รัฐมีหน้าที่ต้องชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายแก่บุคคลที่พ้นผิดด้วย ตามร่างมาตรา 5 และ 6 ซึ่งเป็นภาระงบประมาณของรัฐที่ต้องนำเงินภาษีของประชาชนมาชดเชย และไม่สามารถตอบคำถามถึงความเป็นธรรมที่รัฐบาลนำเงินภาษีของประชาชนมาชดเชยให้กับบุคคลที่เคยกระทำผิด
3.คณาจารย์นิติศาสตร์มีความเคลือบแคลงในความมุ่งมั่นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายรัฐบาล ที่เสนอร่างกฎหมายที่มีการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน และเร่งรัดการพิจารณาให้แล้วเสร็จอย่างรวดเร็วชั่วข้ามคืน สะท้อนความไม่โปร่งใส ขาดการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและฝ่ายค้าน และความไม่เป็นกลางในการทำหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนฯ ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ของรัฐสภาไทย ทั้งสมาชิกพรรคเพื่อไทยซึ่งมีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนฯ เดินทางไปพบ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่หลบหนีคดียังต่างประเทศ หลายวาระทั้งที่เปิดเผยและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ และแสดงออกถึงท่าทีที่สอดคล้องกับความต้องการของ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ต้องการให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งบุคคลดังกล่าวเป็นที่ทราบดีในสังคมไทยและต่างประเทศว่าเป็นผู้มีอิทธิพลเหนือการตัดสินใจของรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย โดยสามารถครอบงำความคิดและบงการอยู่ฉากหลังได้ และสมาชิกสภาผู้แทนฯ พรรคเพื่อไทยก็แสดงออกยอมรับอย่างชัดเจนถึงการเป็นผู้รับใช้บุคคลดังกล่าว พฤติกรรมของ ส.ส.พรรคเพื่อไทย จึงขัดต่อ มาตรา 122 ของรัฐธรรมนูญที่ระบุว่า ส.ส.และส.ว.ซึ่งเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมายหรือความครอบงำใดๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริตเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์
คณาจารย์คณะนิติศาสตร์ มธ.มีความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในสังคมไทยอันเกิดจากการตรากฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ จึงขอเรียกร้องให้ ส.ส.และ ส.ว. และรัฐบาล ยุติความพยายามในการตรากฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาแข่ง ซึ่งขัดแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ทั้งกระบวนการตรากฎหมายและความชอบธรรมในเชิงเนื้อหาอย่างชัดเจน เพื่อรักษาไว้ซึ่งหลักนิติรัฐ และไม่เป็นผู้จุดชนวนสร้างความขัดแย้งแตกแยกของผู้คนเสียเอง ซึ่งหากมีเหตุการณ์ความรุนแรงเกิดขึ้น รัฐบาล และ ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลจะต้องรับผิดชอบ และขอเรียกร้องประชาชนทั่วไปที่แสดงออกถึงการคัดค้านร่างกฎหมายนิรโทษกรรมฉบับนี้ ให้ใช้สิทธิและเสรีภาพอย่างเหมาะสมตามกรอบของรัฐธรรมนูญ ขอให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวัง ละมุนละม่อมต่อประชาชนที่ออกมาชุมนุมคัดค้าน อย่าได้มีการใช้กำลังรุนแรงที่เกินเลยจนเกิดเหตุการณ์ที่น่าเศร้าเสียใจอย่างในอดีตขึ้นอีก
นอกจากนั้นในวันที่ 4 พ.ย. ประธานสภาอาจารย์ นายกองค์การนักศึกษา และประธานสภานักศึกษา มธ.แถลงเรื่อง“การแสดงจุดยืนของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการคัดค้านร่างพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม” เพื่อคัดค้านร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรม และในวันที่ 7 พ.ย. เวลา 10.00 น. ศิษย์เก่ามธ. จะนัดรวมตัวที่บริเวณลานปรีดี พนมยงค์ ก่อนจะเดินทางไปยื่นหนังสือเพื่อคัดค้านเรื่องดังกล่าวต่อประธานวุฒิสภา
นายสมคิดกล่าวต่อว่า ขณะเดียวกัน ตนในฐานะประธานที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.) จะนัดประชุมหารือเรื่องดังกล่าว กับมหาวิทยาลัยแกนนำในกลุ่มทปอ. ได้แก่ มธ. จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ หรือนิด้า โดยคาดว่าจะสามารถสรุปท่าทีที่ชัดเจนของทปอ. ในการดำเนินการคัดค้านเรื่องดังกล่าว จากนั้นจะเดินทางไปยื่นหนังสื่อเพื่อขอให้วุฒิสภาลงมติไม่รับร่างพ.ร.บ.นิรโทษกรรมฉบับนี้ด้วย







