
สวนพุทธธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต)ณ วัดพระพิเรนทร์
วัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร กรุงเทพมหานคร จะเป็นที่ตั้งสวนพุทธธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระเถระนักปราชญ์พระพุทธศาสนาที่ชาวโลกยกย่อง เพราะเป็นวัดที่พระเถระนักปราชญ์รูปนี้เคยอยู่หลายสิบปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491-2529
วัดพระพิเรนทร์ ถนนวรจักร กรุงเทพมหานคร จะเป็นที่ตั้งสวนพุทธธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระเถระนักปราชญ์พระพุทธศาสนาที่ชาวโลกยกย่อง เพราะเป็นวัดที่พระเถระนักปราชญ์รูปนี้เคยอยู่หลายสิบปีนับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2491-2529
พระพรหมคุณาภรณ์ เกิดเมื่อวันที่ 12 ม.ค. 2481 ที่ อ.ศรีประจันต์ จ.สุพรรณบุรี ได้ใช้ชีวิตในฐานะศิษย์วัดพระพิเรนทร์ เมื่ออายุ 9 ขวบ ปี พ.ศ. 2491 เพื่อไปเรียนชั้นมัธยมที่โรงรียนวัดปทุมคงคา ในฐานะนักเรียนทุนของกระทรวงศึกษาธิการ
ออกจากวัดปี พ.ศ. 2493 ขณะที่เรียนชั้นมัธยม 3 ภาคปลาย เพราะป่วย เมื่อบรรพชาเป็นสามเณรที่วัดบ้านกร่าง ในปี พ.ศ. 2494 แล้วย้ายมาอยู่วัดพระพิเรนทร์ ในปี พ.ศ. 2496 ได้อยู่เรื่อยมาจนเป็นพระเถระ จึงย้ายออกเมื่อปี พ.ศ. 2529 เพราะปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของท่านอย่างรุนแรง
ขณะที่อยู่วัดพระพิเรนทร์ ได้เรียนพระปริยัติธรรมและบาลี จนกระทั่งสอบได้เปรียญธรรม 9 ประโยค ในนามสำนักเรียนวัดพระพิเรนทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2504 เป็นสามเณรรูปที่ 2 ที่สอบได้ ป.ธ.9 ในรัชกาลปัจจุบัน เมื่อจะอุปสมบทจึงได้รับพระมหากรุณาธิคุณ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นนาคหลวง อุปสมบทที่พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม เมื่อปี พ.ศ. 2504
ได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สอบได้ปริญญาพุทธศาสตรบัณฑิต (เกียรตินิยมอันดับ 1) เมื่อปี พ.ศ. 2505 และสอบได้วิชาชุดครู พ.ม. เมื่อปี พ.ศ. 2506 จบแล้วทำหน้าที่เป็นอาจารย์และผู้บริหารในตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
หลังจากพระเทพคุณาธาร (ผล ชินปุตฺโต) เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ มรณภาพ ได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ ปี พ.ศ. 2512-2520 แต่ได้ลาออก เพื่อใช้เวลาในการทำงานด้านวิชาการ
ท่านพำนักที่วัดพระพิเรนทร์อย่างต่อเนื่องกว่า 30 ปี ได้สร้างผลงานทางวิชาการมากมาย เช่น พุทธธรรม ผลงานระดับ Master Piece ของพุทธศาสนาในปัจจุบันสมัย พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ที่นักศึกษาพุทธศาสนาต้องมีไว้ค้นคว้า และธรรมนูญชีวิต ที่พิมพ์ซ้ำนับครั้งไม่ถ้วน
เกียรติคุณในด้านวิชาการขจรขจาย จึงเป็นคนไทยคนแรกที่ได้รับรางวัลการศึกษาเพื่อสันติภาพ จากองค์การยูเนสโก (UNESCO Prize for Peace Education) เมื่อปี พ.ศ. 2537
นอกจากนี้ สถาบันการศึกษา และมหาวิทยาลัยต่างๆ มากกว่า 15 สถาบัน ถวายปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ กลายเป็นพระภิกษุสงฆ์ไทยที่ได้รับการยกย่องให้ได้รับดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์มากที่สุดในปัจจุบัน
เนื่องจากปัญหาสุขภาพและมลพิษในกรุงเทพมหานคร ท่านได้ย้ายออกจากวัดพระพิเรนทร์ เพื่อหาสถานที่ที่สัปปายะสามารถรักษาสุขภาพได้ จึงได้ไปอยู่ชั่วคราวที่ศาลากลางสระน้ำที่ อ.ลำลูกกา จ.ปทุมธานี และที่ศาลากลางสระที่เขาดงยางจ.ฉะเชิงเทรา จนกระทั่งมาครองวัดญาณเวศกวัน อ.สามพราน จ.นครปฐม นับแต่ปี พ.ศ. 2529 ถึงปัจจุบัน
ปี พ.ศ. 2547 ท่านได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะเจ้าคณะรอง ชั้นหิรัญบัฏที่ พระพรหมคุณาภรณ์ ในปี พ.ศ. 2549 มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นราชบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และดำรงตำแหน่งเป็นศาสตราจารย์พิเศษ ประจำมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
นับได้ว่าวัดพระพิเรนทร์ เป็นสำนักประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ.ปยุตฺโต) นักปราชญ์ที่มีผลงานทางวิชาการทางพระพุทธศาสนามาแต่ต้น ดังนั้นการเสนอโครงการสวนพุทธธรรม เพื่อเผยแพร่เกียรติประวัติของท่าน จึงเกิดขึ้น หลังจากพระครูภัทรกิตติสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ ปรับภูมิทัศน์ในวัดขึ้นใหม่
พระครูภัทรกิตติสุนทร เจ้าอาวาสวัดพระพิเรนทร์ กล่าวถึงวัตถุประสงค์การจัดตั้งสวนพุทธธรรมว่า เพื่อเผยแพร่เกียรติประวัติพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) ในบริเวณวัดพระพิเรนทร์ เพราะพระพรหมคุณาภรณ์ เคยอยู่ในสำนักนี้มานานมาก ท่านเป็นพระเถระที่มีปฏิปทาเสมอต้นเสมอปลาย เป็นตัวอย่างให้พระภิกษุสามเณรรุ่นต่อๆ มา พยายามยึดถือเป็นแบบอย่าง ทั้งด้านการศึกษา และงานวิชาการต่างๆ
อย่างไรก็ตาม การสร้างสวนพุทธธรรม เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณพระพรหมคุณาภรณ์ ตามโครงการนี้ อาจเกิดได้เร็ว ยกเว้นโครงการต่อเนื่องเช่นที่จอดรถใต้ดิน ที่ต้องใช้เงินลงทุนไม่น้อยกว่า 70 ล้านบาท เพราะต้องรอบคอบ ต้องชั่งน้ำหนักทั้งส่วนดีและส่วนเสีย จึงเชิญชวนผู้ที่สนใจแสดงความคิดเห็นได้ ท่านคิดอย่างไร กรุณาแจ้งให้เจ้าอาวาสทราบ จักขอบใจยิ่งนัก
ท่านพระครูภัทรกิตติสุนทร เล่าว่าโครงการเกิดขึ้น หลังจากวัดพระพิเรนทร์ ได้ปรับปรุงภูมิทัศน์ใหม่ โดยรื้อกุฏิเก่าที่ทรุดโทรมออกไป
ในจำนวนกุฏิที่รื้อนั้น มีกุฏิที่พระพรหมคุณาภรณ์เคยอยู่รวมอยู่ด้วย คณะศิษย์ส่วนหนึ่งจึงเสนอสร้างสวนพุทธธรรมขึ้นมาแทนในที่เคยเป็นกุฏิ เพื่อเผยแพร่เกียรติคุณของท่าน ในฐานะที่ท่านเป็นสังฆโสภณแห่งสังฆมณฑล และในฐานะที่สร้างชื่อเสียงให้แก่ประเทศไทยและเป็นศรีแห่งวัดพระพิเรนทร์
ตามโครงการนั้น แบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1.ลานสื่อความหมายและคุณค่าพระพรหมคุณาภรณ์ โดยจัดพื้นที่จัดแสดงเกียรติประวัติให้ผู้มาเยือนได้เรียนรู้ และลานเดินจงกรมเพื่อส่งเสริมวัตรปฏิบัติของพระและผู้ปฏิบัติธรรม 2.สวนพุทธวจนะ เป็นพื้นที่สีเขียวที่เสริมสร้างความสงบ สัปปายะทางกายและใจแก่พระสงฆ์ ชุมชน และพุทธศาสนิกชนและประชาชนทั่วไป และ 3.พื้นที่จอดรถยนต์ใต้ดิน ของลานสื่อความหมายฯ และสวนพุทธวจนะ เพื่อให้สภาพแวดล้อมของวัดเป็นระเบียบเรียบร้อยและลดความแออัดภายในวัด
หากโครงการนี้เกิด จะเป็นโครงการแห่งแรกในประวัติศาสตร์ของวัดในกรุงเทพมหานคร และน่าจะเป็นตัวอย่างให้วัดทั่วไปนำไปพัฒนาด้านภูมิทัศน์ และจัดระเบียบในการจัดที่จอดรถยนต์ต่อไป แต่ก่อนจะเดินหน้า ต้องฟังความคิดเห็นให้รอบด้านเพราะไม่ต้องการให้เป็นโครงการที่เป็นบาป ถึงคนรุ่นหลัง







