
เทหมดหน้าตักล้ม"นิรโทษ"
ผมบอกนายกฯเป็นคำสุดท้ายว่า เรื่องนี้ไม่มีประนีประนอม ไม่มีถอย ไม่มีอ่อนข้อให้ ต้องเอากฎหมายนิรโทษออกไป
โดย...ทีมข่าวการเมือง
สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้อาจเรียกได้ว่าอยู่ในช่วงที่ต้องจับตากันอย่างเข้มข้น เมื่อแรงสะท้อนจากหลายภาคส่วนที่คัดค้านร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เริ่มแรงมากขึ้นทุกขณะ
“พรรคประชาธิปัตย์” ซึ่งเป็นพรรคการเมืองที่เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นพรรคการเมืองที่ได้รับการขนานนามว่า “ผู้ยึดมั่นในระบบรัฐสภา” มาวันนี้ได้กลายมาเป็นหนึ่งในหัวขบวนต่อต้านการนิรโทษกรรมนอกสภา ภายหลังไม่สามารถทัดทานเสียงข้างมากของพรรคเพื่อไทยในสภาผู้แทนราษฎรได้
มีคำถามตามมามากมายว่า ม็อบเสื้อฟ้าจะเดินหน้าไปอย่างไร และเป้าหมายสุดท้ายคืออะไร ความคาใจเหล่านี้ “สุเทพ เทือกสุบรรณ” สส.สุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ได้ให้คำตอบเอาไว้อย่างน่าสนใจ
“เชื่อว่าประชาชนจะออกมาคัดค้านระดับแสนคนทั่วประเทศ ดูจากปฏิกิริยาต่างๆ ซึ่งการที่จะทำให้เลิกการชุมนุมมีสองทาง ทางที่หนึ่ง คือ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ รู้สึกนึกว่าควรหยุดกฎหมายนิรโทษกรรมที่ทำให้ พ.ต.ท.ทักษิณ และลูกน้อง เพราะว่าการจะลบล้างออกกฎหมายให้คนที่ทำผิดคอร์รัปชั่น ฆ่าคนตาย ไม่มีประเทศใดทำกัน ถ้าคุณยิ่งลักษณ์รู้ตัวเร็วเมื่อใดทำการถอนกฎหมายนี้ออกไป บ้านเมืองจะสามารถที่จะเดินหน้าต่อไปได้ และรัฐบาลก็เดินหน้าทำหน้าที่ที่ควรทำต่อไป
ทางเลือกที่สอง คือ ถ้ารัฐบาลไม่ยอม ถึงตอนนั้นคิดว่าพรรคประชาธิปัตย์คงจะต้องปรึกษาหารือกับประชาชนเพื่อหาทางออกร่วมกันต่อไปว่าจะจัดการอย่างไรกับรัฐบาล เป้าหมายเราคือต่อสู้เพื่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมเท่านั้นเอง เรียกว่าชัดเจน หากรัฐบาลถอนกฎหมายนี้ออกไป เราก็จบเลิกรา”
ในชีวิตการเมืองกว่า 30 ปี จวบจนมีอายุมาถึง 64 ปี “สุเทพ” ยอมรับแบบลูกผู้ชายว่า “การต่อสู้ครั้งนี้เทหมดหน้าตักเป็นไงเป็นกัน”
“ครั้งนี้คือเทหมดหน้าตัก ชีวิตการเมืองเดินมาขนาดนี้ อายุ 64 ปี ลงมาสู้บนถนนแล้วถือว่าเต็มที่ ภรรยา ลูก ปรึกษากันแล้วบอกว่าเป็นไงเป็นกัน ไม่เอานิรโทษกรรมด้วย ติดคุกเป็นติดคุก ผู้ใหญ่ในพรรคไม่ได้ห้ามปรามอะไร พูดคุยอธิบายกันชัดเจนว่าพวกผมได้ทำหน้าที่ในสภาอย่างเต็มที่และจะสู้ต่อไป
ในขณะเดียวกันเห็นความสำคัญว่าจะต้องมาร่วมต่อสู้กับประชาชนข้างนอกด้วยเป็นสิทธิของพวกเราทางพรรคก็ยับยั้งเราไม่ได้ เราออกมาต่อสู้ข้างถนนในคราวนี้ร่วมกับขบวนการประชาชน ไม่ใช่แค่เพื่อพรรคประชาธิปัตย์แล้ว แต่เพื่อประเทศไทย แค่ล้มเลิกกฎหมายฉบับนี้ไปเรื่องก็จบ พรรคประชาธิปัตย์ก็เลิกชุมนุม”
นายใหญ่ของพรรคประชาธิปัตย์ยืนยันในหลักการว่า “ยินดีที่จะร่วมมือเต็มที่พร้อมประสานงานกับทุกภาคส่วนเพื่อเดินหน้าไปด้วยกัน ไม่จำเป็นต้องมาร่วมเวทีเดียวกัน อาจกระจายไปหลายส่วนก็ได้ จัดตั้งตรงไหนได้ก็ทำเลย เพราะเรามีเป้าหมายเดียวกัน อย่างกรุงเทพฯ มีเวทีที่สามเสน อุรุพงษ์ ไม่ว่า ธรรมศาสตร์ รังสิต ก็ทำได้หมด จังหวัดไหนก็ทำได้ จะมารวมกันที่นี้ก็ยิ่งดี”
“จะไม่รอให้ผ่านชั้นวุฒิสภา ซึ่งในสภารัฐบาลกุมเสียงข้างมาก ต้องการสามร้อยกว่าเสียงสบายๆ ก็สามารถผ่านได้ วันนี้รัฐบาลกุมเสียงของวุฒิสภาได้ง่ายมาก รัฐบาลได้แก้กฎหมายเพื่ออำนวยให้แก่วุฒิสภาเหล่านั้น ถ้าถึงขั้นตอนวุฒิสภาเชื่อว่ารัฐบาลผ่านได้ฉลุย|ไร้ปัญหา สุเทพประเมินการต่อสู้ในอนาคต..
...ไม่มีความหวังอะไรแล้วทั้งสิ้นหากรัฐบาลสามารถผ่านวาระ 3 ไปได้ เราจะไม่รอและจะเดินหน้าชุมนุมคัดค้านต่อ การชุมนุมจะยืดยาวแค่ไหนคงบอกไม่ได้ แต่ผมยืนยันเหมือนเดิมว่าไม่มีใครจะใหญ่ไปกว่าประชาชน รัฐบาลจึงอย่าอวดดีไป
เราจะตั้งเวทีปราศรัยต่อไป บอกความจริงให้ประชาชนรู้ พอคนได้ฟังเห็นก็จะออกมาชุมนุมกันเรื่อยๆ เป็นจำนวนมาก เป็นการกดดันรัฐบาลไปอย่างต่อเนื่อง ถ้าประชาชนออกมาเป็นหลักล้านแล้วยังไม่หยุดอีกก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้ว”
ในเมื่อการชุมนุมนอกสภาได้กลายเป็นเครื่องมือหนึ่งในการต่อสู้กับรัฐบาล ซึ่งทุกครั้งการชุมนุมของม็อบสีเสื้อทุกครั้งที่ผ่านมามักจะเพิ่มแรงกดดันให้กับรัฐบาลด้วยการยึดสถานที่สำคัญอันเป็นสัญลักษณ์ในทางการเมือง ทำให้มีคำถามเกิดขึ้นมาว่า ม็อบพรรคประชาธิปัตย์จะทำแบบนั้นหรือไม่?
สุเทพ ตอบหนักแน่นว่า “จะไม่ยอมทำอะไรที่ผิดกฎหมายเด็ดขาด เพราะเราเป็นการชุมนุมกันตามรัฐธรรมนูญ ใช้สิทธิตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติเอาไว้ว่าออกมาชุมนุมโดยสงบ แสดงความคิดเห็นได้โดยปราศจากอาวุธ มาแบบมือเปล่า มาด้วยหัวใจและจิตใจที่รักชาติบ้านเมือง และจะไม่มีทางทำอะไรที่ผิดกฎหมายเด็ดขาด
อย่างเราเลือกต่อสู้ก็เอาข้างสถานีรถไฟสามเสน เพราะว่าข้ามไปอีกฝั่งเป็นพื้นที่ที่รัฐบาลประกาศเป็นพื้นที่ความมั่นคงไว้ ถ้าไปชุมนุมฝั่งนั้นเท่ากับเราฝ่าฝืนกฎหมายความมั่นคง จะไม่มีการปิดถนน เส้นทางคมนาคม ไม่ทำทั้งสิ้น จะต่อสู้ตามหลักอหิงสา”
ขณะเดียวกัน ผู้จัดการม็อบเสื้อฟ้ารายนี้ยังมั่นใจอีกว่า ในอนาคตจะไม่มีมือที่สามเข้ามาสร้างสถานการณ์ แต่หากเกิดเหตุการณ์ที่ว่านั้นและเกิดอะไรขึ้นกับประชาชน รัฐบาลจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ และตั้งแต่เริ่มการจัดการชุมนุมขึ้นมาไม่เคยมีความคิดว่าจะใช้เวทีนี้เพื่อให้ทหารออกมายึดอำนาจจากรัฐบาล
“ไม่ได้คิดเรื่องนั้น ง่ายๆ หากรัฐบาลไม่อยากให้เกิดเหตุอะไรก็แค่ถอนกฎหมายออกไป กลับไปสู่สถานะเดิม คือการเคารพกฎหมาย บังคับใช้กฎหมายต่อทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่ยกเว้นแม้จะเป็นถึงพี่ชายของนายกรัฐมนตรี พวกเราชี้ทางสวรรค์ให้เดินแล้วง่ายๆ ก็ยังไม่ยอมทำตาม ไม่อยากจะดูถูกรัฐบาล ไม่อยากประเมินว่าเป็นอย่างไร ได้แต่บอกคำเดียวว่าต้องเลิก กฎหมายนี้ต้องล้มเลิกไป เดินหน้าไม่ได้ ประชาชนไม่ยอม...
ผมบอกนายกรัฐมนตรีเป็นคำสุดท้ายว่า เรื่องนี้ไม่มีประนีประนอม ไม่มีถอย ไม่มีอ่อนข้อให้ ต้องเอากฎหมายนิรโทษออกไป เลิกกฎหมายฉบับนี้ ไม่งั้นเราไม่เลิกชุมนุมง่ายๆ ก่อนนี้ยังส่งคนมาคุยจึงบอกไปว่าไม่เอาแล้ว ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวใดๆ ทั้งสิ้น แต่เป็นเรื่องประเทศชาติ”
สุเทพ ทิ้งท้ายว่า การเป็นรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ต้องฟังเสียงประชาชน อย่าลุแก่อำนาจถือดีว่าตัวเองมีเสียงในสภามากและกระทำการใดๆ โดยไม่เห็นหัวประชาชน มันอยู่ยาก จงเลิกเสีย กลับเนื้อกลับตัว ยังมีโอกาส และถือโอกาสนี้ฝากไปถึงประชาชนว่า บ้านเมืองนี้ไม่ใช่ของตระกูลชินวัตร เป็นของคนไทยทุกคน เราเป็นเจ้าของประเทศ ต้องช่วยกันรักษาบ้านเมือง อย่าให้ใครมาทำเสียหายและไม่มีใครใหญ่ไปกว่าประชาชน







