
ผลกระทบทางเศรษฐกิจของการชุมนุม
...ชาติชัย พาราสุข
ท่านผู้อ่านคงจะได้ยินตัวเลขการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจของการชุมนุมประท้วงอันยืดเยื้อของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ หรือ นปช. (ยาวจัง อยากจะเรียกง่ายๆ ว่ากลุ่มเสื้อแดง แต่เดี๋ยวนี้เขาใส่เสื้อหลากสีแล้ว) ของสำนักวิจัยทางเศรษฐกิจ สมาคมการค้า และจากฟากรัฐบาล ซึ่งมีตัวเลขความเสียหายหลากหลายตั้งแต่ระดับร้อยล้านบาทจนถึงระดับหลายหมื่นล้านบาท ล่าสุดที่ได้ฟังมารู้สึกว่าจะเป็นจากสำนักนายกรัฐมนตรีที่ประเมินว่าหากการชุมนุมประท้วงยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจในปีนี้ลดลง 0.6
–1.0% ซึ่งถ้าเป็น 1% ของ GDP ก็จะเป็นมูลค่าราวๆ 9 หมื่นกว่าล้านบาท ซึ่งเป็นระดับความเสียหายที่สูงจนน่ากลัวในฐานะของนักวิชาการเศรษฐศาสตร์ เมื่อใดที่ผมได้ยินตัวเลขการประเมินความเสียหายของเหตุการณ์ครั้งนี้ ผมจะกังขาว่าคำนวณมาได้โดยวิธีใด ถ้าเป็นการคำนวณทางเศรษฐศาสตร์มหภาค (Macroeconomics) หรือคำนวณจากภาพเศรษฐกิจรวมคงจะคำนวณได้ยากมาก จนจะต้องเรียกกันว่า
“เดา” มากกว่าการ “ประมาณการทางวิชาการ” เพราะการชุมนุมเกี่ยวข้องกับพื้นที่จำกัด อีกทั้งผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการชุมนุมถึงแม้จะมีนับหมื่นตามที่กล่าวอ้าง แต่เมื่อเทียบกับผู้บริโภครวมทั้งประเทศ 65 ล้านคนแล้ว ต้องถือว่าไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ดังนั้นการที่จะบอกว่าหากชุมนุมเป็นระยะเวลา 1 เดือน จะทำให้อัตราการขยายตัวของการบริโภคของคนทั้งประเทศ (Domestic Consumption) ลดลงเท่านี้เปอร์เซ็นต์ และถ้าชุมนุมยืดเยื้อเกิน 3 เดือน จะทำให้อัตราการขยายตัวของ GDP ลดลง 1% ผู้ประเมินใช้ตัวเลขสถิติไหนอ้างอิง ประเทศไทยเคยเก็บตัวเลขหรือว่าการชุมนุมแบบนี้จะทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคเท่านี้ นักลงทุนลดการลงทุนเท่านั้น จนทำให้ทุกครั้งที่มีการชุมนุมประท้วงสามารถประเมินได้จากความรุนแรง ระยะเวลา และสถานที่ของการชุมนุมว่าจะมีผลกระทบในภาพรวมต่อเศรษฐกิจเท่าใดวิธีที่ทำได้ก็คือต้อง
“เดา” และการ “เดา” เช่นนี้ก็เคยนำไปสู่ความผิดพลาดในการวางนโยบายเศรษฐกิจมหภาคครั้งใหญ่ของสหรัฐอเมริกามาแล้ว นั่นคือหลังจากเหตุการณ์การก่อการร้าย 911 มีการประเมินผลกระทบของการก่อการร้ายต่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศ โดยนักเศรษฐศาสตร์ระดับหัวกะทิของสหรัฐ ซึ่งประเมิน (ก็คือการเดานั่นแหละ ด้วยไม่เคยมีสถิติอ้างอิงของผลกระทบของเหตุการณ์เช่นนี้) ว่าจะมีผลกระทบอย่างรุนแรงและอาจจะนำไปสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอยได้ จึงแนะนำให้มีการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ผลน่ะหรือ? คนอเมริกันเดี๋ยวเดียวก็เลิกกลัวและหันไปใช้จ่ายตามปกติ ไม่ใช่ซิ ใช้จ่ายเกินปกติ เพราะสภาพคล่องล้นระบบและอัตราดอกเบี้ยต่ำจนนำไปสู่วิกฤตหนี้เสีย SubPrime ในที่สุดจากบทเรียน 911 ของสหรัฐอเมริกา ทำให้ผมต้องฟังหูไว้หูเวลามีการประเมินความเสียหายจากการชุมนุม วิธีการประเมินที่ผมเห็นว่าน่าจะมีความแม่นยำสูงกว่าน่าจะเป็นการประเมินจากภาพย่อย หรือเศรษฐกิจจุลภาค (Microeco nomics) คือ ประเมินว่าในแถบการชุมนุมที่ธุรกิจอยู่กี่แห่ง แต่ละแห่งมีรายได้ต่อวันเท่าใด และมีคนทำงานอยู่แถวนั้นกี่คน แต่ละคนมีรายได้เฉลี่ยต่อวันเท่าใด หากมีตัวเลขสถิติเหล่านี้ก็น่าจะคำนวณความเสียหายได้ค่อนข้างแม่นยำ
แต่ในภาคปฏิบัติทำได้จริงๆ หรือ?
หากเป็นธุรกิจขนาดใหญ่ก็อาจจะคำนวณได้ เช่น โรงแรมมีห้องพัก 400 ห้อง ปกติมีแขกเข้าพัก 300 ห้อง ราคาห้องพักคืนละ 1 หมื่นบาทต่อห้อง ก็จะคำนวณได้เลยว่าโรงแรมดังกล่าวสูญเสียรายได้ไปวันละ 3 ล้านบาท คราวนี้ประท้วงกันที่วันก็คำนวณความเสียหายตามจำนวนวันได้เลย แต่ถ้าเป็นธุรกิจขนาดเล็ก เช่น ร้านเสริมสวย ร้านแว่นตา ร้านอาหาร ฯลฯ จะหาข้อมูลรายได้รายวันของธุรกิจเหล่านี้ได้เช่นไร
เอาแหละ สมมติว่าผู้ประเมินมีความเชี่ยวชาญสูงและมีตัวเลขของจำนวนธุรกิจและขนาดของธุรกิจในจุดชุมนุมอย่างชัดเจน จนสามารถประมาณการได้แม่นยำพอสมควร เรื่องก็ยังไม่จบแค่นั้น เพราะในแง่เศรษฐกิจมหภาคแล้วยังมีอีก 2 ประเด็นทางวิชาการที่ต้องพิจารณาต่อ ประเด็นแรก คือ การเปลี่ยนสถานที่การบริโภค และประเด็นที่สอง คือ การเลื่อนการบริโภค
แน่นอนว่ารายได้ของธุรกิจในพื้นที่ที่มีการชุมนุมประท้วงย่อมมาจากผู้บริโภค แต่การที่ผู้บริโภคไม่สามารถไปจับจ่ายใช้สอยในพื้นที่ดังกล่าวได้ มิได้บอกว่าผู้บริโภคจะไม่ย้ายไปบริโภคที่อื่น เพราะเขามีความต้องการบริโภคอยู่แล้ว ผมมีตัวอย่างของจริงเลย เมื่อวันที่ 15 เม.ย. ผมได้ไปดูภาพยนตร์ที่ศูนย์การค้าพารากอน ขณะที่ภาพยนตร์กำลังจะเริ่มฉาย ทางโรงภาพยนตร์ก็เปิดไฟสว่างประกาศว่าทางศูนย์การค้ากำลังจะปิดภายใน 1 ชั่วโมง เนื่องจากผู้ชุมนุมย้ายจุดชุมนุม และกำลังเดินทางจากผ่านฟ้าฯ มายังแยกราชประสงค์ ซึ่งทางโรงภาพยนตร์ก็ทำการคืนค่าตั๋วให้ แต่เนื่องจากผมต้องการดูภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว ผมจึงเดินทางไปดูที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัล พระราม 3 แทน ดังนั้นในภาพรวมแล้วการบริโภคของผมไม่เปลี่ยนแปลง (แต่เรื่องความพึงพอใจอีกเรื่องหนึ่งนะ เพราะอารมณ์เสียพอสมควร) ซึ่งผมเชื่อว่าผู้บริโภคอื่นก็ปฏิบัติเช่นเดียวกัน กล่าวคือ หากไม่สามารถไปรับประทานหรือช็อปปิ้งในแถบราชประสงค์ได้ ก็ไปหารับประทานหรือจับจ่ายใช้สอยที่ศูนย์การค้าอื่นที่มีเกลื่อนกรุงแทน
สำหรับสินค้าที่ไม่จำเป็นต้องบริโภคปัจจุบันทันด่วน หรือไม่สามารถจะหาซื้อได้จากร้านอื่นนอกจากที่แยกราชประสงค์เท่านั้น การบริโภคก็จะไม่หายไปอย่างถาวรเช่นกัน เพราะเมื่อผู้บริโภคมีความต้องการแล้วจะทำการชะลอการซื้อจนกว่าร้านค้าที่มีสินค้าดังกล่าวเปิดทำการ กรณีเช่นนี้เกิดขึ้นบ่อย ทางเศรษฐศาสตร์เรียกว่า Pentup Demand ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือ ยอดขายรถยนต์นั่งที่เพิ่มขึ้นเป็นอย่างมากในช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ ซึ่งเกิดขึ้นจากการที่ผู้บริโภคเลื่อนการบริโภคจากปีที่แล้วที่สถานการณ์เศรษฐกิจไม่ชัดเจนมาเป็นต้นปีนี้ที่แนวโน้มเศรษฐกิจดีขึ้น
ตามหลักทฤษฎีเศรษฐศาสตร์แล้ว ตราบใดที่รายได้ของผู้บริโภคไม่เปลี่ยนแปลง การบริโภคในภาพรวมก็จะไม่เปลี่ยนแปลง เพียงแต่จะเปลี่ยนสถานที่หรือเลื่อนเวลาการบริโภคออกไปเท่านั้น ซึ่งมีผลให้ผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาพรวมมีน้อยกว่าที่ประมาณการจากด้านความเสียหายมาก และนี่คือข้อผิดพลาดที่ร้ายแรงที่สุดของการประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจของเหตุการณ์ 911 ด้วยผู้บริโภคชาวอเมริกันมิได้ลดการบริโภค แต่เลื่อนการบริโภค ทำให้การใช้นโยบายอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่ทำเกินความพอดีจนนำไปสู่วิกฤตทางการเงิน
จากที่อธิบายมา หมายความว่าการชุมนุมประท้วงที่ยืดเยื้อและมีความรุนแรงแทบจะไม่มีผลกระทบในภาพรวมต่อเศรษฐกิจไทยหรือ คำตอบคือ ไม่ใช่ครับ ผลกระทบในเชิงลบมีแน่นอน แต่มิได้มาจากผู้บริโภคภายในประเทศ แต่มาจากผู้บริโภคภายนอกประเทศ นั่นคือนักท่องเที่ยว แน่นอนว่านักท่องเที่ยวส่วนหนึ่งอาจจะเลื่อนการบริโภค คือรอจนกว่าเหตุการณ์ในประเทศสงบแล้วค่อยมาท่องเที่ยว ซึ่งคล้ายคลึงกับกรณี Pentup Demand กล่าวคือ ความต้องการมาประเทศไทยมีอยู่แล้ว เพียงแต่รอเวลาที่เหมาะสม ในขณะเดียวกันจะมีนักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งที่เปลี่ยนจุดท่องเที่ยวจากประเทศไทยเป็นประเทศอื่น ทำให้ประเทศขาดรายได้ส่วนนี้ไปอย่างถาวร แต่จะมีเท่าใดต้องรอให้ผู้เชี่ยวชาญมาตอบ ผมคงจะตอบไม่ได้หรอก และผมก็ไม่เชื่อว่าสำนักวิจัยเศรษฐกิจที่ไหนจะตอบได้อย่างแม่นยำ
ส่วนเรื่องการลงทุนก็เชื่อว่าไม่กระทบมากเช่นกัน ประเด็นของการเลื่อนการลงทุนคงจะมีแน่ แต่การตัดสินใจไม่ลงทุนในประเทศไทยเพราะเพียงแค่มีการชุมนุมประท้วงคงจะยาก เพราะการลงทุนจะมีการศึกษาอย่างละเอียด ไม่น่าจะหวั่นไหวกับเหตุการณ์ทางการเมืองชั่วครั้งคราว อย่าลืมว่าประเทศได้เจอเหตุการณ์วิกฤตมาแล้วหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ 14 ตุลา เหตุการณ์พฤษภาทมิฬ หรือเหตุการณ์ปิดสนามบินสุวรรณภูมิ ในช่วงที่มีวิกฤตดังกล่าวย่อมจะเกิดการเลื่อนการลงทุนอย่างแน่นอน แต่หลังจากวิกฤตจบสิ้น การลงทุนก็จะกลับคืนมาเป็นปกติ
ที่เขียนมาทั้งหมดนี้มิใช่เพราะผมสนับสนุนการชุมนุมประท้วง ผมอยากจะให้ทุกอย่างจบลงเร็วๆ และบ้านเมืองเข้าสู่ความสงบสุขเหมือนกับคนไทยส่วนใหญ่ แต่ในฐานะนักวิชาการผมมีหน้าที่ให้ข้อมูลที่ถูกต้องต่อสาธารณชน เมื่อผมเห็นว่าการประเมินความเสียหายทางเศรษฐกิจที่เกิดจากการชุมนุมที่ทางการหรือสำนักวิจัยบางแห่งประกาศออกมามีข้อบกพร่องตามหลักทฤษฎีและตามหลักสถิติ ผมก็ต้องรายงาน ส่วนจะเชื่อผมหรือจะเชื่อใครแล้วแต่วิจารณญาณของท่าน
ว่าแต่ว่า เมื่อไหร่มันจะจบเสียทีนะเรื่องนี้







