posttoday
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทางเลือกที่ยากจะเลี่ยง

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ทางเลือกที่ยากจะเลี่ยง

30 เมษายน 2553

 ...มนูญ ศิริวรรณ

 ...มนูญ ศิริวรรณ

จากข้อมูลของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ปีนี้ ประเทศไทยมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (ที่เรียกกันว่าไฟพีก) ทำลายสถิติสูงสุดของปีที่แล้วถึง 9 ครั้งด้วยกัน โดยเกิดขึ้นในเดือน มี.ค. 6 ครั้ง และเดือน เม.ย. อีก 3 ครั้ง โดยครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 22 เม.ย. ที่ผ่านมานี่เอง โดยมีความต้องการไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23,897 เมกะวัตต์ สูงกว่าที่ กฟผ. ประมาณการเอาไว้ถึง 5.3% ซึ่งถ้าอัตราการใช้ไฟฟ้าของไทยยังคงขยายตัวอยู่ในระดับปัจจุบัน เราอาจจะประสบกับปัญหาไฟฟ้าตกหรือไฟฟ้าดับเป็นบางพื้นที่ได้ในอีก 23 ปีข้างหน้า และถึงแม้เราจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองอยู่สูงถึง 25% ในปัจจุบัน แต่ก็มีแนวโน้มว่ากำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองนี้จะลดลงไปเรื่อยๆ ตามความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นทุกปี ตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (GDP) และสภาวะโลกร้อนที่ทำให้อุณหภูมิในโลกเราสูงขึ้นเรื่อยๆ

ข้อสำคัญที่สุดกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไม่เพิ่มขึ้นตามแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าปี 2553 (PDP 2010) เพราะโรงไฟฟ้าใหญ่ของเอกชน (IPP) 4 แห่ง กำลังการผลิตรวม 4,400 เมกะวัตต์ ไม่สามารถก่อสร้างและผลิตไฟฟ้าป้อนเข้าสู่ระบบได้ตามแผนที่วางเอาไว้ ทำให้ กฟผ. ยังไม่กล้าที่จะปลดโรงไฟฟ้าเก่าของ กฟผ. ออกจากระบบ เช่น โรงไฟฟ้าพระนครใต้หน่วยที่ 3, 4, และ 5 ทั้งๆ ที่มีอายุใช้งานมานานถึง 30 ปีแล้วก็ตาม เนื่องจากกลัวปัญหาก๊าซจากพม่าอาจเกิดเหตุขัดข้องส่งมาไม่ได้เหมือนอย่างที่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว ทำให้ กฟผ. ต้องหันไปผลิตไฟฟ้าจากน้ำมันเตาแทนซึ่งทำให้มีต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าสูงขึ้น

ดังนั้น ปัญหาของการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าในบ้านเราจึงมีความซับซ้อนและมีความสุ่มเสี่ยงอยู่ถึง 2 ประการคือ 1.เราสร้างโรงไฟฟ้าไม่ทันกับความต้องการเพราะติดขัดเรื่องสถานที่ก่อสร้างโรงไฟฟ้า และ 2.เรายังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะใช้เชื้อเพลิงอะไรมาผลิตไฟฟ้าทดแทนก๊าซธรรมชาติ ซึ่งมีการใช้มากจนเกินไปแล้ว

เมื่อพิจารณาเชื้อเพลิงทางเลือกอื่นๆ ที่สามารถนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าได้ในขณะนี้นอกเหนือจากก๊าซธรรมชาติ ต้องยอมรับว่ามีอยู่อย่างจำกัด เพราะแหล่งพลังงานสะอาดอย่างเช่น พลังน้ำ เราไม่มีแหล่งน้ำขนาดใหญ่ที่พอจะสร้างได้อีกแล้วในบ้านเรา (ถึงมีก็คงสร้างไม่ได้ ขนาด กฟผ.หนีไปสร้างในต่างประเทศก็ยังถูก NGO ตามไปต่อต้าน) ส่วนพลังงานหมุนเวียน อย่างเช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานชีวมวล เป็นพลังงานที่ยังมีต้นทุนการผลิตสูง และยังไม่สามารถผลิตกระแสไฟฟ้าในเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่ได้ คงต้องคอยการพัฒนาด้านเทคโนโลยีในอนาคตให้สามารถแข่งขันกับเชื้อเพลิงชนิดอื่นๆ ได้

ทางด้านโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งแม้จะมีต้นทุนที่ถูกกว่าโรงไฟฟ้าชนิดอื่น และมีเทคโนโลยีในการลดมลภาวะ (Clean Coal Technology) แต่ก็เป็นที่รังเกียจในแง่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกสู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งทำให้เกิดภาวะโลกร้อน

ดังนั้นเชื้อเพลิงทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าในขณะนี้จึงดูเหมือนเหลือแต่เพียงเชื้อเพลิงนิวเคลียร์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น ที่มีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยต่ำพอๆ กับถ่านหินแต่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะ และไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาในชั้นบรรยากาศเหมือนถ่านหิน ดังนั้นทั่วโลกในขณะนี้จึงมีแนวโน้มที่จะรับเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มาเป็นทางออกในการแก้ปัญหาด้านพลังงานไฟฟ้าของประเทศกันเป็นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศที่กำลังพัฒนาซึ่งเศรษฐกิจขยายตัวดี และมีความต้องการไฟฟ้าเพิ่มอย่างมาก เช่น ประเทศในแถบตะวันออกกลางและเอเชีย ตลอดจนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างเช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เป็นต้น

ประเทศพัฒนาแล้วที่ตัดสินใจ Go Nuclear แล้วคือฝรั่งเศส ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นผู้นำด้านการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์อย่างแท้จริง เพราะฝรั่งเศสเป็นประเทศที่ใช้พลังงานนิวเคลียร์ผลิตกระแสไฟฟ้าในสัดส่วนที่สูงที่สุดในโลก (78% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมดของประเทศ) และเป็นผู้นำทางด้านเทคโนโลยีของการผลิตไฟฟ้าประเภทนี้โดยส่งออกเทคโนโลยีไปทั่วโลก ล่าสุดประธานาธิบดีนิโกลาส์ ซาร์โกซี ของฝรั่งเศส ก็ออกมาเรียกร้องให้สถาบันการเงินต่างประเทศช่วยสนับสนุนฝรั่งเศสในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์แล้วฝรั่งเศสจะช่วยเหลือประเทศต่างๆ ในการกระจายเทคโนโลยีนี้ (พูดง่ายๆ คือขอให้สถาบันการเงินในต่างประเทศสนับสนุนฝรั่งเศสในการส่งออกเทคโนโลยีนิวเคลียร์ไปขายทั่วโลกนั่นเอง)

ส่วนประเทศมหาอำนาจยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐก็ไม่ยอมน้อยหน้า เพราะถึงแม้ว่าจะใช้เชื้อเพลิงหลากชนิดในการผลิตไฟฟ้า (มีทั้งก๊าซธรรมชาติ ถ่านหิน และนิวเคลียร์ซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะเป็นการกระจายความเสี่ยง) แต่สหรัฐก็ใช้พลังงานนิวเคลียร์ในการผลิตกระแสไฟฟ้าเป็นสัดส่วนถึง 19.4% นับเป็นอันดับ 7 ของโลก

ล่าสุด เมื่อกลางเดือน ก.พ.ที่ผ่านมาประธานา ธิบดีบารัก โอบามา ก็ได้ออกมาประกาศแผนรับประกันเงินกู้มูลค่ามากกว่า 8,000 ล้านเหรียญสหรัฐ สำหรับใช้ในการก่อสร้างโรงงานปฏิกรณ์นิวเคลียร์ที่จะใช้กับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ใหม่อีก 2 แห่งทางตอนใต้ของประเทศ โดยปัจจุบันสหรัฐมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้วถึง 104 แห่ง กระจายอยู่ใน 31 รัฐ

ทางด้านญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศพัฒนาแล้วและมีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากสหรัฐ รัฐบาลก็ได้ประกาศว่าจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เพิ่มขึ้นอีก 2 แห่ง จากปัจจุบันที่มีอยู่แล้ว 53 แห่ง และผลิตไฟฟ้าโดยใช้พลังงานนิวเคลียร์ในสัดส่วนสูงถึง 34.5% นับเป็นอันดับ 5 ของโลก และยังมีแผนจะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์อีก 14 แห่งในอีก 20 ปีข้างหน้า (เราคงจำกันได้ว่าญี่ปุ่นเป็นประเทศเดียวในโลกนี้ที่โดนทิ้งระเบิดนิวเคลียร์ถึง 2 ลูก รู้ถึงพิษสงของนิวเคลียร์ดี คนญี่ปุ่นต่อต้านอาวุธนิวเคลียร์มากถึงขนาดระบุไว้ในรัฐธรรมนูญว่า ห้ามมีอาวุธนิวเคลียร์ไว้ในครอบครอง แต่คนของเขาก็ยังยอมรับความจำเป็นของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์)

มาดูประเทศกำลังพัฒนาบ้าง จีนถึงแม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติเป็นถ่านหินมากมายแต่ก็เริ่มหันมาสนใจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เพิ่มมากขึ้น โดยปัจจุบันจีนมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ 11 แห่ง ผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วน 2.3% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งประเทศ ทั้งยังมีแผนก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 14 แห่งในอีก 10 ปีข้างหน้า โดยจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์ขึ้นมาเป็น 4% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

ส่วนเกาหลีใต้ปัจจุบันถือเป็นมหาอำนาจทางด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเอเชียเลยทีเดียว เพราะใช้นิวเคลียร์ผลิตไฟฟ้าเป็นอันดับ 4 ของโลก โดยผลิตเป็นสัดส่วนถึง 37% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด ประธานาธิบดีลีมยองบักแห่งเกาหลีใต้ออกมาประกาศเดินหน้าแผนพัฒนาอุตสาหกรรมนิวเคลียร์ต่อไป เพื่อตอบรับแนวโน้มการพัฒนาแหล่งพลังงานชนิดอื่นทดแทนการพึ่งพาแหล่งเชื้อเพลิงจากน้ำมันที่นับวันแต่จะหายากและมีราคาแพงขึ้นเรื่อยๆ โดยระบุว่าพลังงานนิวเคลียร์จะเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ของเกาหลีใต้

ส่วนประเทศในกลุ่มอาเซียนที่เดินหน้าสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์แน่นอนแล้วคือ เวียดนาม โดยรัฐบาลและรัฐสภาได้มีมติให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ 2 แห่งแรกของประเทศ กำลังการผลิตแห่งละ 1,000 เมกะวัตต์ รวมเป็น 2,000 เมกะวัตต์ โดยจะเริ่มก่อสร้างในปี 2557 และผลิตไฟฟ้าได้ในปี 2563 หรืออีก 10 ปีข้างหน้า

อินโดนีเซียและมาเลเซียต่างก็มีโครงการ สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์กันทั้งสิ้น ส่วนฟิลิปปินส์ที่สร้างเสร็จแล้วตั้งแต่สมัยอดีตประธานาธิบดี เฟอร์ดินานด์ มาร์คอส แต่ไม่สามารถเปิดใช้งานได้เพราะเหตุผลทางการเมืองก็กำลังรื้อฟื้นโครงการขึ้นมาใหม่

สรุปแล้วโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เป็นทางเลือกของการผลิตไฟฟ้าในบ้านเราซึ่งยากที่จะหลีกเลี่ยงได้ หากเราไม่ต้องการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติมากไปกว่านี้และไม่ต้องการเอาความมั่นคงด้านพลังงานไปฝากไว้กับประเทศเพื่อนบ้านด้วยการไปซื้อไฟจากเพื่อนบ้านมาใช้

ส่วนเหตุผลด้านความปลอดภัยนั้น โรงไฟฟ้านิวเคลียร์รุ่นใหม่มีมาตรฐานด้านความปลอดภัยสูงมาก และยังต้องมีการควบคุมมาตรฐานอย่างเคร่งครัดจากทบวงพลังงานปรมาณูสากลของสหประชาชาติ (IAEA) อีกด้วย ผมเชื่อว่าคนไทยทำได้ครับ ลองคิดดูซิครับ ถ้าเวียดนามสร้างและบริหารจัดการโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ได้ แล้วทำไมคนไทยจะทำไม่ได้ละครับ และถ้าไม่เชื่อใจคนไทยจริงๆ ไม่ยอมให้สร้าง แต่รอบบ้านเรามีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เต็มไปหมด เกิดอะไรขึ้นมาเราจะรอดตัวไหมครับ ก็ไม่รอดอยู่ดี

เหตุผลเดียวที่ผมคิดว่าเราอาจไม่จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ คือถ้าคนไทยขัดแย้งกันเอง ตีกันเองอยู่อย่างนี้ จนประเทศถอยหลังไป 5 ปี 10 ปี จีดีพีติดลบ แทนที่จะโต 45% อย่างที่ควรจะเป็น ถ้าเป็นอย่างนี้ก็ไม่ต้องสร้างหรอกครับ โรงไฟฟ้าอะไรก็ไม่ต้องสร้าง เท่าที่มีอยู่ก็พอใช้เหลือเฟือแล้วครับ!!!

ข่าวล่าสุด

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง

ตลาดหุ้นสหรัฐร่วงหนัก นักลงทุนกังวล AI-ราคาน้ำมันพุ่ง