
พักรบกองทุนความมั่นคง"ชั่วคราว"
การจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF) ของประเทศไทย
โดย...จตุพล สันตะกิจ
การจัดตั้งกองทุนเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ (Sovereign Wealth Fund : SWF) ของประเทศไทย เป็นที่ถกเถียงกันมาหลายปี โดยเฉพาะตั้งแต่เริ่มยุคสถาปนาอำนาจรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เบ็ดเสร็จเด็ดขาดในช่วงปี 2547-2548
พ.ต.ท.ทักษิณ ทนไม่ได้ที่เห็นเงินทุนสำรองระหว่างประเทศนับแสนล้านเหรียญสหรัฐกองไว้เฉยๆ หรือไม่ก็นำไปลงทุนพันธบัตรรัฐบาลต่างประเทศที่ให้ผลตอบแทนต่ำ จึงมีแนวคิดนำทุนสำรองไปจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง เช่นเดียวกับที่สิงคโปร์มีกองทุนเทมาเซก หรือกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐดูไบ (ดูไบเวิลด์)
วันนั้น คนแบงก์ชาติต่อต้านแนวคิด พ.ต.ท.ทักษิณ อย่างหนัก และต่อสู้กันเรื่อยมา ท้ายที่สุดแนวคิดการดึงทุนสำรองฯ มาจัดตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งมีอันต้องยุติโดยสิ้นเชิง หลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปี 2549
ก่อนถูกจุดพลุอีกครั้งในปี 2554 ในสมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นผู้คัดท้ายเรือ ตามสโลแกนสุดคลาสสิก “ทักษิณคิด เพื่อไทยทำ”
เริ่มตั้งแต่กลางเดือน ส.ค. 2554 พิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน เป็นหัวหอกเสนอให้นำเงินทุนสำรองระหว่างประเทศมาจัดตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งเพื่อลงทุนซื้อบ่อน้ำมัน ต่อมาวันที่ 31 ส.ค. 2554 ธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล อดีต รมว.คลัง เข้าหารือกับ ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และให้การบ้านกับ ธปท. 4 ข้อ
โดย 1 ในการบ้านที่ต้องทำให้เสร็จภายใน 1 เดือน คือ การแยกทุนสำรองระหว่างประเทศบางส่วนมาจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง ซึ่งจะสร้างโอกาสในการลงทุนให้ได้มากขึ้น
เมื่อถูกคัดค้านหนัก ยิ่งลักษณ์ สั่งถอยการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติ
ขณะที่ กิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.พาณิชย์ ในช่วงนั้น บอกว่าไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำในตอนนั้น แต่จนถึงวันนี้จุดยืนของ กิตติรัตน์ ไม่เปลี่ยน กิตติรัตน์ เสนอว่า ควรศึกษาเรื่องการนำเงินทุนสำรองบางส่วนมารองรับการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2 ล้านล้านบาท
ต่างจาก ธีระชัย ที่บอกว่า ในอีก 2 ปีหลังพ้นตำแหน่ง รมว.คลัง ว่า “การจัดตั้งกองทุนมั่งคั่งเป็นแนวคิดที่อันตรายมาก”
นั่นเพราะการนำทุนสำรองมาตั้งเป็นกองทุนความมั่งคั่งและนำเงินไปลงทุนถือว่ามีความเสี่ยง เช่น ปี 2551 ดูไบเวิลด์ ที่ทำหน้าที่บริหารกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐดูไบ และนำเงินไปลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ แต่ขาดทุนจนตกอยู่ในสถานะมีหนี้สิน 5,900 ล้านเหรียญสหรัฐ อันเป็นผลจากวิกฤตซับไพร์มสหรัฐ จนต้องประกาศพักชำระหนี้ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐอย่างน้อย 6 เดือนในขณะนั้น ทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยที่มีอยู่เพียง 1.7 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ก็เป็นข้อจำกัดในตัวเอง การเจียดเงินมาจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งเป็นไปได้ยากในยามนี้
เพราะ 1.ต้องกันทุนสำรองไว้เพื่อชำระมูลค่าสินค้าที่นำเข้า 36 เดือน หรือ 5 หมื่น1 แสนล้านเหรียญสหรัฐ 2.ต้องกันเงินทุนสำรองที่ใช้หนุนหลักพันธบัตรไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และ 3.ต้องกันทุนสำรองที่มีภาระผูกพัน เช่น กองทุนริเริ่มเชียงใหม่ 9,000 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยเฉพาะในสถานการณ์การเงินโลกที่มีความผันผวนหนักและไม่ปกติ
ธปท.จำเป็นต้องมีเงินทุนสำรองมากพอที่จะรับมือกับการเคลื่อนย้ายเงินทุนที่รวดเร็วและรุนแรง เพราะไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่มีความเสี่ยงสูงต่อการถูกโจมตีค่าเงิน เช่น การโจมตีค่าเงินในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 และในเดือน ธ.ค. 2549 ที่ไทยถูกโจมตีค่าเงินจนต้องออกมาตรการกันสำรอง 30%
ผ่องเพ็ญ เรืองวีรยุทธ รองผู้ว่าการด้านเสถียรภาพการเงิน ธปท. ระบุว่า สถานการณ์ไม่เปิดให้เรามีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น จึงไม่ควรจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง แต่ควรเก็บกระสุนไว้ดูแลเศรษฐกิจ
“เราไม่ควรทำอะไรที่เป็นความเสี่ยง เหมือนกับกดตัวเองให้หลังพิงฝา” ผ่องเพ็ญ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า ดร.โกร่งวีรพงษ์ รามางกูร อดีตประธานธนาคารแห่งประเทศไทย เป็นหนึ่งในผู้ที่สนับสนุนแนวคิดการบริหารทุนสำรองให้ได้ผลตอบแทนเพิ่มขึ้น เพื่อลดภาระขาดทุนสะสมของ ธปท. และก่อนอำลาตำแหน่งประธานบอร์ดแบงก์ชาติ ดร.โกร่ง บอกว่า กองทุนความมั่งคั่งเป็นเรื่องที่ต้องสานต่อ
กระทั่งมรดกความคิดการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งจะถูกปัดฝุ่นเป็นรอบที่ 3 ต้นเดือน ต.ค. 2556 ในยุค อำพน กิตติอำพน เลขาธิการ คณะรัฐมนตรี เป็นประธานบอร์ด ธปท. และมีเวลาเหลือในตำแหน่ง 1 ปี 10 เดือน
อำพน เสนอให้นำทุนสำรองส่วนเกินไปลงทุนในคอนเซปต์เดียวกับกองทุนความมั่งคั่งภายใต้ชื่อ “กองทุนโอกาสใหม่” (New Opportunity Fund : NOF) แต่กูรูเศรษฐศาสตร์ และนักคิดจากหลายฝ่ายคัดค้านไม่เห็นด้วยเช่นที่ผ่านมา
“2 อาทิตย์ที่ผ่านมา ผมถูกด่า แต่ผมก็นิ่ง และทนไว้ ไม่พูดอะไร เพราะภาพผมมันไม่ดี” อำพน ตัดพ้อในการให้สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 22 ต.ค.ที่ผ่านมา
พร้อมระบุว่า “ทุกคนมองผมเหมือนเป็นคนโง่ แต่ขอบอกว่าวันนี้เรื่องของกองทุนมั่งคั่งเป็นสิ่งที่พวกคุณตั้งกันขึ้นมาเอง แล้วก็มาด่าผม และทั้งหมดที่ศึกษากันอยู่นี้ อย่ามุ่งไปที่กองทุนมั่งคั่ง เพราะทุนสำรองไม่ใช่เงินที่จะใช้สร้างรายได้ วัตถุประสงค์ทุนสำรองก็บอกชัดเจนว่ามีไว้เพื่อสำรอง การนำเงินทุนสำรองไปทำอะไร ต้องเสี่ยงน้อยที่สุด”
เรียกว่า อำพน ก็ต้องถอยสุดซอยเหมือนกัน กับการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่ง
ล่าสุดมีกระแสข่าวว่า ธปท.ได้ตกลงกับกระทรวงการคลัง ว่า จะนำเงินทุนสำรอง 5,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ไปลงทุนในตราสารหนี้ที่ให้ผลตอบแทนสูง และโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท
ทว่าวันถัดมา ไพบูลย์ กิตติศรีกังวาน ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธปท. ชี้แจงว่า เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ เพราะหน้าที่หลักของเงินทุนสำรองประเทศมีไว้เพื่อรองรับการขาดดุลชำระเงินและดูแลความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนเท่านั้น ขณะที่การนำไปลงทุนตราสารหนี้และลงทุนโครงสร้างพื้นฐานอยู่นอกเหนือบทบาทของการใช้เงินทุนสำรองระหว่างประเทศ
ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า มีมรดกความคิด พ.ต.ท.ทักษิณ เรื่องการล้วงเงินทุนสำรองฯมาจัดตั้งเป็นกองทุนเพื่อความมั่นคั่งที่ยังเป็นความฝัน แต่ตราบใดพ.ต.ท.ทักษิณ มีอำนาจสั่งการรัฐบาล คงจะได้เห็นความพยายามในการปัดฝุ่นเรื่องจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งออกมาให้เห็นอย่างต่อเนื่อง แต่คงจะไม่ใช่ในห้วงเวลาอันใกล้นี้อย่างแน่นอน
เพราะการล้วงทุนสำรองระหว่างประเทศมาลงทุนหรือจัดตั้งกองทุนความมั่นคงเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและเรียกแขก เรียกม็อบ ได้ไม่แพ้ร่างกฎหมายร้อนที่ สส.พรรคเพื่อไทย เร่งเสนอเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรขณะนี้
โดยเฉพาะร่างกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง สุดซอย ล้างโทษ ล้างทุจริต ที่จะเสนอเข้าสู่สภาในวันที่ 31 ต.ค.
ขณะที่สถานการณ์ที่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีอยู่ในภาวะที่ผู้คนเสื่อมศรัทธาจากภาวะเศรษฐกิจที่รัดตัว ราคาสินค้าพุ่งพรวด การทุ่มเงินไปในโครงการประชานิยมที่ทำให้รัฐบาลต้องขาดทุนมหาศาล เช่น โครงการรับจำนำข้าวปีละไม่ต่ำกว่า 2 แสนล้านบาท กระทั่งการส่งออกทั้งปีที่คาดว่าจะโตได้แค่ 1% ส่งผลให้เศรษฐกิจไทยอยู่ในภาวะฝืดเคืองหนัก
การรื้อฟื้นความคิดในการนำเงินทุนสำรองฯ มาจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งจึงอยู่ในช่วงพักรบชั่วคราว
แต่กระนั้น การจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งที่อยู่ในช่วงฟักตัวอ่อนๆ จะถูกผลักดันขึ้นกันอีกครั้ง โดยเฉพาะการใช้เป็นแหล่งเงินทุนโครงการลงทุน 2 ล้านล้านบาท เมื่อสถานการณ์ของรัฐบาลดีขึ้นหรือรัฐบาลเลือกยุบสภาล้างไพ่เลือกตั้งใหม่และได้กลับมาเป็นรัฐบาล ก็คงมีการหยิบยกกองทุนความมั่งคั่งมาถกอีกรอบ
ที่สำคัญ วันนี้พรรคเพื่อไทยมีศักยภาพที่จะมาเป็นรัฐบาลในสมัยหน้า
“การผ่านกฎหมายนิรโทษกรรมล้างผิด ล้างโทษทุจริต ต้องดูวันต่อวัน ถ้าสังคมวุ่นวายเขาอาจเลือกยุบสภา ถ้าเลือกตั้งใหม่เพื่อไทยก็มีโอกาสได้เป็นรัฐบาลอีก แม้คะแนนนิยมจะลดลงบ้าง แต่โดยรวมคนยังพอใจ แต่ผมมองว่าเขาคงประคองไว้ เพราะการเลือกตั้งใช้เงินสูง”สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ นักวิชาการแห่งสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ระบุ
ยิ่งมองเรื่องกระสุนต้องถือว่าพรรคเพื่อไทยมีกระสุนเต็มกระเป๋า เช่นวันนี้คนในวงการค้าข้าวระบุว่า “วันนี้เขาหาได้ครบแล้ว” ท่ามกลางกระแสข่าวกระสานซ่านเซ็นมาว่า มีการตุนเงินในเซฟไว้ไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นล้านบาท ที่พร้อมใช้ทันทีที่มีการยุบสภาเลือกตั้งใหม่
เมื่อเหตุการณ์เป็นดังนี้ การถกเถียงเรื่องกองทุนเพื่อความมั่งคั่งจะอยู่บนหน้าสื่อไปอีกนาน







