posttoday
ก้นเหวของยุโรป

ก้นเหวของยุโรป

31 ตุลาคม 2556

สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวใหญ่จากยุโรปเรื่องสเปนหลุดพ้นจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผู้นำยุโรปหลายประเทศถือโอกาสออกมาให้ข่าวว่าวิกฤตของยุโรปได้คลี่คลายลงมากแล้ว ยุโรปกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง

สัปดาห์ที่แล้วมีข่าวใหญ่จากยุโรปเรื่องสเปนหลุดพ้นจากสภาวะเศรษฐกิจถดถอย ผู้นำยุโรปหลายประเทศถือโอกาสออกมาให้ข่าวว่าวิกฤตของยุโรปได้คลี่คลายลงมากแล้ว ยุโรปกำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างมั่นคงอีกครั้งหนึ่ง

ที่จริงความสดใสเริ่มมาหลายเดือนแล้ว เห็นได้ทั้งในตลาดหุ้นและตลาดแลกเปลี่ยน โดยในตลาดหุ้นดัชนีหลักๆ ไต่ตัวอย่างรวดเร็ว จนปัจจุบันอยู่ในระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี แต่ถึงกระนั้นนักวิเคราะห์ก็ยังบอกว่าไม่แพง เพราะพีอียังไม่ถึง 15 เท่า ต่ำกว่าในสหรัฐ ญี่ปุ่น และอีกหลายๆ ประเทศ

ส่วนในตลาดแลกเปลี่ยน ค่าเงินยูโรก็แข็งขึ้นเร็วมาก ภายในไม่กี่เดือนจากยูโรละไม่ถึง 1.30 เป็นเกือบ 1.40 เหรียญสหรัฐแล้ว และแข็งขึ้นประมาณยูโรละ 5 บาท จากระดับ 37.50 เป็น 42.50 บาทในปัจจุบัน

หากเจาะลึกลงไปเราจะเห็นตัวเลขบางตัวของสเปนมีแนวโน้มดีขึ้นจริง ที่สำคัญคือการขาดดุลการคลัง ซึ่งเคยสูงกว่า 11% ของจีดีพีเมื่อ 4 ปีก่อน ปัจจุบันลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว โดยรัฐบาลได้แสดงความกล้าหาญในการตัดลดงบประมาณและขึ้นภาษี ในขณะที่ต้องอดทนต่อการออกมาชุมนุมประท้วงบนท้องถนนของกลุ่มคนที่ตกงานและสูญเสียรายได้ต่างๆ

การส่งออกก็ฟื้นขึ้นมาบ้าง โดยในครึ่งแรกของปีนี้ขยายตัวประมาณ 8% และในเดือน ส.ค. สูงขึ้นจากปีก่อน 3.8%

ตลาดทุนสะท้อนความมั่นใจว่าสเปนจะมีความสามารถในการชำระหนี้ดีขึ้น โดยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ผลตอบแทนที่เคยขึ้นไปสูงสุดถึง 7.75% ล่าสุดลดลงเหลือ 4.15% เท่านั้น

หากต้นทุนในการกู้ยืมลดลงได้ ภาระทางการคลังก็จะเบาลง

ตัวช่วยที่สำคัญที่สุดของสเปนและของประเทศอื่นๆ ที่มีปัญหาในยุโรป คือธนาคารกลางยุโรป หรืออีซีบี ภายใต้การนำของผู้ว่าการชาวอิตาเลียน ซึ่งประกาศว่าจะทำทุกวิถีทางเพื่อรักษายูโรโซนไว้ และจะยอมทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้เศรษฐกิจยุโรปฟื้น

อีซีบียุคนี้ยอมอัดฉีดผ่านระบบธนาคารแบบไม่จำกัดปริมาณ จนขนาดของงบดุลโตขึ้นมาใกล้เคียงกับของธนาคารกลางสหรัฐ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการทำคิวอีรอบที่ 3

แต่ถึงกระนั้น หลายคนยังมองการหลุดจากความถดถอยของสเปนอย่างกึ่งไม่เชื่อถือและกึ่งสมเพช เพราะตัวเลขไตรมาส 3 สูงขึ้นจากไตรมาส 2 เพียง 0.1% หรือเป็นเศษทศนิยมที่ต่ำที่สุดเท่าที่จะประกาศได้ ทำให้เกิดข้อกังขาว่าภาครัฐของสเปนอาจต้องพยายามอย่างสุดความสามารถกว่าจะเค้นตัวเลขที่ไม่ติดลบออกมาได้

ความสำคัญของตัวเลขบวกเพียง 0.1% ทำให้ได้ชื่อว่าหลุดพ้นเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งต่อเนื่องกันมา 9 ไตรมาส

หากดูจากตัวเลขประมาณการปีนี้ทั้งปี เศรษฐกิจสเปนจะยังหดตัวจากปีก่อนประมาณ 1.2%

อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดอย่างแท้จริงของสเปนคือการว่างงาน ซึ่งอัตราว่างงานล่าสุด แม้ว่าจะลดลงมา 2 ไตรมาสติดต่อกัน แต่ก็ยังอยู่ในระดับสูงลิ่วถึง 26% จากระดับสูงสุดในเดือน เม.ย. ที่ 27%

ในหมู่คนหนุ่มสาวที่เพิ่งพ้นจากวัยเรียน และก้าวเข้าสู่ตลาดแรงงานเป็นครั้งแรก อัตราการว่างงานของกลุ่มนี้สูงถึงประมาณ 50%

บัณฑิตจบใหม่ อย่าว่าแต่จะได้เริ่มต้นอาชีพการทำงานในสาขาที่ร่ำเรียนมา ส่วนใหญ่ขอเพียงให้มีงานทำ แค่ได้ยืนขายแฮมเบอร์เกอร์และทำความสะอาดห้องน้ำในร้านแมคโดนัลด์ก็ยังดี

กว่า 2 ใน 3 ของหนุ่มสาวเหล่านี้ พร้อมจะย้ายถิ่นฐานไปอยู่ต่างประเทศถ้ามีงานให้ทำ

สภาพแบบนี้ต้องถือว่าน่าหดหู่ มองไปในอนาคต ผมนึกภาพไม่ออกว่าจะต้องใช้เวลาอีกกี่ปี กว่าตลาดแรงงานสเปนจะกลับไปสู่สภาพปกติ เช่น มีอัตราการว่างงาน 57%

หรืออาจต้องตั้งคำถามในอีกมุมมองหนึ่งว่า อีกนานเท่าไร เศรษฐกิจสเปนจึงจะกลับมามีความสามารถในการแข่งขัน

ผมตอบได้โดยเกือบไม่ต้องเสียเวลาคิดว่า ภายใต้ระบบปัจจุบัน แทบจะเป็นไปไม่ได้เลย

ที่เป็นเช่นนี้เพราะการแก้ปัญหาของยุโรปที่ผ่านมา เป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องเป็นหลัก ไม่ได้แก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำในเรื่องความสามารถในการแข่งขันภายในยูโรโซนด้วยกันเอง

ในระยะสั้น เมื่ออีซีบียอมอัดฉีดแบบไม่จำกัด ปัญหาสภาพคล่องก็ลดลงหรือหายไป เช่นที่เกิดขึ้นในขณะนี้

แต่ภายในยูโรโซนเอง ในขณะที่บางประเทศ เช่น เยอรมนี ยังแข่งขันได้สบาย และยังสะสมการเกินดุล ประเทศที่มีปัญหา เช่น สเปน โปรตุเกส และกรีซ ก็อาจจะยังต้องขาดดุลต่อไป เพื่อเฉลี่ยให้ทั้งยูโรโซนอยู่ในความสมดุล

ที่บอกว่ายุโรปหยุดถดถอยแล้ว เป็นเพียงการสร้างภาพว่าได้ผ่านจุดต่ำสุดแล้ว แต่ยังไม่มีคำตอบว่า ประเทศที่มีปัญหาจะไต่พ้นขอบเหวได้อย่างไร

สำหรับผม เศรษฐกิจยุโรปยังไปไม่ถึงก้นเหวจริง ซึ่งอยู่ลึกลงไปอีกมาก

ปัญหาที่เกิดจากนโยบายที่ผิดพลาดในอดีตของหลายประเทศ ทำให้ความสามารถในการแข่งขันแตกต่างกันไปในปัจจุบัน นี่แหละคือสาเหตุที่แท้จริงของวิกฤตครั้งนี้

ปัญหานี้แก้ไขได้ยาก ถึงจะทำได้ก็ต้องใช้เวลานานเกินรอ ตราบใดที่ยังใช้สกุลเงินร่วมกัน

ผมยังเชื่อว่า ในที่สุดยูโรโซนหนีไม่พ้นที่จะต้องแตกสลาย แต่ละประเทศต่างกลับไปใช้สกุลเงินของตัวเอง ที่ค่าเงินสามารถปรับเปลี่ยนได้ตามความจำเป็น และตามขีดความสามารถในการแข่งขันในแต่ละขณะ

คงต้องถึงเวลานั้น กว่ายุโรปจะก้าวพ้นก้นเหวอย่างแท้จริง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท