
แถลงการณ์หยุดบิดเบือนกฏหมายนิรโทษกรรม
พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมกำลังสร้างวิกฤตที่อาจจะนำหายนะมาสู่สังคมไทย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตย อันเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักวิชาการทั่วประเทศ ที่ได้ช่วยเสนอทางออกให้แก่สังคมในวิกฤตต่างๆ มาหลายครั้งแล้ว ได้วิเคราะห์ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เห็นว่าสังคมไทยทุกภาคส่วนควรจะต้องร่วมกันแก้ไขวิกฤตดังกล่าวดังนี้
พระราชบัญญัตินิรโทษกรรมกำลังสร้างวิกฤตที่อาจจะนำหายนะมาสู่สังคมไทย เครือข่ายนักวิชาการเพื่อประชาธิปไตย อันเป็นการรวมตัวกันของกลุ่มนักวิชาการทั่วประเทศ ที่ได้ช่วยเสนอทางออกให้แก่สังคมในวิกฤตต่างๆ มาหลายครั้งแล้ว ได้วิเคราะห์ปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในขณะนี้ เห็นว่าสังคมไทยทุกภาคส่วนควรจะต้องร่วมกันแก้ไขวิกฤตดังกล่าวดังนี้
หนึ่ง รัฐบาลคือเจ้าภาพหลักที่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบ ด้วยเป็นหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญและวิสัยทางการเมืองการปกครอง อีกทั้งรัฐบาลนี้ก็ได้นำเสนอเป็นนโยบายมาตั้งแต่ที่ได้หาเสียงเลือกตั้ง ร่วมกับที่ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา นั่นก็คือนโยบายที่จะสร้างความปรองดอง แต่รัฐบาลก็ไม่ได้ดำเนินการอย่างจริงจังในเรื่องนี้ กลับปล่อยให้เป็นเรื่องของรัฐสภา ที่ความจริงรัฐบาลก็คุมเสียงข้างมาก แต่ก็ได้ปล่อยให้ปัญหาได้สั่งสมมาถึงขนาดนี้ รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขให้ปัญหานี้ยุติโดยเร็ว เช่น ขอให้ สส.ของรัฐบาลถอน พ.ร.บ.นี้เสียก่อน แล้วไปเริ่มกระบวนการสร้างความปรองดองทางเศรษฐกิจและสังคม เพื่อดึงมาสู่การสร้างความปรองดองทางการเมืองต่อไป
สอง พรรคการเมืองและนักการเมืองที่แตกแยกกันอยู่ ที่ต่างก็มีมวลชนเป็นแนวร่วมจำนวนมาก ต้องไม่นำมวลชนออกมาเผชิญหน้ากัน การชุมนุมต้องเป็นไปอย่างสงบสันติ สร้างความรู้ ใช้เหตุผล และมองอนาคตของชาติร่วมกัน รวมทั้งมวลชนของภาคประชาชนกลุ่มต่างๆ ก็ควรจะมีวิจารณญาณแยกแยะผลประโยชน์ของชาติออกจากผลประโยชน์ของนักการเมือง ไม่สนับสนุนกับการเอาแพ้เอาชนะของนักการเมืองที่ใช้ประชาชนและความหายนะของชาติเป็นสะพานทอดไปเสวยสุข ซึ่งอำนาจและความมั่งคั่ง รวมทั้งการอยู่เหนือกฎหมายโดยใช้เสียงข้างมาก
สาม ภาคเศรษฐกิจและสังคม ทั้งภาครัฐและเอกชน ร่วมกับท้องถิ่น ภาคประชาสังคม และกลุ่มองค์กรประชาชน จะต้องเตรียมพร้อมหากรัฐบาลไม่แสดงความรับผิดชอบเข้าแก้ไขปัญหา ทั้งนักการเมืองและรัฐสภาก็ไม่สนใจที่จะคลี่คลายวิกฤต กระทั่งสุ่มเสี่ยงต่อการล่มสลายของระบบรัฐสภาและรัฐบาลในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะโดยกลุ่มอำนาจหรือกลุ่มมวลชน องค์กรในภาคส่วนต่างๆ ที่กล่าวมาข้างต้นจะต้องยับยั้งและต่อต้านการกระทำการดังกล่าวในแนวทางสันติ ได้แก่ การไม่ยอมรับและป้องกันไม่ให้การใช้อำนาจนอกรัฐธรรมนูญเช่นนั้นบังเกิดขึ้น
ประเทศไทยมีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดี แม้ว่าจะมีวิกฤตทางการเมืองมาหลายครั้งก็ยังสามารถกลับฟื้นและพัฒนาประเทศมาได้อย่างต่อเนื่อง ปัจจัยานุภาพที่สำคัญประการหนึ่งก็คือ ความรัก ความสามัคคี และความเอื้ออาทร ที่เรามีต่อกันมาอย่างยั่งยืน การนิรโทษกรรมโดยการฝืนความรู้สึกของคนจำนวนมาก รังแต่จะทำให้ความแตกแยกในบ้านเมืองจะเพิ่มขึ้น การดับวิกฤตครั้งนี้จึงควรทำที่ต้นตอ คือต้องถอนหรือยับยั้ง พ.ร.บ.ฉบับนี้เสียก่อน แล้วไปเริ่มต้นกระบวนการสร้างความปรองดองด้วยปัจจัยานุภาพที่มีอยู่ในสังคมไทยนั้นต่อไป
ขณะที่นักวิชาการกลุ่มมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน นำโดย สมชาย ปรีชาศิลปกุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน ได้ออกแถลงการณ์ เรื่อง “หยุดการบิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรม หยุดการตระบัดสัตย์ของพรรคเพื่อไทย” เช่นกัน โดยแถลงการณ์ระบุว่า
การแก้ไขกฎหมายนิรโทษกรรมที่กำลังบังเกิดขึ้นภายใต้การสนับสนุนของพรรคเพื่อไทย นับว่าเป็นการกระทำที่ “บิดเบือน” ต่อหลักการสำคัญของกฎหมายนิรโทษกรรมที่ได้มีการนำเสนอไว้ในวาระแรกอย่างแจ้งชัด ความเร่งรีบต่อการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวก็ยิ่งเป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษอันบิดเบี้ยวฉบับนี้อย่างไม่อาจปฏิเสธ
กฎหมายนิรโทษกรรมเป็นส่วนหนึ่งที่มีความจำเป็นอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่ประเด็นสำคัญของกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งพอจะเป็นที่ยอมรับกันได้อย่างกว้างขวางในชั้นต้นก็คือ การนิรโทษกรรมให้แก่บรรดามวลชนที่เข้าร่วมการชุมนุม ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใดหรือสีใดก็ตาม ซึ่งก็ได้เป็นส่วนสำคัญของร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่เสนอในวาระแรก โดย สส.ของพรรคเพื่อไทยเอง รวมทั้งการยืนยันว่าจะไม่มีการนิรโทษกรรมให้แก่บรรดาผู้นำ ผู้สั่งการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ที่ได้กระทำความผิดอย่างรุนแรงต่อการทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตของประชาชนขึ้น อย่างไรก็ตาม เมื่อมาสู่การพิจารณาในวาระที่สอง พรรคเพื่อไทยก็ได้ปฏิบัติการ “ตระบัดสัตย์” ต่อหลักการที่นำเสนอมา
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังต่อไปนี้
ประการแรก การออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่ง ซึ่งทำให้บุคคลทุกฝ่ายพ้นไปจากความผิด จะเป็นการกระทำที่ทำให้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นในสังคมไทยถูกซุกเข้าไปอยู่ใต้พรมอีกครั้งหนึ่ง นอกจากจะทำให้บุคคลซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับความรุนแรงไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามสามารถลอยนวลไปจากความผิดแล้ว สังคมไทยจะไม่ได้เรียนรู้ว่าความรุนแรงที่เกิดขึ้นในห้วงเวลาที่ผ่านมาบังเกิดขึ้นได้อย่างไร และโดยกระบวนการอย่างไร และใครบ้างที่ควรจะเป็นผู้รับผิดชอบ อันจะเป็นประเด็นสำคัญต่อการทำความเข้าใจและนำไปสู่การพยายามป้องกันไม่ให้ความรุนแรงได้บังเกิดซ้ำรอยขึ้นอีกในอนาคต
ประการที่สอง แม้กฎหมายนิรโทษกรรมอยู่ในอำนาจทางการเมืองของฝ่ายนิติบัญญัติก็ตาม แต่การใช้อำนาจในทางการเมืองก็ต้องตระหนักถึงผลกระทบที่จะติดตามมาจากการใช้อำนาจดังกล่าว ซึ่งกรณีการบิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรมโดยพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นที่ประจักษ์อย่างชัดเจนว่ากำลังสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง ไม่เพียงการไม่เห็นด้วยในหมู่ญาติของผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์ บรรดาแกนนำหรือนักการเมืองฝ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก็ต่างพร้อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาคดีเพื่อให้ความจริงปรากฏ ความพยายามในการออกกฎหมายนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งของพรรคเพื่อไทย จึงไม่อาจถูกมองไปเป็นอย่างอื่นได้นอกจากการมุ่งรับใช้ “นายใหญ่” แบบไม่ลืมหูลืมตา กระทั่งไม่สนใจว่าการกระทำในลักษณะดังกล่าวจะสร้างผลเสียเกิดขึ้นมากน้อยเพียงใด
ประการที่สาม แม้ว่าฝ่ายเสื้อแดงจำนวนหนึ่งอาจไม่อยากแสดงความขัดแย้งต่อพรรคเพื่อไทย เนื่องจากมีความเห็นว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพันธมิตรกับฝ่ายตนเองมากกว่าพรรคการเมืองอื่นๆ แต่ต้องพึงตระหนักว่าการจะสัมพันธ์กับพรรคการเมืองไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองใดๆ ก็ตาม พรรคการเมืองก็จะต้องรับฟังความคิดเห็นและความต้องการของบุคคลผู้ซึ่งเป็นฐานเสียงของพรรค หากพรรคการเมืองใดตัดสินใจดำเนินนโยบายของตนไป โดยเห็นแก่ผู้มีอำนาจภายในพรรคและไม่เห็นหัวฐานเสียงของพรรค ก็ไม่มีความจำเป็นใดที่จะต้องให้การสนับสนุนพรรคดังกล่าวต่อไป
มวลชนคนเสื้อแดงควรต้องตระหนักว่าพรรคเพื่อไทยก็จะอยู่ในภาวะเฉกเช่นเดียวกันกับพรรคการเมืองอื่นๆ หากยังคงดำเนินการไปในลักษณะที่ไม่ได้ให้ความสำคัญต่อเสียงเรียกร้องที่ได้บังเกิดขึ้น ทั้งต้องตระหนักว่าการปกป้องระบอบประชาธิปไตยไม่ใช่การปกป้องพรรคเพื่อไทย หากมวลชนคนเสื้อแดงไม่สามารถกดดันให้พรรคเพื่อไทยทำการแก้ไขกฎหมายนิรโทษกรรมได้ ก็แสดงให้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยก็พร้อมจะทิ้งกลุ่มที่เป็นมวลชนของพรรคไปได้อย่างง่ายดายเช่นกัน พรรคการเมืองเช่นนี้ย่อมไม่สามารถฝากความหวังต่อการพัฒนาประชาธิปไตยต่อไปได้อย่างแน่นอน
มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่ตระหนักถึงความจำเป็นของการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ได้ร่วมกันกดดันและปฏิบัติการเพื่อยุติการบิดเบือนกฎหมายนิรโทษกรรมและการตระบัดสัตย์ของพรรคเพื่อไทย ด้วยการแสดงความเห็นคัดค้านและถอนตัวจากการมีส่วนเกี่ยวข้องกับพรรคเพื่อไทย เพื่อเป็นการแสดงถึง “อำนาจ” ของประชาชนในการกำกับนโยบายและทิศทางของพรรคการเมือง ทั้งนี้ จะไม่เพียงเป็นการสั่งสอนพรรคเพื่อไทยเท่านั้น หากยังจะเป็นบทเรียนให้กับพรรคการเมืองอื่นๆ ได้ตระหนักต่อไปถึงความสำคัญของประชาชนที่มีต่อพรรคการเมืองต่อไปในวันข้างหน้า







