
ปูนใหญ่หั่นเป้ายอดขายปีนี้
หลังต้นปีเพิ่มเป็น4.37แสนล้านบาทเหตุน้ำท่วม-ค่าเงินผันผวนปิโตรปิดซ่อม
หลังต้นปีเพิ่มเป็น4.37แสนล้านบาทเหตุน้ำท่วม-ค่าเงินผันผวนปิโตรปิดซ่อม
ปูนใหญ่ หั่นเป้ายอดขายรวมปีนี้ หลังปัจจัยลบรุมเร้า ทั้งน้ำท่วม ค่าเงินผันผวน ปิดซ่อมโรงงานปิโตรเคมี
นายกานต์ ตระกูลฮุน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย หรือเอสซีจี เปิดเผยว่า รายได้รวมปีนี้ที่ตั้งเป้าไว้ 4.37 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเป้าที่ขยับเพิ่มขึ้นจากเมื่อต้นปีที่ตั้งไว้ 4.35 แสนล้านบาท จะไม่เป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยลบหลายด้าน เช่น น้ำท่วมในประเทศปีนี้ที่กระทบตลาดภาคตะวันออกและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ปัจจัยจากค่าเงินบาทไทย ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียค่อนข้างผันผวน รวมไปถึงการปิดโรงงานปิโตรเคมีคอล ที่ต้องปิดปรับปรุงนานถึง 45 วัน ที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด จ.ระยอง
อย่างไรก็ตามมั่นใจว่ายอดขายทั้งปีนี้ จะไม่ต่ำกว่า 4.3 แสนล้านบาทแน่นอน และเชื่อว่ากําไรจะยังเติบโตได้ดี เนื่องจากบริษัทมีการลดต้นทุนในหลายรายการ ทําให้อัตรากําไรดีขึ้น โดยประเมินว่าในปีหน้ารายได้จากการขายจะเติบโตดีกว่าปีนี้ เนื่องจากจะมีโครงการก่อสร้างทั้งภาครัฐและเอกชนเป็นจํานวนมาก ปีหน้าบริษัทจะมีกําลังการผลิตปูนซีเมนต์กว่า 28 ล้านตันจากปัจจุบันอยู่ที่ระดับ 25 ล้านตัน ขณะที่ธุรกิจกระดาษเริ่มดีขึ้น รวมถึงธุรกิจปิโตรเคมีมีแนวโน้มการฟื้นตัวชัดเจน
ทั้งนี้ คาดว่าปริมาณการใช้ปูนซีเมนต์ในปีนี้ทั้งปีจะเติบโต 57% จากปีก่อน เดิมคาดว่าจะเติบโต 7% โดยในครึ่งปีหลังนี้ ได้รับปัจจัยกดดันจากประเด็นน้ำท่วม ทําให้ภาคการก่อสร้างชะลอตัวลง ซึ่งในช่วง 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดปูนซีเมนต์หดตัวลงไป 3% โดยคาดว่าในปีหน้าปริมาณความต้องการการใช้ปูนซีเมนต์เติบโตอย่างน้อย 4-5% จากปีนี้ ยังไม่นับรวมกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาล 2 ล้านล้านบาท ซึ่งเชื่อว่าหากโครงการดังกล่าวเริ่มดําเนินการอย่างชัดเจนแล้ว จะทําให้ปริมาณความต้องการใช้ปูนซีเมนต์มากกว่าเป้าหมายเป็นจํานวนมาก
นายกานต์ กล่าวว่า บริษัทยังคงตั้งงบลงทุน 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2561 ไว้ที่ 2.1-2.5 แสนล้านบาท โดยจะใช้ปีละประมาณ 45 หมื่นล้านบาท ซึ่งจะเน้นโครงการลงทุนใน อาทิ โรงงานผลิตปูนซีเมนต์ในอินโดนีเซีย พม่า และกัมพูชา และโครงการปิโตรเคมีคอมเพล็กซ์ในเวียดนาม รวมไปถึง การเข้าซื้อหรือควบรวมกิจการด้วย
ขณะที่ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างเจรจาควบรวมกิจการ 45 ราย โดยจะเน้นในกลุ่มประเทศอาเซียน ซึ่งมีการศึกษาธุรกิจกระดาษในประเทศอินโดนีเซีย ธุรกิจวัสดุก่อสร้างในประเทศเวียดนาม ทั้งนี้ในส่วนของเงินลงทุนจะอยู่ในงบประมาณ 5 ปีที่ตั้งไว้ประมาณ 2.1-2.5 แสนล้านบาท
สำหรับผลประกอบการไตรมาส 3 ปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขาย 1.13 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และเพิ่มขึ้น 7% เทียบไตรมาสก่อน มีกำไร 9,793 ล้านบาท เพิ่ม 53% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จากการขายของธุรกิจเคมีภัณฑ์ฟื้นตัวต่อเนื่อง ปริมาณความต้องการปูนซีเมนต์ในประเทศเพิ่มสูงขึ้น และมีกำไรจากรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำ 1,701 ล้านบาทจากการปรับมูลค่าเงินลงทุนในบริษัท สยามซานิทารีแวร์ และบริษัท สยามซานิทารีฟิตติ้งส์ และจากการขายหุ้น บริษัท โตโต้ แมนูแฟคเจอริ่ง (ประเทศไทย) ให้กับ TOTO Group ประเทศญี่ปุ่น โดยผลประกอบการ 9 เดือนแรกปี 2556 รายได้ 3.29 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% มีกำไร 28,513 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 71%จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สำหรับธุรกิจของบริษัทฯ ในอาเซียน นอกเหนือจากประเทศไทย ใน 9 เดือนแรกของปี 2556 มีรายได้จากการขาย 2.8หมื่นล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 9 ของรายได้รวม เพิ่มขึ้นร้อยละ 22 จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อน ปัจจุบัน เอสซีจีมีสินทรัพย์รวมในอาเซียน มูลค่า 6.3 หมื่นล้านบาท หรือประมาณร้อยละ 15 ของสินทรัพย์รวมของบริษัท







