
ม็อบคลั่งชาติ"ฟืนเปียก"จุดไม่ติด
พลังชาตินิยมแบบล้นเกินที่เคยสั่นคลอนรัฐบาลกำลังอ่อนกำลังไปอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นม็อบ “ฟืนเปียก ไม้ขีดด้าน” ในยุค พ.ศ.นี้
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
กระแสแรงคลั่งชาติต่อคดีพื้นที่ทับซ้อนรอบ “ปราสาทพระวิหาร” เคยสั่นคลอนรัฐบาลมาแล้วหลายสมัย ระหว่างนับถอยหลังถึงวันที่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ศาลโลก) จะมีคำตัดสิน 11 พ.ย.นี้ โจทย์ที่ว่ากลุ่มชาตินิยมยังคงมีพลังหรือไม่ และรัฐบาลควรมีแนวทางรับมืออย่างไร ยังเป็นเรื่องต้องติดตาม
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และนักประวัติศาสตร์ ฟันธงกับ “โพสต์ทูเดย์” ว่า พลังชาตินิยมแบบล้นเกินที่เคยสั่นคลอนรัฐบาลกำลังอ่อนกำลังไปอย่างเห็นได้ชัด กลายเป็นม็อบ “ฟืนเปียก ไม้ขีดด้าน” ในยุค พ.ศ.นี้
“ถ้าศาลบอกให้ทั้งสองฝ่ายไปเจรจาตกลงกันเองจะสวยที่สุด แต่ถ้าศาลตัดสินออกมาตามคำขอของกัมพูชา ทำให้กัมพูชาได้พื้นที่ทับซ้อน 4.6 ตร.กม.ไป จะมีการประท้วงโดยกลุ่มเก่าแน่นอน แต่การประท้วงนั้นจะจุดไม่ติด เพราะฟืนเปียก ไม้ขีดด้าน ยกเว้นต้องนำกรณีพระวิหารไปรวมกับกรณีอื่นอย่างนิรโทษกรรม จำนำข้าว หรือรถไฟความเร็วสูง”
ชาญวิทย์ ชี้เหตุผลว่า มาจากหลายปัจจัย เพราะนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลที่คำนึงถึงหลักสันติภาพ ประกอบกับพลวัตในสังคมไทยที่เคลื่อนไปตามสังคมโลกมากขึ้น
“ยิ่งรัฐบาลยิ่งลักษณ์ยิ่งล้มยาก เพราะความเป็นผู้หญิงและไม่พูดมากเหมือนรัฐมนตรีชายทั้งหลาย ทำให้ได้เปรียบ แม้แต่คุณสุรพงษ์ (โตวิจักษณ์ชัยกุล รมว.ต่างประเทศ) แม้ไม่ได้ถูกเทรนมาในทางการทูต เหมือน กษิต ภิรมย์ หรือ ถนัด คอมันตร์ แต่เขาเล่นนโยบายเป็น คือเป็นมิตรกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่ได้เล่นนโยบายเป็นศัตรู และยึดมั่นการเจรจา ซึ่งถือเป็นกรอบของอาเซียนและสหประชาชาติ
...อีกอย่างผมเข้าใจว่า ม.ล.วรรณวิภา (จรูญโรจน์ ผู้เชี่ยวชาญสถาบันไทยคดีศึกษา) คุณเทพมนตรี (ลิมปพยอม นักวิชาการอิสระด้านประวัติศาสตร์) ก็แตกกันหมดแล้ว พันธมิตรฯ ก็แตกกันเอง แตกกับประชาธิปัตย์ หรือคุณไชยวัฒน์ (สินสุวงศ์ แกนนำกลุ่มแนวร่วมคนไทยรักชาติรักษาแผ่นดิน) กับหม่อมวรรณวิภาก็แตกกัน และประเด็นชาตินิยมมันก็พิสูจน์มาแล้วเมื่อครั้งที่คุณสุวิทย์ คุณกิตติ หัวหน้าพรรคกิจสังคม ใช้ประเด็นเขาพระวิหารมาหาเสียงเลือกตั้ง ปรากฏว่าไม่ได้สักที่นั่ง กิจสังคมก็เจ๊งไปเลย เพราะฉะนั้น มันสะท้อนว่าประเด็นนี้จุดไม่ติด”
ปณิธาน วัฒนายากร รัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มองว่า การที่ประชาชนจะออกมาประท้วงหรือไม่อยู่ที่ว่าการบริหารจัดการหลังศาลโลกมีคำพิพากษาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้วางแนวปฏิบัติแนวทางใด ซึ่งรัฐบาลควรชี้แจงให้ชัดว่าไทยไม่ได้เสียอธิปไตยดินแดนหรือไม่ได้เสียเปรียบ แต่หาก ครม.ดำเนินการในลักษณะก้ำกึ่งเปิดช่องให้ทางกัมพูชาไปรณรงค์ แล้วมีการชุมนุมประท้วงตามมาก็อาจเกิดปัญหาเพิ่มสำหรับรัฐบาลไทย
“ศาลจะตัดสินอย่างไรตอบยาก แต่การที่ศาลอ่านคำวินิจฉัยเร็ว หลายคนประเมินว่า คดีอาจจะไม่ซับซ้อนมากนัก เพราะศาลอาจไม่ได้ใช้อำนาจในการวินิจฉัยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ดีสำหรับไทยที่ว่าศาลอาจจะไม่รื้อคดี อย่างไรก็ตาม เมื่อศาลมีคำตัดสินออกมาศาลอาจมีอำนาจในการออกคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว วางแนวทางให้กับสองประเทศเพื่อไม่ให้ใช้กำลังปะทะกัน ซึ่งปัจจุบันมีการใช้แนวทางนี้เยอะ ซึ่งเราต้องดูว่าถ้าศาลออกคำสั่งมาแล้วมันจะทำให้เราได้หรือเสียเปรียบ มันไปขีดเส้นขนาดไหน และกินที่เราขนาดไหน และ ครม.ก็จะต้องตัดสินใจวันนั้นว่าจะทำตามคำวินิจฉัยของศาลหรือไม่
...อยากให้ประชาชนรอฟังคำวินิจฉัยให้ชัดเจน และรอสรุปการตีความจากหลายฝ่ายว่าคำวินิจฉัยเป็นคุณเป็นโทษอย่างไร ถ้าเป็นโทษแล้ว ครม.ต้องทำความเข้าใจกับประชาชนว่าเป็นโทษแล้วรัฐบาลจะรับไหม เพราะจริงๆ เรามีสิทธิจะรับหรือไม่รับก็ได้ เพราะเราไม่ได้เป็นภาคีและคดีนี้ก็จบไปเเล้ว หากประชาชนไม่ยอมรับ รัฐบาลก็ต้องฟังเสียงประชาชน ไม่เช่นนั้นจะเกิดการชุมนุมประท้วงตามมา ทั้งหมดนี้ก็ขึ้นอยู่กับการตีความ ชั่งน้ำหนักในคำวินิจฉัยของรัฐบาล”







