
เอเชียตั้งรับเงินท่วมอัดฉีดคิวอีลากยาว
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
หลังเผชิญหน้ากับเหตุไม่คาดฝันอย่างการปิดหน่วยงานรัฐ (กอฟเวิร์นเมนต์ ชัตดาวน์) ต้อนรับเดือน ต.ค. ตามด้วยรายงานการจ้างงาน ตัวเลขผลผลิตภาคอุตสาหกรรม ยอดขายบ้านและความต้องการบริโภคสินค้าในเดือน ก.ย.ที่ชะลอตัวลง ส่งผลให้นักวิเคราะห์หลายสำนักเห็นตรงกันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเดินหน้าคงมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) มูลค่า 8.5 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อไปอย่างน้อยที่สุดจนถึงช่วงต้นปี 2557
เพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจของสหรัฐในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาล้วนบ่งชี้ได้ชัดเจนว่า สหรัฐยังคงอ่อนแอเกินกว่าจะยุติมาตรการกระตุ้นในขณะนี้ รวมถึงเป็นความต้องการของเฟดเองที่จะรอดูทิศทางเศรษฐกิจ ตลอดจนผลกระทบจากการปิดหน่วยงานรัฐในไตรมาสสุดท้ายของปีก่อนตัดสินใจดำเนินการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนโยบายใดๆ ต่อไป
ดังนั้น แนวโน้มข้างต้นย่อมส่งผลต่อเอเชีย หนึ่งในภูมิภาคที่ยังคงมีการเติบโตท่ามกลางเสาหลักเศรษฐกิจอย่างสหรัฐและยุโรปที่ยังซบเซา ในแง่ที่ว่า กระแสเงินปริมาณมหาศาลจะไหลท่วมกลับเข้าสู่ภูมิภาคแห่งนี้อีกครั้ง
แถมครั้งนี้ยังมีสิทธิเลวร้ายรุนแรงกว่าครั้งก่อนหน้า เมื่อประเทศเพื่อนบ้านภายในภูมิภาคเดียวกันอย่างญี่ปุ่น ประกาศใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยมาตรการคิวอีอย่างชัดเจนส่งผลให้กระแสทุนร้อนไม่ได้ไหลมาจากชาติตะวันตกแต่เพียงแหล่งเดียวเหมือนช่วงหลายสิบเดือนที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ในช่วงเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาหลังมีสัญญาณชี้ชัดแน่นอนเรื่องที่สหรัฐจะคงคิวอี โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางตัว เจเน็ต เยลเลน ซึ่งสนับสนุนมาตรการคิวอีขึ้นดำรงตำแหน่งผู้ว่าการเฟดคนใหม่ต่อจาก เบน เบอร์แนนคี ที่อยู่ครบวาระ กระแสทุนต่างชาติที่เคยไหลทะลักออกจากเอเชียในช่วงเดือน ส.ค.ก่อนหน้าจนสร้างความปั่นป่วนในตลาดให้หวาดผวาไปตามๆ กัน ก็เริ่มหวนไหลกลับเข้ามาในเอเชียอีกครั้ง
ยืนยันได้จากรายงานปริมาณทุนไหลเข้าตลาดพันธบัตรของหลายประเทศในเอเชียในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ขณะนี้อินโดนีเซียมีทุนไหลเข้าแล้ว 2,000 ล้านเหรียญสหรัฐ มาเลเซีย 3,800 ล้านเหรียญสหรัฐ ฟิลิปปินส์ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยที่ 1,400 ล้านเหรียญสหรัฐ
ด้าน อริยา ติรณะประกิจ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) เปิดเผยว่า ในเดือน ต.ค.นี้ นักลงทุนต่างชาติยังเข้ามาซื้อสุทธิในตราสารหนี้ไทยจำนวน 4.5 หมื่นล้านบาท โดยมีลักษณะแบบบางวันซื้อบางวันขาย เช่น วันที่ 29 ต.ค.นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 8,017 ล้านบาท โดยให้น้ำหนักการประชุมเฟดมากกว่าปัญหาการเมืองในประเทศ ซึ่งมักจะมีผลต่อสถาบันในประเทศที่ขายหุ้นแล้วนำเงินมาพักในตลาดตราสารหนี้
สำหรับเดือน ก.ย. นักลงทุนต่างชาติเข้ามาซื้อสุทธิประมาณ 7 หมื่นล้านบาท หลังจากไหลออกไปมากถึง 9.2 หมื่นล้านบาท เมื่อเดือน ส.ค. ขณะที่หุ้นไทยระหว่างวันที่ 129 ต.ค. ต่างประเทศซื้อสุทธิ 2,731 ล้านบาท
ขณะเดียวกัน ปริมาณทุนไหลเข้ายังสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนในตลาดอัตราแลกเปลี่ยนและความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นในเอเชีย โดยดัชนีหุ้นของหลายประเทศปรับตัวดีขึ้นที่สุดเฉลี่ยในรอบ 3 เดือนครึ่ง ขณะที่ค่าเงินส่วนใหญ่ยังแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับสกุลเงินเหรียญสหรัฐเฉลี่ยระหว่าง 0.52.9% รวมถึงค่าเงินรูเปียห์ อินโดนีเซีย และค่าเงินรูปี อินเดียที่ก่อนหน้านี้ในเดือน ส.ค.ปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างมากเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ เพราะนักลงทุนต่างขนเงินออกจากตลาดแทบทันทีที่เฟดส่งสัญญาณอาจจะชะลอคิวอี
ผู้เชี่ยวชาญหลายสำนักแสดงความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่า เมื่อพิจารณาในระยะสั้น การคงมาตรการคิวอีของเฟดน่าจะเป็นข่าวดีสำหรับประเทศในเอเชียที่ส่วนใหญ่อยู่ในฐานะกำลังพัฒนา หรือเป็นชาติเศรษฐกิจเกิดใหม่ เพราะหมายความว่ายังคงมีระยะเวลาในการเตรียมตัวเตรียมใจและเตรียมพร้อมเพื่อเดินหน้าปฏิรูประบบการเงินภายในของตนเองให้แข็งแกร่งมากเพียงพอที่จะไม่หวั่นไหว
ทว่า ในระยะยาวแล้ว การที่ไม่เพียงแต่เฟดเท่านั้นที่ใช้มาตรการคิวอี แต่ธนาคารกลางของญี่ปุ่น (บีโอเจ) ก็ขอใช้มาตรการคิวอีกระตุ้นเศรษฐกิจด้วย แถมเพิ่งจะส่งสัญญาณว่าจะใช้มาตรการผ่อนคลายทางการเงินต่อไปเพื่อให้บรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อ 2% ให้ได้ ได้กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ขัดขวางการเติบโตของนานาประเทศในภูมิภาคแห่งนี้
ทั้งนี้ เมื่อช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมาโนมูระได้ออกรายงานเตือนว่าเศรษฐกิจเอเชียต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่การเติบโตจะชะลอตัว โดยส่วนหนึ่งเป็นผลจากการไหลเข้ามาของทุนร้อนที่ ร็อบ ซับบารามัน หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ประจำภูมิภาคเอเชีย ยกเว้นญี่ปุ่น จากโนมูระ อธิบายว่า กระแสทุนที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องจะทำให้เกิดความเคยชินจนเสี่ยงต่อการเสพติด ซึ่งจะบั่นทอนพื้นฐานเศรษฐกิจที่แท้จริงของภูมิภาค เพราะทำให้รัฐบาลหลายประเทศมัวแต่มุ่งความสนใจในการทำรายได้สร้างผลกำไรมากกว่าการเดินหน้าปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง
แถลงการณ์ของโนมูระสอดคล้องกับรายงานของนักวิเคราะห์อีกหลายสำนักที่ระบุว่า ตัวเลขทางเศรษฐกิจของหลายประเทศในเอเชียที่ปรับตัวดีขึ้น ถือเป็นการเติบโตคุณภาพต่ำ เพราะเป็นแรงขับเคลื่อนจากตลาดหุ้นตลาดทุน อุตสาหกรรมหนัก และการลงทุนในภาคอสังหาริมทรัพย์กับโครงสร้างสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานเป็นหลัก
นอกจากนี้ ปัจจัยเสี่ยงสำคัญอีกประการหนึ่งที่กระแสทุนร้อนจากต่างชาติพามาด้วยก็คือภาวะเงินเฟ้อภายในภูมิภาค ที่หลายประเทศในเอเชียกำลังประสบกับปัญหาดังกล่าวจนไม่อาจขยับตัวไปได้ไหน แถมยังมีแนวโน้มจะปรับตัวสูงขึ้นจนเสี่ยงทำให้ภาคเศรษฐกิจหยุดชะงัก เพราะค่าครองชีพแพงจนกระตุ้นให้ออมมากกว่าใช้จ่ายเงิน
ขณะนี้ภาวะเงินเฟ้อของจีนปรับตัวสูงสุดในรอบ 7 เดือนในเดือน ก.ย. โดยเป็นผลมาจากราคาอาหารแพง ขณะที่ไต้หวันแตะระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน เม.ย. เงินเฟ้อฟิลิปปินส์แนะ 2.7% ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 3 เดือน และเงินเฟ้อของสิงคโปร์ได้รับการคาดการณ์ว่าจะปรับตัวเพิ่มขึ้นภายในไตรมาสสุดท้ายของปีนี้
ต้องยอมรับว่า เมื่อมีเงินปริมาณมหาศาลไหลเข้ามาในเอเชียเพื่อหวังเก็งกำไรจากตลาดที่สามารถให้ผลตอบแทนได้ง่าย เช่น ตลาดพันธบัตร ตลาดหุ้น และตลาดเงินทุน จะทำให้เกิดภาวะเงินเฟ้อได้ง่ายขึ้น
แม้เงินเฟ้อเล็กน้อยจะเป็นเรื่องดีต่อเศรษฐกิจเหมือนเช่นที่ญี่ปุ่นพยายามตั้งหน้าตั้งตาให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศถึง 2% ในขณะนี้ ทว่าเงินเฟ้อที่เพิ่มเข้ามาขณะที่ประเทศนั้นๆ ประสบกับภาวะเงินเฟ้ออยู่แล้ว ถือเป็นความเลวร้ายต่อการเติบโตเศรษฐกิจ เพราะเงินเฟ้อที่มากเกินไปซึ่งหมายรวมถึงสินค้าบริการราคาแพง จะส่งผลต่อกำลังซื้อและการใช้จ่ายของประชาชนภายในประเทศ ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อเสถียรภาพและการพัฒนาเศรษฐกิจในระยะยาว
เพราะต้องไม่ลืมว่า หนึ่งในวิธีการแก้ไขปัญหาเงินเฟ้อที่นิยมใช้กัน รวมถึงการลดทอนค่าใช้จ่าย และเพิ่มอัตราดอกเบี้ยเพื่อควบคุมไม่ให้มีปริมาณเงินอยู่ในระบบมากเกินไป ทว่าท่ามกลางเศรษฐกิจทั่วโลกที่กำลังซึมเซา และต้องการมาตรการกระตุ้นมากกว่าควบคุมรัดเข็มขัด แนวทางการแก้ภาวะเงินเฟ้อจึงขัดขวางการเติบโตอย่างไม่ต้องสงสัย
และเป็นปัจจัยท้าทายใหญ่หลวงต่อทุกประเทศในภูมิภาคเอเชียแห่งนี้ว่าจะมัวหลงดีใจกับเงินทุนที่ไหลกลับเข้ามาชั่วครู่ชั่วคราว เพราะนโยบายคิวอีหรือมุ่งสร้างพื้นฐานโครงสร้างให้แข็งแกร่งแท้จริงจนนักลงทุนทั่วโลกไม่อาจมองข้ามไม่มาลงทุนแม้จะหมดคิวอีแล้วก็ตาม







