
กลับไปอ่านคอร์นโอกาส 40 ปี 14 ตุลา (จบ)
ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ลินคอล์นต้องต่อสู้ในสมรภูมิรอบด้าน โดยเกือบจะถูก “รุกฆาต” ตั้งแต่ไม่กี่วันหลังได้รับเลือกตั้ง
ตั้งแต่ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสมัยแรกตราบจนวาระสุดท้ายของชีวิต ลินคอล์นต้องต่อสู้ในสมรภูมิรอบด้าน โดยเกือบจะถูก “รุกฆาต” ตั้งแต่ไม่กี่วันหลังได้รับเลือกตั้ง
ลินคอล์นชนะการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีครั้งแรกเมื่อวันที่ 6 พ.ย. 2403 เพียง 3 วัน หลังจากนั้นสภานิติบัญญัติแห่งมลรัฐเซาท์แคโรไลนาก็ประกาศให้มีการจัดตั้งสมัชชาแห่งรัฐ เพื่อพิจารณาเรื่องการแยกดินแดนจากสหพันธรัฐ และในวันที่ 20 ธ.ค.ปีนั้น ก็มีมติประกาศแยกตัว ตามด้วยมลรัฐมิสซิสซิปปี อะลาบามา ฟลอริดา จอร์เจีย หลุยเซียนา และเทกซัส
ลินคอล์นสาบานตัวเข้ารับตำแหน่งเมื่อวันที่ 4 มี.ค. 2404 พอตีสี่ครึ่ง วันที่ 12 เม.ย. ป้อมซัมเตอร์ที่ตั้งตระหง่านท้าทายกลุ่มแยกดินแดนในมลรัฐเซาท์แคโรไลนา ก็ยอมจำนนแก่กองทัพของฝ่ายใต้เพราะเสบียงหมด สี่วันต่อมามลรัฐส่วนใหญ่ในภาคใต้ตอนบนก็เลือกข้างทางฝ่ายแยกดินแดน เริ่มจากมลรัฐเวอร์จิเนีย ตามมาด้วยเทนเนสซี อาร์คันซอ และนอร์ทแคโรไลนา ถึงตอนนั้นลินคอล์นจึงรู้ว่าปัญหาหนักหน่วงกว่าที่คิด เพราะแม้รัฐธรรมนูญสหรัฐจะบัญญัติว่าแต่ละมลรัฐจะประกาศแยกตัวเองออกไปไม่ได้ หากไม่ได้รับการยินยอมจากมลรัฐอื่นๆ แต่หลายรัฐได้ประกาศชัดเจนไม่ยอมรับรัฐธรรมนูญของสหพันธรัฐแล้ว สงครามจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้แล้ว
ลินคอล์นเลือก จอร์จ บรินตัน แม็คเคลแลน เป็นแม่ทัพ ท่านผู้นี้มาจากตระกูลเก่าแก่ในฟิลาเดลเฟีย จบจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ และมีผลงานจนได้สมญานามว่า “นโปเลียนหนุ่ม” แต่เขาเป็นฝ่ายต่อต้านการปลดปล่อยทาสและแข็งขืนต่อคำสั่งของลินคอล์น จนทำให้ผลการรบไม่น่าพึงพอใจ ลินคอล์นเดินทางไปพบแม็คเคลแลนด้วยตนเองที่ค่ายทหาร แต่แม็คเคลแลนไม่ฟัง ซ้ำร้ายยังโต้แย้งว่า หากไม่มอบอำนาจเด็ดขาดในการบัญชาการรบให้แก่เขาและไม่ล้มเลิกแผนการเลิกทาส เขาจะไม่รบและแยกสลายกองทัพ
การยุทธ์ในสนามรบ แม่ทัพของลินคอล์นเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำหลายครั้งจนต้องมีการเปลี่ยนแม่ทัพอีก 2 ครั้ง ก็ยังพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
ลินคอล์นพยายาม “รุกทางการเมือง” โดยการร่าง “แผนการปลดปล่อยทาส” ผ่านสภานิติบัญญัติในมลรัฐเดลาแวร์ เพื่อ “จูงใจ” มิใช่ “บังคับ” ให้เจ้าของทาสเต็มใจปลดปล่อยทาสด้วยตนเอง โดยมุ่งเลิกทาสเด็กที่เกิดจากทาสที่เกิดหลังวันประกาศรัฐบัญญัติ และปลดปล่อยทาสอื่นๆ ที่มีอายุมากกว่า 35 ปี ที่เหลือจะได้เสรีภาพเมื่ออายุถึง 35 ปี โดยให้สภาคองเกรสอนุมัติจ่ายเงิน 719,200 เหรียญแก่มลรัฐเดลาแวร์ เป็นค่าใช้จ่าย ซึ่งจะยุติการมีทาสทั้งหมดในรัฐนั้นในปี 2415
ลินคอล์นเชื่อว่าถ้าทำสำเร็จจะส่งผลกระทบแก่รัฐเคนทักกี มิสซูรี และแมริแลนด์ และในที่สุดระบบทาสก็จะค่อยๆ สิ้นสุดไป ลินคอล์นเชื่อว่านี่คือกระสุนนัดเดียวที่จะยิงนกทั้งสองตัว คือชัยชนะต่อฝ่ายแยกดินแดนและระบบทาสในสหรัฐ แต่ลินคอล์นก็ผิดหวังอย่างแรง เมื่อรัฐบัญญัติดังกล่าวถูกคว่ำไปอย่างเฉียดฉิว สส.ที่ล้มรัฐบัญญัตินี้ระบุว่า ไม่มีบทบัญญัติใดในรัฐธรรมนูญที่จะให้อำนาจลินคอล์นนำเงินจากกระทรวงการคลัง “ไปซื้อทาสนิโกรเพื่อไปทำให้ทาสเหล่านั้นเป็นเสรี”
แต่ลินคอล์นไม่ยอมแพ้ เหมือนทุกครั้งที่เขาทำหน้าที่ทนายอยู่ในศาล เขาไม่ยอมถูกต้อนเข้ามุมแล้วถูกน็อก หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น เขาเริ่มหาช่องทางใหม่ ในที่สุดก็พบลู่ทางในการใช้อำนาจในฐานะประธานาธิบดีซึ่งเป็นจอมทัพออกประกาศในฐานะที่เป็น “มาตรการทางทหารที่จำเป็นและเหมาะสมในการปราบปรามการลุกฮือขึ้นสู้” โดยจำกัดใช้เฉพาะในรัฐที่แยกดินแดนเท่านั้น ประกาศให้ “ทาสทั้งปวงของพวกกบฏ” “เป็นเสรีนับจากนี้และตลอดกาล” ประกาศนี้มีพลานุภาพเป็นทั้งมาตรการทางการเมืองและการทหาร เพราะทำให้ทาสของฝ่ายแยกดินแดนทุกคนขาดแรงจูงใจในการจับอาวุธสู้กับรัฐบาล
ลินคอล์นไม่ผลีผลามในการออกประกาศนี้ โดยรัฐมนตรีว่าการต่างประเทศขอให้ชะลอการประกาศไว้จนกว่ากองทัพฝ่ายเหนือจะได้ชัยชนะในสมรภูมิสำคัญจำนวนหนึ่ง เพราะหากการรบยังก้ำกึ่งอาจถูกรัฐบาลในยุโรปแทรกแซงให้ยุติสงครามโดยให้อนุญาโตตุลาการเป็นผู้ตัดสิน ลินคอล์นรอจนกองทัพได้ชัยชนะ “เล็กๆ” โดยกองทัพฝ่ายใต้ถูกตีโต้จนต้องถอยทัพข้ามแม่น้ำโปโตแมคกลับไป จึงออกประกาศดังกล่าวให้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2406 หลังจาก ร่างแล้วอ่านให้คณะรัฐมนตรีฟังครั้งแรก เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2405
ประกาศฉบับดังกล่าวมีผลสำคัญ มิใช่เพียง มีส่วนนำไปสู่ชัยชนะในสงครามกลางเมืองในเวลาต่อมาเท่านั้น แต่นักประวัติศาสตร์ประเมินในเวลาต่อมาว่า “มันเป็นการกระทำอันยิ่งใหญ่ในศตวรรษแห่งการปลดปล่อยของลัทธิเสรีนิยม”
อย่างไรก็ดี ประกาศฉบับนั้นมิได้ทำให้ลินคอล์นได้ชัยชนะในเวลาอันรวดเร็ว เขายังต้องเผชิญวิกฤตอีกหลายครั้งการเลือกตั้งเมื่อเดือน พ.ย. 2405 พรรครีพับลิกันพ่ายแพ้ยับเยินทั้งระดับรัฐและระดับชาติ และการเลือกตั้งประธานาธิบดีตอนปลายปี 2507 พรรคเดโมแครตตัดสินใจส่ง จอร์จ แม็คเคลแลน ซึ่งลาออกจากกองทัพลงแข่งและมีคะแนนนำตลอดตั้งแต่ต้นปี 2407 จนถึงวันที่ 3 ก.ย. ก่อนการเลือกตั้งเพียง 2 เดือน
ลินคอล์นแสดงความยิ่งใหญ่ เพราะตลอดมาเขาไม่เคยคิดจะประกาศภาวะฉุกเฉินเพื่องดเลือกตั้ง แม้คะแนนเสียงจะตกเป็นรองโดยตลอด แต่กระแสลมได้เปลี่ยนทิศอย่างกะทันหัน เมื่อประธานาธิบดีของฝ่ายใต้ตัดสินใจผิดในการแต่งตั้งแม่ทัพ จนกองทัพฝ่ายเหนือเอาชนะได้อย่างงดงาม ทำให้ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย. ลินคอล์นได้ชัยชนะอย่างถล่มทลาย
ลินคอล์นแสดงความเป็นมหาบุรุษอีกครั้ง ในการปราศรัยวันรับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่สอง แทนที่จะฮึกเหิมในชัยชนะ เขากลับมุ่งเน้นเรื่องสร้างสันติภาพและสมานฉันท์ โดย ชี้ว่ามูลเหตุแห่งสงครามมิใช่เกิดจากฝ่ายใด แต่คือระบบทาส ซึ่งแท้จริงแล้ว คือ “ปฐมบาป” ของชาติที่ “คนอเมริกันทุกคนมีความผิด” ในทัศนะของลินคอล์น พระเจ้าได้ “ให้สงครามอันโหดร้ายนี้แก่ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ จนกว่าบรรดาทรัพย์สินและความมั่งคั่งที่เพิ่มพูนขึ้นมาจากพันธนาการและแรงงานที่ทำงานตรากตรำโดยไม่มีค่าตอบแทนใดๆ กว่าสองร้อยห้าสิบปีจะจมหายไป และจนกว่าเลือดทุกหยดจากการถูกเฆี่ยนจะได้รับการชำระล้าง”
สหรัฐอเมริกาสามารถดำรงเอกภาพจนกลายเป็นชาติประชาธิปไตยที่ยิ่งใหญ่ เพราะมีมหาบุรุษอย่างอับราฮัม ลินคอล์น







