posttoday
ค่าเงินผันผวนเขย่าโลกทุบกำไรสะท้าน

ค่าเงินผันผวนเขย่าโลกทุบกำไรสะท้าน

29 ตุลาคม 2556

เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนผลกำไรให้กับภาคเอกชนทั่วโลกมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา

โดย...นันทิยา วรเพชรายุทธ

เป็นข้อเท็จจริงที่ว่า กลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ คือจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนผลกำไรให้กับภาคเอกชนทั่วโลกมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา บนหลักการของการผลิตต้นทุนต่ำ ซึ่งกลายเป็นโมเดลการเอาต์ซอร์สลดต้นทุนให้กับบริษัทข้ามชาติอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม การปรับตัวของภาคเอกชนที่ว่ากันว่ารวดเร็วแล้ว ก็ยังไม่อาจหนีพ้นแรงสั่นสะเทือนจาก “ความผันผวนของค่าเงิน” ที่กำลังเขย่าภูมิภาคฐานการผลิตเหล่านี้ และกำลังเป็นปัจจัยเสี่ยงลากยาวไปจนถึงปีหน้า ที่น่าจับตามากที่สุดอย่างหนึ่งของภาคเอกชนทั่วโลกเลยทีเดียว

เพราะแม้ว่ายอดขายในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาจะได้ผลที่น่าพึงพอใจ โดยได้รับแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวของชนชั้นกลางในหลายประเทศ เช่น จีน บราซิล และอินโดนีเซีย ทว่ายอดขายที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นนั้นกลับไม่สอดรับในแนวเดียวกันกับ “ผลกำไร”

บริษัทน้ำดำระดับโลก โคคาโคลา นับเป็นตัวอย่างอันชัดเจนของความเสียหายที่เกิดจากภาวะค่าเงินผันผวน เพราะแม้บริษัทจะสามารถเพิ่มยอดขายได้ 3% ในช่วงไตรมาส 3 และช่วยให้มีรายรับเพิ่มขึ้น 4% ทว่าเมื่อหักลบผลกระทบเรื่องค่าเงินที่สุดผันผวนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่แล้วกลับทำให้ โคคาโคลา มีรายได้สุทธิลดลงสวนทาง 3%

ความผันผวนในภูมิภาคการผลิตของโลกที่กำลังส่งผลกระทบให้เห็นกับภาคเอกชนนั้น เริ่มปรากฏชัดขึ้นตั้งแต่ช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา เมื่อเกิดกระแสทุนไหลออกจากหลายประเทศกลุ่มตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากนักลงทุนต่างเริ่มคาดการณ์กันว่าธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะเริ่มชะลอมาตรการผ่อนปรนทางการเงินเชิงปริมาณ (คิวอี) ในช่วงปลายปีนี้ ส่งผลให้ค่าเงินในหลายชาติกำลังพัฒนาดิ่งฮวบลงอย่างหนัก

ค่าเงินเรียลของบราซิล เงินแรนด์แอฟริกา ลีราตุรกี รูปีอินเดีย และรูเปียห์อินโดนีเซียนั้น ปรับตัวลงมากถึง 1 ใน 5 เมื่อเทียบกับในช่วงไตรมาสแรก หรือ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่ยังคงมีกระแสทุนนอกไหลเวียนอยู่ในประเทศเหล่านี้สูง ซึ่งการไหลออกของเงินทุนต่างชาตินั้นทำให้รัฐบาลของหลายประเทศถึงกับซวนเซ ก่อนที่จะเกิดผลกระทบตามมาต่อบรรษัทข้ามชาติในที่สุด

ภาคเอกชนที่ได้รับผลกระทบหนักนั้น ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มบริษัทสัญชาติยุโรป เนื่องจากเจอปัญหาค่าเงินผันผวนถึง 2 เด้ง ทั้งค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ที่เข้าไปตั้งโรงงานผลิตทรุดลงอย่างหนัก และค่าเงินยูโรในบ้านตัวเองที่ดีดตัวแข็งค่าขึ้นเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

เรโนลต์ บริษัทรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศสนับเป็นตัวอย่างหนึ่งที่เผชิญความผันผวนของค่าเงินเหล่านี้จนฉุดให้ยอดขายไตรมาส 3 ลดลง 3.2% หรือคิดเป็นมูลค่าถึง 439 ล้านยูโรเลย ทีเดียว เช่นเดียวกับคาสิโน กรุ๊ป กลุ่มผู้ประกอบการห้างค้าปลีกแดนน้ำหอมที่ปัญหาดังกล่าวกระทบต่อยอดขายในสัดส่วนถึง 16.5%

เห็นได้ชัดว่า ความเสี่ยงจากภาวะค่าเงินที่ผันผวนนั้น เป็นปัญหาที่ยากต่อการหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขของภาคเอกชน เพราะเป็นปัญหาที่โยงถึงภูมิศาสตร์ฐานการผลิตซึ่งมีความยืดหยุ่นต่ำ ซึ่งไม่มีใครสามารถย้ายโรงงานหนีภาวะค่าเงินผันผวนกันได้ง่ายๆ

ทว่า ที่น่าจับตายิ่งกว่านั้นก็คือ ความเสี่ยงเขย่าภาคเอกชนครั้งนี้ มีแนวโน้มที่จะลากยาวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงไตรมาสแรกของปี 2014 หรืออาจเลยไปจนถึงช่วงกลางปีเลยทีเดียว

เพราะปัจจุบันชะตากรรมของเศรษฐกิจโลกยังคงอยู่ในกำมือของเฟด ที่สามารถกำหนดทิศทางตลาดทุนโลกได้ด้วยเงินอัดฉีดซื้อคืนพันธบัตรเดือนละ 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งหากเฟดทยอยลดปริมาณการอัดฉีดลงในปีนี้ตามที่เคยส่งสัญญาณเอาไว้ ภาคเอกชนก็สามารถคาดการณ์ถึงผลกระทบระยะสั้นจากปัญหาค่าเงินผันผวน และสามารถเตรียมพร้อมแบกรับความเสี่ยงระยะสั้นที่เกิดขึ้นได้

อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงที่ว่านี้กลับทวีความรุนแรงขึ้น เพราะหลายฝ่ายเริ่มที่จะ “ไม่สามารถคาดการณ์” ทิศทางของเฟดได้ นักวิเคราะห์บางรายเชื่อว่าเฟดอาจต้องคงคิวอีในปริมาณเงินเท่าเดิมไปจนถึงไตรมาสแรกของปี 2014 เลยทีเดียว เนื่องจากสหรัฐยังมีปัจจัยเสี่ยงการเมืองอย่าง “วิกฤตการณ์ภาคการคลัง” ค้ำอยู่ และการฟื้นตัวของภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง รวมถึงอัตราจ้างงานก็ยังเป็นไปอย่างเชื่องช้าจนน่าผิดหวัง ซึ่งทำให้โลกไม่สามารถคาดการณ์ทิศทางการเงินของเฟดได้

ความไม่แน่นอนเช่นนี้เองที่จะเป็นปัจจัยหลักเขย่าความเชื่อมั่นของตลาดทุนในกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ไปอีกยาว โดยสามารถสร้างความผันผวนอย่างหนักในตลาดค่าเงินโลกไปจนถึงปีหน้า และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ภาคเอกชนต้องแบกรับภาวะเสี่ยงนานเกินกว่าไตรมาส 4 ของปี 2013 นี้

ซันเจย์ มาเธอร์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารรอยัล แบงก์ ออฟ สกอตแลนด์ ให้ความเห็นกับเอเอฟพีว่า ตลอดช่วงไม่กี่เดือนข้างหน้านี้ บริษัทเอกชนจำเป็นต้องหันมาทำประกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนกันมากขึ้น เพื่อรองรับภาวะที่ยากจะคาดเดาได้

สถานการณ์เช่นนี้กำลังปรากฏให้เห็นแล้วใน “ญี่ปุ่น” ซึ่งบรรดานักลงทุนกำลังมีปฏิกิริยากับความเสี่ยงค่าเงินมากที่สุด

ดัชนีนิกเกอิ ตลาดหุ้นโตเกียว ปรับตัวดิ่งลงแรงถึง 2.8% เมื่อวันศุกร์ที่ 25 ต.ค. ลงมาอยู่ที่ 14,088.19 จุด หรือปรับตัวลงมากที่สุดในรอบ 2 เดือนครึ่ง แม้ว่าในวันเดียวกันนั้นตลาดจะได้รับข่าวดีที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวขึ้นสูงที่สุดในรอบ 4 ปีก็ตาม ทว่าข่าวดีนี้ก็ไม่สามารถขจัดความกังวลต่อทิศทาง “เงินเยนแข็งค่า” ได้

เพราะกรณีของญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออก รายใหญ่ของโลกนั้น นโยบายอัดฉีดกระตุ้นเศรษฐกิจขนานใหญ่แบบอาเบะโนมิกส์ ซึ่งทำให้เงินเยนอ่อนค่าลงถึงราว 15% ในปีนี้ คือปัจจัยสำคัญที่สุดที่ช่วยฟื้นภาคการส่งออกโดยเฉพาะในกลุ่มบรรษัทข้ามชาติยักษ์ใหญ่ และทำให้ตลาดหุ้นญี่ปุ่นขยายตัวได้ถึง 36% นับตั้งแต่เดือน ม.ค.ที่ผ่านมา

ทว่า สถานการณ์ปัจจุบันที่ไม่แน่นอนในสหรัฐ ทำให้นักลงทุนเริ่มกลับมาเก็งกำไรซื้อเงินเยนญี่ปุ่นอีกครั้ง และทำให้เงินเยนที่เคยอ่อนค่าลงไปทะลุ 100 เยนต่อเหรียญสหรัฐ หรือต่ำสุดในรอบ 4 ปี เมื่อเดือน พ.ค.ที่ผ่านมานั้น กลับมาแข็งค่าอยู่ที่ระดับ 9798 เยนต่อเหรียญสหรัฐ และยังมีแนวโน้มแข็งค่าต่อเนื่องหากไร้ซึ่งการแทรกแซงของรัฐ จนกลายเป็นประเด็นที่เขย่าความเชื่อมั่นของภาคเอกชนมากที่สุดในวันนี้ไปเรียบร้อยแล้ว

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท