posttoday
สังฆราช สังฆปูชา

สังฆราช สังฆปูชา

28 ตุลาคม 2556

“ชีวิตนี้น้อยนัก”

“ชีวิตนี้น้อยนัก”

พระนิพนธ์ด้วยรักจากองค์ท่าน

บทประพันธ์จากพระทัยทรงประทาน

สมเด็จญาณฯ ประทานไว้ให้เตือนตน

การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เมื่อวันที่ 24 ต.ค. มิใช่ความสูญเสียเฉพาะพุทธศาสนิกชนชาวไทยเท่านั้น แต่เป็นความสูญเสียของพุทธศาสนิกชนทั่วโลก เนื่องด้วยพระองค์ท่านได้สร้างคุณประโยชน์ให้กับพุทธศาสนาทั่วโลก

หากใครได้ศึกษาชีวประวัติของพระองค์ท่านแล้ว จะเห็นได้ว่าพระจริยวัตรของท่านงดงามยิ่งนัก ไม่เพียงแต่ความรู้ทางตำราที่ท่านได้เปรียญเก้าประโยคสูงสุดในทางปริยัติ แต่พระองค์ท่านมิใช่ใบลานเปล่าที่รู้แต่ทฤษฎี พระองค์ท่านยังทรงเป็นพระปฏิบัติโดยหาเวลาไปศึกษาอบรมการปฏิบัติจากพระป่าหลายท่านที่เป็นพระอริยสงฆ์ในยุคปัจจุบัน

คำสอนของพระองค์ท่านจึงมิได้สอนจากความจำตามตำราเท่านั้น แต่จากความจริงที่ท่านรู้เห็นจากการปฏิบัติ คำสอนของท่านจึงเป็นหลักธรรมแท้ของพุทธศาสนา พระองค์ท่านจึงไม่ได้สอนให้คนงมงายหวังเพียงความร่ำรวยเป็นผลตอบแทนจากการทำบุญ พระองค์ให้ความสำคัญกับแก่นแท้ของพุทธศาสนา คือ ใจ ท่านสอนให้รักษาใจ สอนให้หาความสุขทางใจ อันเป็นความสุขที่แท้จริง หนังสือที่พระองค์ทรงประพันธ์ขึ้น จึงล้วนแล้วแต่สอนเรื่องของใจ สอนให้รู้จักประมาณตน ไม่ให้ประมาท สอนวิธีปฏิบัติ โดยหนังสือที่ท่านประพันธ์ไว้หลายเล่ม ท่านใช้ชื่อว่า แสงส่องใจ เนื่องเพราะพุทธศาสนาถือว่า ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใจอยู่เหนือทรัพย์สินเงินทอง

นอกจากนี้ ท่านยังสอนไม่ให้ประมาท ท่านได้ประพันธ์หนังสือเล่มหนึ่ง ตั้งชื่อที่สะกิดใจผู้อ่านว่า “ชีวิตนี้น้อยนัก แต่ชีวิตนี้สำคัญนัก”

มนุษย์มีชีวิตอยู่ไม่ถึงร้อยปีก็ตาย แต่มนุษย์ทั่วไปอยู่ในความประมาท ทำเสมือนจะมีชีวิตอยู่ชั่วนิรันดร์ เราจึงเห็นคนในโลกนี้มุ่งแต่แสวงหาและสะสมทรัพย์สมบัตินอกกายซึ่งในที่สุดแล้ว ต้องทิ้งไว้ในโลกนี้ ไม่สามารถนำติดตัวไปในภพชาติต่อไปได้เลย

ชีวิตของคนเรามีอายุอย่างมากไม่เกิน 100 ปี ซึ่งก็มีไม่มาก ส่วนใหญ่อยู่ไม่ถึงร้อยปีก็ตายจากโลกนี้ไป และความจริงที่เห็นกันอยู่ ชีวิตที่อยู่ได้อย่างมีความสุข มีสุขภาพดีที่ยังสามารถช่วยตนเองได้ ยังสามารถทำในสิ่งที่อยากจะทำได้น่าจะไม่เกิน 70-80 ปี หลังจากนั้นส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไม่เจ็บป่วยก็จำอะไรไม่ค่อยได้ มีข้อยกเว้นเป็นส่วนน้อยเหลือเกินที่ยังมีสุขภาพดีความจำยังดี แต่อย่างไรก็ไม่เกิน 100 ปี

สำหรับเด็กและคนหนุ่มสาว เราพอจะเข้าใจได้ว่า พวกเขาอาจจะยังไม่เห็นความจริงที่ว่า ชีวิตนี้น้อยนัก เพราะสุขภาพยังแข็งแรงอยู่ในวัยเจริญเติบโต ยังมีเวลาอีกหลายสิบปี ยังไม่เห็นชีวิตตามสภาพความเป็นจริง แม้จะอายุเกิน 30 ปี ซึ่งทางการแพทย์ก็ถือว่าเข้าสู่ภาวะคนสูงอายุแล้ว เพราะอวัยวะต่างๆ ของร่างกายเริ่มเสื่อมถอยลงแล้ว เพียงแต่เรายังมองไม่เห็นเท่านั้น

แต่ที่น่าสงสารคือคนในวัยเกษียณหรือใกล้เกษียณ ยังมองไม่เห็นความจริงว่า ชีวิตนี้น้อยนัก ทั้งๆ ที่ในทางพุทธศาสนาถือว่าเป็นปัจฉิมวัย เป็นช่วงเวลาสุดท้ายของชีวิตที่ยังมีโอกาสที่จะหันกลับมาดูแลจิตใจ ให้อาหารกับจิตใจ สร้างอริยทรัพย์ที่จะติดตามเราไปในทุกภพชาติ งานในพุทธศาสนา เป็นงานทางจิต เป็นงานฝึกจิต พัฒนาจิตใจให้สูงขึ้น เป็นงานที่หนัก ถ้าจะเทียบกันแล้ว เป็นงานที่หนักกว่างานหาเงินทางโลก ร่างกายเป็นเครื่องมือสำคัญของการปฏิบัติ ถ้าสุขภาพร่างกายไม่อำนวยแล้ว ย่อมขาดเครื่องมือที่จะใช้ในการปฏิบัติกิจทางจิต ถึงเวลานั้น ถึงใจอยากจะทำก็ทำไม่ได้

หลายคนในวัยนี้ รู้ทฤษฎี บางคนมีความตั้งใจที่จะละทางโลกมุ่งปฏิบัติธรรม แต่สู้กับกิเลสไม่ได้ เพราะวัยนี้มีความพร้อมในการแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง มีความรู้ความสามารถ มีประสบการณ์ในการทำงานที่ผู้คนให้ความเชื่อถือ การที่จะตัดใจยอมทิ้งผลประโยชน์ข้างหน้าที่มีผู้ที่พร้อมจะหยิบยื่นให้ เป็นสิ่งที่ตัดใจได้ยาก เราจึงเห็นคนเก่ง (ทางโลก) จำนวนมาก ที่ทำงานจนวันตายหรือทำงานจนล้มป่วยไม่สามารถทำงานได้ ซึ่งถึงเวลานั้นก็สายเกินไปที่จะแสวงหาอริยทรัพย์ให้กับตนเองได้แล้ว

ความโลภเป็นกิเลสที่มีอยู่ในปุถุชน คนที่รู้ทฤษฎีจำนวนมาก ยังถูกความโลภเข้าครอบงำโดยไม่รู้ตัว ยังมุ่งแสวงหาทรัพย์สิน ยังอยากจะสะสมทรัพย์สมบัติไว้ โดยคิดว่าเป็นสิ่งที่ต้องมี ต้องเตรียมไว้ใช้ในยามแก่เฒ่า ซึ่งเป็นความคิดที่ถูกต้องเพียงส่วนเดียว เพราะหากจะถามว่า ต้องมีเท่าไรจึงจะพอ เราจะไม่ได้คำตอบที่เป็นคำตอบสุดท้าย

ในที่สุดทรัพย์สินที่หาไว้อย่างมากมายอาจไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์สำหรับตนเอง และยังอาจเป็นการทำร้ายลูกหลาน อาจเป็นเหตุให้ลูกหลานแก่งแย่งกัน แตกแยกกัน หรืออาจเป็นเหตุให้เสียชีวิตเพราะความหวงแหนที่ต้องรักษาทรัพย์สมบัติที่ตนเองหามาด้วยความเหนื่อยยาก

ครอบครัวที่ไม่มีทรัพย์สมบัติให้แย่งชิงกัน พี่น้องมักจะสามัคคีรักใคร่กัน แม่เมื่อใดที่มีทรัพย์สมบัติ ความรักใคร่ปรองดองจะเปลี่ยนเป็นการแก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกัน

พระพุทธเจ้าท่านจึงเรียกทรัพย์สมบัติว่าเป็นอสรพิษร้าย

เพราะความโลภจะทำให้คนเราเปรียบเทียบ และมักจะเปรียบเทียบกับคนที่รวยกว่า คนเราไม่ชอบที่จะมองต่ำ แต่ชอบมองคนที่สูงกว่าเรา คนที่ร่ำรวยกว่า ซึ่งในความเป็นจริงแล้วไม่มีคนที่ร่ำรวยที่สุด คนที่ละความโลภไม่ได้ จึงไม่มีวันที่จะหาเงินให้ได้ถึงจุดที่เรียกว่า พอ

บางคนร้ายไปกว่านั้น ไม่รู้ตัวว่าโลภ แล้วยังบังคับให้คนรอบข้างต้องโลภไปกับตนเองด้วย นอกจากเป็นการสร้างความทุกข์ให้กับตนเอง ยังสร้างความทุกข์ให้กับผู้อื่นอีกด้วย

พระพุทธองค์ท่านจึงสอนไว้ว่า นัตถิ ตัณหา สมานที แม่น้ำเสมอด้วยตัณหา ไม่มี

ความโลภเป็นตัณหาอย่างหนึ่งเกิดขึ้นง่ายและมีอยู่ในปุถุชนทุกคน ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติ เพียงแต่ว่า หากไม่สามารถควบคุมความโลภในตัวเราได้ เราจะหาความสุขไม่ได้

การแสวงหาทรัพย์สินเงินทอง ไม่ใช่สิ่งที่ผิด พุทธศาสนาไม่ได้ห้ามการทำมาหากิน ไม่ได้ห้ามให้หาทรัพย์จนเป็นเศรษฐี แต่ให้แสวงหาทรัพย์ในทางที่ชอบ และให้รู้จักประมาณตน ให้รู้จักพอ ให้พอใจสิ่งที่ตนมีตนเป็น เหมือนกับทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง

สมเด็จพระสังฆราช ไม่เพียงสอนพวกเราให้ปฏิบัติในทางสายตรงที่ถูกต้อง แต่ท่านปฏิบัติจนทรงคุณธรรม ฝึกจิตของท่านจนบรรลุสุขอันเกษมแล้ว

แล้วพวกเราล่ะ จะเลือกเดินทางใด

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท