
ดับฝันค้าเสรีเอเชีย-แปซิฟิกโลกพ่ายลัทธิ "ป้องกันตัวเอง"
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
โดย...นงลักษณ์ อัจนปัญญา
กำหนดวันเรียบร้อยสำหรับการประชุมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) รอบสุดท้ายในปีนี้ซึ่งจะมีขึ้นระหว่างวันที่ 7-9 ธ.ค. ที่ 12 ประเทศผู้ลงนาม คือ ออสเตรเลีย บรูไน แคนาดา ชิลี ญี่ปุ่น มาเลเซีย เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู สิงคโปร์ สหรัฐ และเวียดนาม จะเข้าร่วม พร้อมตั้งเป้าบรรลุมติข้อตกลงร่วมกันเบื้องต้นให้สำเร็จให้ได้
ถือเป็นความเคลื่อนไหวในทางบวกนับตั้งแต่ที่สหรัฐ มหาอำนาจทางเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของโลกเสนอจัดทำข้อตกลงดังกล่าวในปี 2552 และเริ่มดำเนินการประชุมพูดคุยหารือกรอบความร่วมมือรอบแรกในเดือน มี.ค. 2553 เป็นต้นมา ซึ่งจะผลักดันให้โลกมีเขตการค้าเสรีขนาดใหญ่ครอบคลุมสองฟากฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก
อย่างไรก็ตาม แม้จะเริ่มมองเห็นโครงร่างความสำเร็จได้แจ่มชัดมากขึ้นเรื่อยๆ กระนั้นนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่ายกลับอดออกโรงเตือนไม่ได้ว่า การเจรจาข้อตกลงทีพีพีในปัจจุบันก็มีสิทธิล้มเหลวจนต้องล้มเลิกหรือลดขนาดจากระดับพหุภาคีลงมาอยู่ที่ระดับที่เล็กลงอย่างทวิภาคีได้เช่นกัน
เหตุผลเพราะสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างประเทศไม่เอื้ออำนวยให้นานาประเทศเปิดตลาดของตัวเองได้อย่างเสรีเต็มที่โดยที่ไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของตัวเอง ขณะที่เมื่อไม่นานมานี้ ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย(เอดีบี) เพิ่งจะเปิดเผยรายงานแสดงความเห็นระบุว่า การดำเนินการที่ล่าช้าของทีพีพีในปัจจุบันคือสัญญาณสะท้อนให้เห็นความไม่ลงรอยในความตกลงทีพีพีจนสุ่มเสี่ยงที่จะล่มได้โดยง่าย
แน่นอนว่า เมื่อพิจารณาจากมูลค่าการค้าและเศรษฐกิจของทั้ง 12 ประเทศที่ร่วมลงนามในทีพีพี การบรรลุข้อตกลงได้สำเร็จคือการเชื่อมโยงตลาดที่มีผลผลิตทางเศรษฐกิจเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 28 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งจะเป็นประโยชน์มหาศาลต่อทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เพราะหมายถึงสินค้าและบริการ รวมถึงระบบและบุคลากรในพื้นที่แห่งนี้จะสามารถเคลื่อนย้ายหมุนเวียนได้สะดวกไม่ติดขัด
ทว่า ภายใต้การเปิดเสรีที่ทุกประเทศที่เข้าร่วมต้องยอมรับสินค้าของอีกฝ่ายโดยปราศจากเงื่อนไขใดๆ กลับเป็นเรื่องที่ลงมือปฏิบัติได้ยาก เมื่อธุรกิจกิจการของแต่ละประเทศยังมีระดับศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันไม่เท่าเทียมกัน ซึ่งส่งผลทำให้เกิดความได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละภาคส่วน
ดังนั้น รัฐบาลประเทศต่างๆ ทั่วโลกที่ไม่สามารถทำเมินเฉยกับประเด็นดังกล่าว จึงจำเป็นต้องดำเนินนโยบายหรือวางมาตรการบางอย่างเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของธุรกิจของตัวเอง โดยมีตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดก็คือ การทำความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก ที่ดำเนินอยู่ในขณะนี้
ทั้งนี้ แม้ว่ารายละเอียดของข้อตกลงเจรจายังไม่เป็นที่แน่ชัด กระนั้นถ้าลองสังเกตจากประเด็นติดขัดส่วนใหญ่ ล้วนเป็นปัญหาจากการที่รัฐบาลบางประเทศไม่ต้องการปล่อยเสรีในอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งเป็นสำคัญ
ยกตัวอย่างเช่น กรณีของญี่ปุ่นที่ตัดสินใจสงวนภาคอุตสาหกรรมการเกษตรบางส่วนไว้ โดยขณะที่ญี่ปุ่นยอมพิจารณายกเลิกพิกัดอัตราภาษีสินค้าเกษตร 586 รายการ แต่จนแล้วจนรอดสินค้าเกษตรประมาณ 7 ชนิด คือ ข้าว ข้าวสาลี เนื้อวัว เนื้อหมู นม น้ำตาล และถั่ว ยังคงได้รับการปกป้อง
ด้านมาเลเซียก็ยืนกรานที่จะคงมาตรการควบคุมบุหรี่ไว้ หรือกรณีของสหรัฐที่เรียกร้องให้มีการปฏิรูปนโยบายการเงินของประเทศที่เข้าร่วม โดยต้องลดการแทรกแซงอัตราแลกเปลี่ยนและปล่อยเสรีตามกลไกตลาดมากขึ้น ซึ่งเป็นประเด็นที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่าดำเนินการได้ยากที่สุด เพราะประเด็นที่ว่านี้คือปัจจัยที่เกี่ยวพันและส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกที่ยังคงเป็นแหล่งรายได้หลักของหลายประเทศ
ผู้เชี่ยวชาญส่วนหนึ่งได้ระบุตรงกันว่า การที่สถานการณ์เศรษฐกิจในปัจจุบันตกอยู่ในภาวะซบเซาหรือมีการเติบโตได้เชื่องช้ามาก ยังถือเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้หลายประเทศทั่วโลก ไม่จำกัดเฉพาะ 12 ประเทศในทีพีพี หันมาใช้นโยบายกีดกันทางการค้าเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของชาติกันมากขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้ประชาชนในประเทศไม่พอใจจนส่งผลต่อคะแนนสนับสนุนทางการเมืองของรัฐบาลนั้นๆ
ยืนยันได้จากผลการศึกษาของโกลบอล เทรด อะเลิร์ต (จีทีเอ) ศูนย์วิจัยและเฝ้าระวังนโยบายเศรษฐกิจในกรุงลอนดอน ที่ค้นพบว่าหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2551 หลายประเทศมีแนวโน้มนำมาตรการปกป้องทางการค้ามาใช้มากขึ้น โดยนับตั้งแต่ปี 2552 เป็นต้นมา มีมาตรการที่เข้าข่ายการกีดกันทางการค้าเกิดขึ้นทั่วโลกอย่างน้อยเฉลี่ยปีละ 400 นโยบาย
ยิ่งไปกว่านั้น เพราะกฎเกณฑ์ทางการค้าระหว่างประเทศขององค์การการค้าโลก (ดับเบิลยูทีโอ) ที่เปลี่ยนแปลงให้เข้มงวดมากกว่าเดิมในช่วงหลายปีให้หลัง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและป้องกันการกีดกันทางการค้า ส่งผลให้นโยบายปกป้องตัวเองส่วนใหญ่มาในรูปแบบแอบแฝงแนบเนียนมากขึ้น
ทั้งนี้ รายงานจากนิตยสารเศรษฐกิจชั้นนำอย่าง ดิ อีโคโนมิสต์ ระบุว่า แทนที่รัฐบาลประเทศต่างๆ จะกำหนดกำแพงภาษี หรือโควตาการนำเข้าที่สุ่มเสี่ยงต่อการกลายเป็นประเด็นพิพาทระหว่างประเทศ หรือโดนเอาคืนจากคู่ค้าเหมือนที่ผ่านมา ขณะนี้รัฐบาลในหลายประเทศหันมาเลือกใช้วิธีส่งเสริมการส่งออก เช่น การเสนอเงินกู้ดอกเบี้ยถูกพิเศษแก่ภาคธุรกิจ การให้ทุนสนับสนุนธุรกิจโดยมาในรูปแบบนโยบายเชิงมหภาคประเภทอ้างว่าเพื่อให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ หรือทุนอุดหนุนเทคโนโลยีที่ประหยัดพลังงาน เป็นต้น
หลายฝ่ายยอมรับว่ารูปแบบนโยบายข้างต้นนี้ ล้วนส่งผลให้ประเทศที่ประกาศใช้ได้เปรียบทางการค้า และหากพิจารณาภายใต้รูปแบบข้างต้น ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐ หรือแม้แต่กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ที่มีความเคลื่อนไหวด้านการทำข้อตกลงการค้าเสรีในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาคพหุภาคีอยู่เนืองๆ อย่าง จีน บราซิล อินเดีย หรือรัสเซีย ล้วนมีนโยบายที่เข้าข่ายการปกป้องการค้าของประเทศตัวเองทั้งสิ้น
อย่างไรก็ตาม การที่การค้าระหว่างประเทศยังคงเป็นปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายใต้ระบบทุนนิยมเสรีปัจจุบันส่งผลให้การทำข้อตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศยังคงมีบทบาทสำคัญและจำเป็น เพียงแต่จากที่เคยตั้งเป้าคาดหวังให้หลายประเทศเข้าร่วมทำข้อตกลงทางการค้าเพื่อใช้กฎเกณฑ์เดียวกัน เริ่มมีการลดขนาดเหลือแค่ระดับทวิภาคีหรือระหว่างสองประเทศ ซึ่งการพิจารณาผ่อนผันผ่อนคลายกฎการค้าบางประการทำได้ง่ายกว่า เช่น กรณีของสหรัฐกับญี่ปุ่น ที่ทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) นอกเหนือจากทีพีพี
กระทั่งกลายเป็นความเคลื่อนไหวที่เอดีบีระบุว่า ความฝันในการทำเขตการค้าเสรีทีพีพีที่ครอบคลุม 2 ใน 5 ของผลิตภัณฑ์มวลรวม (จีดีพี) โลกนี้ อาจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ประเทศที่เข้าร่วมมุ่งหมายไว้ในตอนต้น จนสุดท้ายแต่ละประเทศน่าจะหาทางออกด้วยการหันมาทำข้อตกลงเอฟทีเอระหว่างสองฝ่ายกันเองในที่สุด
เพราะต่อให้รางวัลความสำเร็จของการจัดตั้งเขตการค้าเสรีพหุภาคี เช่น ทีพีพี ตามกำหนดจะหมายถึงการได้ผลตอบแทนทั่วโลกรายปีสูงถึง 2.95 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามคาดการณ์ในปี 2568 แต่ภายใต้เศรษฐกิจที่ซึมเซาและอืดอาด การยอมเสียสละเสียเปรียบทางการค้า แม้จะเป็นประเทศคู่ค้าที่ดีก็อาจไม่ใช่ทางเลือกในการตัดสินใจที่ดีที่สุดณ ขณะนี้ ก็เป็นได้







