
หนังสือบนหิ้ง
แต่ก่อนจะเฝ้ารองานสัปดาห์หนังสือทุกครั้งเพื่อไปดูหนังสือใหม่ๆ สารคดี หนังสือแปล หนังสือประวัติศาสตร์ เรื่อยไปถึงเทรนด์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่ปีหนึ่งจะมีจัด 12 ครั้ง เพราะการได้อยู่ในดงหนังสือเยอะๆ เห็นหนังสือใหม่ๆ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดอารมณ์อยากอ่านได้
แต่ก่อนจะเฝ้ารองานสัปดาห์หนังสือทุกครั้งเพื่อไปดูหนังสือใหม่ๆ สารคดี หนังสือแปล หนังสือประวัติศาสตร์ เรื่อยไปถึงเทรนด์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่ปีหนึ่งจะมีจัด 12 ครั้ง เพราะการได้อยู่ในดงหนังสือเยอะๆ เห็นหนังสือใหม่ๆ ช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกิดอารมณ์อยากอ่านได้
หลายครั้งได้ยินคำถามจากมิตรสหายเมื่อเห็นเราหอบหนังสือที่ซื้อมาว่า “ไม่อยากซื้อแล้ว ปีที่แล้วก็ซื้อมาเพียบ อ่านไม่เคยหมดซะที”
เป็นคำถามที่คิดกับตัวเองเหมือนกัน ...นี่เราก็เป็นเหมือนกับเขา หรือเขาก็เป็นเหมือนกับเรา ซื้อมาเยอะจนไม่มีที่เก็บไม่เท่าไร แต่ได้อ่านหรือไม่ต่างหาก มีสักกี่เล่มที่อ่านจนจบ แล้วทั้งชีวิตจะได้อ่านครบทุกเล่มที่อยู่เต็มตู้หรือไม่
ตอบไม่ยาก ชีวิตนี้ไม่มีทางอ่านจบแน่...แต่ที่ซื้อเยอะ เพราะอาชีพที่ต้องทำงานกับข้อมูล ข่าวสาร บังคับให้ต้องหาความรู้ตลอด หนังสือบางเล่มก็ชวนซื้อเก็บ เพราะไม่บ่อยที่จะพิมพ์ออกมา บางเล่มราคาถูก คุ้มค่าบางเล่มบรรยากาศพาไป
แต่ไม่เคยรู้สึกเสียดายเงินที่หมดไป อย่างน้อยหนังสือที่ซื้อ ไม่ได้อ่านวันนี้ วันหน้าคงได้อ่าน เพราะความสนใจ ใคร่รู้ในแต่ละวัน แต่ละช่วงต่างกัน
การมีหนังสือหลากหลายด้วยเงินที่เสียเป็นจำนวนไม่น้อย จึงไม่ใช่แค่ซื้อมาเก็บเป็นเครื่องประดับไว้อวดใครในบ้านแน่
บางห้วงเวลาก็มีความสุขอีกแบบ ที่ได้คุ้ยหนังสือในตู้ เจอหนังสือเก่าที่ซื้อมาแต่ไม่เคยอ่าน บางเล่มเคยอ่านแล้ว พอกลับมาอ่านอีกรอบ ก็เพลินจนลืมเวลา บางทีการจัดหนังสือในตู้ที่ใช้เวลามากคงเพราะมัวแต่ตื่นตาตื่นใจกับหนังสือเก่าของตัวเองนี่แหละ
น่าแปลก หนังสือเล่มเดียวกันแท้ๆ อ่านวันนี้กับอ่านเมื่อสิบปีที่แล้ว กลับให้ความรู้สึกและจินตนาการที่แตกต่างกัน นั่นเพราะเวลาที่ผ่านเลยมา เราได้มุมมองและประสบการณ์ใหม่เพิ่มขึ้น เราจึงมองด้วยมิติที่ไม่คับแคบเหมือนแต่ก่อน
เคยถามนักเขียนคนดังที่มีงานตีพิมพ์มากมายในหนังสือพิมพ์ นิตยสารรายสัปดาห์ รายเดือน และพ็อกเกตบุ๊กส่วนตัว ว่ามีเทคนิคการอ่านอย่างไรถึงได้เก็บความรู้แต่ละเล่มมาสังเคราะห์ ย่อให้อ่านง่าย เจ้าตัวบอกเคล็ดลับว่า เน้นอ่านจับประเด็น ไม่ลงรายละเอียดทุกตัว จะทำให้อ่านหนังสือได้เร็ว
อีกท่านเป็นนักวิชาการระดับศาสตราจารย์ เล่าว่า เวลาอ่านแล้วได้ความรู้ใหม่ ต้องจดสิ่งที่ได้ ความคิดที่แวบออกมาลงในหน้านั้นๆ เพราะจะช่วยจำได้ง่าย แทบทุกเล่มจึงเต็มไปด้วยรอยปากกา บนล่าง ซ้ายขวา ต่างจากบางคนถนอมหนังสือ ไม่ให้ยับกระทั่งมุมหนังสือ
เมื่อเป้าหมายไม่ใช่อ่านเพื่อบันเทิง แต่อ่านแล้วต้องได้ประโยชน์ นำมาประยุกต์ใช้ได้จริง หนังสือจะได้มีชีวิต
แต่หนังสือบนหิ้งสำหรับบางคน แม้จะวางอยู่ว่างเปล่า ไร้ชีวิต แต่มันก็มีคุณค่าพร้อมเป็นประตูเปิดโลกความรู้ใหม่ๆ ให้เราในอนาคต อยู่ที่ว่าเราพร้อมจะหยิบมันมาอ่านเมื่อไรในโอกาสและบรรยากาศที่เอื้ออำนวย สมาธิถึงจะไหลลื่น
คนที่อ่านมากย่อมพัฒนาเป็น นักคิด นักเขียนที่สร้างสรรค์งานดีๆ ได้ ทว่าอ่านเยอะ ก็ใช่ว่าจะฉลาด อยู่ที่ว่าอ่านอะไรและจับใจความได้หรือไม่ว่า หนังสือเล่มนั้นบอกอะไรกับเรา
การอ่านช่วยให้เปิดโลกทัศน์ใหม่ เพิ่มความจำ สร้างสมาธิ ฝึกความอดทน แต่ในยุคที่โลกสื่อสารทางเน็ตเข้าถึงข้อมูลได้ง่าย สะดวก ช่วยย่นเวลาในการอ่านได้เยอะ แค่เปิดยูทูบดูสารคดีแวบเดียวเข้าใจทั้งภาพและเสียง มากกว่าอ่านหนังสือที่ใช้เวลาเป็นวัน
แต่ข้อมูลที่มาก บางทีก็มากจนล้นทะลัก บางคนจัดระเบียบไม่ถูกว่าจะเอาอะไรก่อนหลังพฤติกรรมคนอ่านเน็ตก็มักใช้เวลาสั้นและอ่านเร็วๆ แค่หัวเรื่อง กลายเป็นว่าโลกเน็ตที่เปิดกว้าง กลับไม่ได้ช่วยให้เราอ่าน“เอาความ” อย่างเป็นระบบ
ที่เห็นง่ายสุด คือ แท็บเล็ต กลายเป็นดาบสองคม ทำให้สิ้นเปลืองเวลากับเรื่องจุกจิก แน่ล่ะ ด้านดีเป็นเหมือนห้องสมุดเคลื่อนที่ อัดแน่นด้วยหนังสืออีบุ๊ก พกพาง่ายกว่า หิ้วทีเป็นร้อยเล่ม แต่ข้อเสียเต็มไปด้วยสิ่งเย้ายวนคลิกได้ไม่รู้จบ เลยสมาธิสั้น อ่านไม่จบซักเรื่อง
มีงานวิจัยพบว่า เด็กไทยส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้แท็บเล็ตเพื่อการศึกษา แต่จิ้มเพื่อความบันเทิง เล่นเกม ที่ช็อกกว่านั้น ปีหนึ่งเด็กไทยอ่านหนังสือปีละ 25 เล่ม ต่างจากสิงคโปร์เฉลี่ยคนละ 5060 เล่ม พ่วงด้วยข่าวการศึกษาไทยมีคุณภาพแย่รั้งอันดับ 8 ในอาเซียน ไล่ตามก้น กัมพูชา เวียดนาม
ล่าสุดเมื่อเดือน ก.ย. ชินภัทร ภูมิรัตน อดีตเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยอมรับว่า เด็กไทยชั้น ป.3 และ ป.6 จำนวนไม่น้อยยังอ่านหนังสือภาษาไทยไม่ออก โดยป.3 อ่านไม่ได้ 8% หรือประมาณ 6.4 หมื่นคน จาก 8 แสนคน ส่วนนักเรียนชั้น ป.6อ่านไม่ได้ 4% หรือ 3.2 หมื่นคน จากจำนวนนักเรียนทั้งหมด 8 แสนคน
ปัญหาการอ่านจะเป็นวิกฤตกับเด็กไทยหรือไม่ ไม่ต้องถามใคร แค่ตัวเราทุกวันนี้เวลาในแต่ละวันยิ่งไม่มี ยังเจอโลกไอทีมาเบียดแย่งเวลา ครั้นจะอ่านหนังสือเล่ม ราคาก็ถีบสูงขึ้น
ภาครัฐเอกชนรณรงค์ให้คนอ่านเยอะๆ แต่กลับไม่สนับสนุนให้เป็นวาระแห่งชาติ ราคาหนังสือก็แพงขึ้นทุกวัน หอสมุดของทางการในแต่ละจังหวัดก็เหมือนโบราณสถานคร่ำครึ ไม่ชวนให้น่าเข้า มีแต่หนังสือเก่า ไม่ทันสมัย เลยติดหล่มเป็นสังคมเมาท์มอย ชอบซุบซิบนินทา มากกว่า อ่านเขียน







