
นิรโทษถอยหลัง"เดี๋ยวก็ฆ่ากันต่อ"เสียงจากเหยื่อล้างผิด"ทักษิณ"
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
โดย...ชุษณ์วัฏ ตันวานิช
ทั้งเรียกร้อง กดดัน ทวงถามถึงอิสรภาพของพี่น้องในเรือนจำต่อรัฐบาลมานานร่วม 3 ปี ทันทีที่ 300 สส.พรรคร่วมรัฐบาลยกมือโหวตรับหลักการ “ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม” ในวาระแรก เสียงร้องคนเสื้อแดงจึงกึกก้องเพราะความหวังที่ขยับใกล้จุดหมาย
ทว่า “ผู้แทนราษฎร” พรรคเพื่อไทยกลับใช้เวลาชั่วอึดใจเท 18 เสียงดับไฟความหวังของคนเสื้อแดง แปลง “กุญแจ” ดอกสุดท้ายสู่อิสรภาพให้กลายเป็นคมดาบทิ่มแทงหัวอกเหล่าญาติผู้เสียชีวิตแทน
เนื้อหาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ฉบับ วรชัย เหมะ สส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ที่ ประยุทธ์ ศิริพานิชย์ รองประธานกรรมาธิการ (กมธ.) สัดส่วนพรรคเพื่อไทย รับไม้แปรญัตติสอดไส้นิรโทษถ้วนหน้า ทั้งเจ้าหน้าที่ทหาร แกนนำ ผู้สั่งการ รวมถึงคดีความของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กำลังเรียกเสียงต้านจากกลุ่มญาติและคนเสื้อแดงดังระงม หนึ่งในนั้นคือเสียงของ อานนท์ นำภา ทนายความของคนเสื้อแดง หนึ่งในทีมหมอความที่ต่อสู้คดีเพื่อปลดแอก “นักโทษทางความคิด” ออกจากกรงขังตั้งแต่คดีหลังเหตุการณ์รัฐประหารกันยาฯ ปี 2549 ถึงการชุมนุมในปี 2553 เเละสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน
อานนท์ เริ่มอธิบายจุดยืนว่า จริงๆ แล้วไม่เห็นด้วยต่อร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ตั้งแต่เป็นฉบับเดิมของ วรชัย เพราะถ้อยคำที่ระบุถึง “บุคคล” ในร่างนั้น มั่นใจว่านิรโทษเหมารวมเจ้าหน้าที่ทหารด้วย เนื่องจากเคยค้นข้อกฎหมายและแนวคำพิพากษาศาลฎีกาเมื่อครั้งที่ พล.อ.สุจินดา คราประยูร อดีตนายกฯ ยึดอำนาจ และมีการสลายการชุมนุมในเวลาต่อมาเคยมีการออกกฎหมายนิรโทษมีถ้อยคำคล้ายกัน ซึ่งกลุ่มญาติพฤษภาฯ ปี 2535 เคยนำคดีไปฟ้องศาล ปรากฏว่าศาลระบุว่ากฎหมายฉบับนี้ได้นิรโทษให้ทหารแล้ว ดังนั้นเมื่อเห็นร่าง วรชัย ก็คาดการณ์แล้วว่าเมื่อเข้าวาระ 2 ต้องมีการแปรญัตตินิรโทษทหารให้ชัดขึ้นอย่างแน่นอน แต่ปรากฏผลสุดท้ายออกมาเลวร้ายยิ่งกว่าที่คิด
“ผมหนุนร่างที่นิรโทษประชาชนทุกสีทั้งคดีอาญาด้วย ชาวบ้านไปปะทะกันเกิดความชุลมุนเป็นเพราะแรงจูงใจทางการเมือง เจ้าหน้าที่รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครองพลเมือง เเต่กลับมายิงประชาชน ที่เขาอ้างว่าผู้ชุมนุมมีอาวุธแล้วดูคนที่ตายเขามีอาวุธไหม สร้างผังล้มเจ้า สุดท้ายมันมีจริงไหม ฉะนั้นรัฐมันรู้อยู่แล้วว่าชาวบ้านไม่ผิด แต่คุณกลับไปใช้กำลังสลายเขา
... ดังนั้นผมไม่เห็นด้วยกับการนิรโทษให้เจ้าหน้าที่รัฐทุกระดับ ไล่ตั้งแต่คนสั่งการ อภิสิทธิ์ (เวชชาชีวะ) สุเทพ (เทือกสุบรรณ) รวมถึงทหารระดับปฏิบัติการที่ลั่นไกยิง เพราะสังคมมันต้องเรียนรู้ได้แล้วว่า การเอาปฏิบัติการทหารมาใช้ทางการเมืองสุดท้ายแล้วผลมันเป็นอย่างไร
... แล้วการที่พรรคเพื่อไทยบอกว่าประเทศต้องเดินไปข้างหน้า คุณก็แถไปเรื่อย ผมถามหน่อยจะเดินได้อย่างไร เดินไปข้างหน้าในความหมายของเพื่อไทยก็คือเดินเป็นวงกลม สุดท้ายก็เดินกลับมาที่เดิมซ้ำรอยประวัติศาสตร์ให้มีการฆ่ากันอีก เพราะฆาตกรคิดว่ากูฆ่าคนอื่นแล้วหลุดโว้ย เดี๋ยวก็ฆ่ากันต่อ ตั้งแต่สมัยตุลาฯ 2516 ตุลาฯ 2519 เรื่อยมา ก็แสดงว่ามันเป็นปืนกระบอกเดิมทั้งนั้น”
หลังแปรญัตตินิรโทษเหมาเข่งออกมา อานนท์ ย้ำว่า รับไม่ได้อย่างยิ่งกับปฏิกิริยา “แถ” ของพรรคเพื่อไทย รวมถึงเสื้อแดงสาย “เลียพรรค” ที่ยังคงป้องปักรัฐบาลทั้งที่รู้ดีว่าพรรคการเมืองที่เลือกมาบิดเบือนหลักการความยุติธรรมอย่างชัดแจ้ง
“การที่เพื่อไทยหรือพวกสายแดงเลียพรรคออกมาดีเฟนด์ว่าร่าง วรชัย หากไม่นิรโทษให้ทั้งหมดจะขัดกับรัฐธรรมนูญ มาตรา 30 เรื่องความเสมอภาค ทั้งที่เขาก็รู้อยู่แล้วว่ากฎหมายไม่จำเป็นต้องให้สิทธิเหมือนกันทุกคน เหมือนการนิรโทษกรรมในวาระสำคัญของในหลวงหรือราชินี เขาก็ยกเว้นไม่นิรโทษให้กับคดียาเสพติด เป็นต้น คือมันสามารถแยกการนิรโทษระหว่างแกนนำและมวลชนได้อยู่แล้ว ไม่เช่นนั้นถามว่าหากคุณอ้างความเสมอภาค แล้วการที่คุณแปรญัตติแยกนักโทษคดี 112 ออกมาไม่ให้รับสิทธินิรโทษ มันเสมอภาคหรือ ฉะนั้นเรื่องนี้คุณแถแน่ๆ
... ก่อนหน้านั้นไม่นิรโทษ 112 แล้วอ้างความเสียดทาน กลัวนักโทษคนอื่นจะไม่ได้ออก แต่ตอนนี้คุณเอาทักษิณมาผูก เสื้อเหลืองก็ไม่ยอม เอา อภิสิทธิ์ สุเทพ มาผูก เสื้อแดงก็ไม่ยอม คือ 112 เป็นแรงเสียดทานระดับหนึ่ง ผมเข้าใจ แต่การที่เอาทั้งทักษิณ อภิสิทธิ์ สุเทพ มากองรวมกัน แรงเสียดทานมันมาทั้งสองสี แต่คุณก็ยังทำ มันคิดอย่างอื่นไปไม่ได้เลยว่าจริงๆ แล้วเป้าหมายของเพื่อไทยคือต้องการช่วยคุณทักษิณอย่างเดียว สุดท้ายก็อ้างนักโทษทางการเมืองเพื่อเป็นเครื่องมือแบล็กเมล์คนที่จะต่อต้านร่างแบบเหมาเข่งเท่านั้น”
ทนายเสื้อแดง วิเคราะห์ว่า ทุกกระบวนการล้วนเป็นแผนของเพื่อไทยตั้งแต่แรก ตัดนักโทษ 112 ปิดช่องการโจมตีเพื่อลดแรงต้าน อ้างว่านิรโทษเว้นแกนนำผู้สั่งการเพื่อลดกระเเสค้านจากเสื้อแดง เพื่อให้ผ่านขั้นรับหลักการแล้วมาแก้ไขเนื้อหาภายหลัง ทั้งหมดชัดเจนว่าเพื่อไทยตั้งธงตั้งแต่แรกว่าต้องการนิรโทษให้ทักษิณ และเป็นไปได้ว่ามีการเจรจาต่อรองกับอีกฝ่ายเรียบร้อยแล้วให้พ่วงอภิสิทธิ์กับสุเทพเข้าไปด้วย ฉะนั้นฉากการคัดค้านของ สส.เสื้อแดง หรือท่าที วรชัย ที่ทำเป็นไม่ยกมือหนุนนิรโทษเหมาเข่งนั้นไม่ต่างอะไรกับ “ละคร” ที่พรรคเพื่อไทยกำลังเล่นเท่านั้น
“นักโทษในคุก ครอบครัวเขาแตกสลาย บ้านยากจน ลูกไม่มีตังค์ไปโรงเรียน บางคนเขาโดน 20 ปีบ้าง 33 ปีบ้าง เขาก็อยากออกจากคุก เขาก็ถามว่าทำไมนิรโทษกรรมพวกเขาช้า ทำไมไม่ทำตั้งแต่แรกที่เป็นรัฐบาล ถึงตอนนี้มันก็ชัดว่าที่จริงแล้วเพื่อไทยมีนัยต้องการดึงเรื่องมาถึง 2 ปีกว่า กระทั่งมันอ่อนล้า มันเป็นลักษณะการดึง จงใจยื้อ เอามวลชนมาผูกกับทักษิณเพื่อสุดท้ายให้นำไปสู่การนิรโทษกรรมอย่างที่เห็น
... อย่างเรื่องประกันตัว ผมเคยตั้งคำถามกับเพื่อไทยว่าถ้าคุณจะช่วยเหลือการประกันตัวอย่างจริงจัง เวลาไปเจรจาเรื่องประกันตัว คุณต้องเอาประชาชนไปกองรวมกับพวกแกนนำที่ได้รับการประกันตัวด้วย ให้มันเป็นเงื่อนไขของกันและกัน เจรจากันให้ได้รับการประกันตัวทั้งหมด แต่ปัญหาคือ แม่งพวกอีลีท เพื่อไทยเขาทุบโต๊ะให้เฉพาะแกนนำที่ได้รับประกัน แต่ชาวบ้านกลับช่วยแบบตามมีตามเกิด ไปตามระบบว่าศาลจะให้หรือไม่ให้ ถ้าเพื่อไทยทุบโต๊ะคุยกันจริงๆ กับอีลีทชนชั้นนำของสังคมไทย ผมคิดว่าชาวบ้านก็ได้ออก แต่นี่กลับใช้ชาวบ้านเป็นเพียงเงื่อนไขหนึ่งในทางการเมือง”
ไม่เพียงตระเตรียมแผนปูทางร่าง พ.ร.บ.ฉบับซ่อนวีซ่าพาทักษิณกลับบ้านไว้อย่างดี แต่เส้นทางของร่างหลังจากนี้ที่มีความเสี่ยงทางกฎหมายว่าอาจขัดต่อหลักการเดิมหรือรัฐธรรมนูญนั้น อานนท์ เชื่อว่าการเมืองระดับบนย่อมมี “ข้อตกลง” ตระเตรียมไว้อย่างแน่นอน
“หลักการที่รับมา คือการนิรโทษเฉพาะประชาชนแล้วมีการอภิปรายอย่างหนักแน่นว่าไม่นิรโทษแกนนำ ผู้สั่งการ แต่กลับแปรญัตติในชั้น กมธ.เปลี่ยนสาระสำคัญ และไปเพิ่มนิรโทษคดีองค์กรของคณะรัฐประหารด้วย มันไม่ต่างจากการที่คุณบอกว่านิรโทษให้กับคดีลักทรัพย์ แต่ไปแปรญัตติเพิ่มคดีข่มขืนเข้ามา ขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ มาตรา 309 บัญญัติให้การกระทำทั้งก่อนหน้าและหลังของคณะรัฐประหารชอบด้วยรัฐธรรมนูญ มันชัดเจนมาก ดังนั้นมีโอกาสที่ร่างนี้จะถูกปัดตกไป”
ทีมกฎหมายพรรคย่อมรู้ล่วงหน้า? อานนท์ บอกว่า “... ถึงแม้ผมจะเห็นว่าขัดชัวร์ๆ แต่สุดท้ายทั้งการแปรญัตติขัดหลักการหรือมาตรา 309 ก็แล้วแต่ มันยังสามารถโต้แย้งทางกฎหมายได้ แต่หากไม่พูดถึงเรื่องข้อกฎหมาย แต่พูดในเชิงการเมือง มันอาจมีการคุยกันในชั้นอีลีทไทยว่า ให้มันผ่านไปโดยนัยนี้ ถ้าพูดไปก็ดูเหมือนเป็นการหมิ่นศาล แต่ผมเพียงจะบอกว่าชนชั้นนำในเมืองไทยต้องมีการเจรจาในเรื่องนี้แล้ว ผมคิดว่าเจรจาจนเพื่อไทยและประชาธิปัตย์รู้กัน เพราะชนชั้นนำไม่อยากขึ้นศาลหรอก อภิสิทธิ์ ไม่อยากขึ้นศาลในฐานะฆาตกรแน่ คนตำแหน่งขนาดนี้จะไปนั่งในคอกจำเลยในศาลนี่ไม่มีทาง รวมถึงกองทัพและทหารด้วย”
“... จริงๆ แล้วผมก็เห็นด้วยหากจะนิรโทษคุณทักษิณ เพราะเขาไม่ได้รับความเป็นธรรมจากรัฐประหาร แต่ไม่ใช่ด้วยวิธีการนี้ มันต้องแก้ 309 ลบล้างผลพวงของรัฐประหาร ล้างคดีให้คุณทักษิณขึ้นศาลตามกระบวนการยุติธรรมใหม่ แต่ประเด็นคือ ถ้าแก้ 309 ทหารมันเจ๊งไง เพราะมาตรานี้มันนิรโทษให้ทหาร ถ้าคุณไปแก้เท่ากับจับทหารมาขึ้นศาลอีกรอบ มันเสี่ยงต่อการรัฐประหารอีก เพื่อไทยกล้าแตะทหารที่ไหน
... รัฐไทยยังเป็นรัฐทหารที่มันซ้อนกันอยู่ ทั้งงบทหาร การแต่งตั้งโยกย้าย รัฐบาลแทบจะแตะได้น้อยมาก คนที่กุมกำลังยังเป็นทหารอยู่ ถ้ารัฐไม่จับมือกับทหารมันอยู่ไม่ได้ คำว่าทหารในแง่นี้มันหมายถึงคนที่กุมอำนาจของทหารที่แท้จริงด้วย แล้วคุณทักษิณจะไปขัดทำไม มีธุรกิจเป็นของตัวเองก็ลอยตัวอยู่แล้ว เข้ามาแล้วก็กลับบ้าน ไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงขัดกับทหาร” เป็นการสมยอมอำนาจ? ... ใช่ เขายอมจับมือกันได้
นอกจากการตั้งข้อสังเกตถึงภาวการณ์สมยอมทางอำนาจของชนชั้นนำไทยแล้ว ในฐานะนักกฎหมาย อานนท์ ระบุว่า ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม เป็นประโยชน์ให้ ทักษิณ และพรรคเพื่อไทยหลายชั้น เพราะเนื้อหาร่างที่แปรญัตติให้ ... นิรโทษการกระทำของบุคคลที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้กระทำผิดโดย “คณะบุคคล” หรือ “องค์กร” ที่จัดตั้งขึ้นภายหลังการรัฐประหาร ตั้งแต่ปี 2547 ถึงวันที่ 8 ส.ค. 2556 ซึ่งนอกจากจะนิรโทษครอบคลุมคดีของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แล้ว ย่อมครอบคลุมถึงคดีของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ด้วย เพราะ ป.ป.ช.ชุดนี้ก็แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหารเช่นกัน
“จริงๆ ร่างใหม่ นอกจากมันครอบคลุมคดี คตส. ของคุณทักษิณ และคดีรถและเรือดับเพลิงแล้ว มันมีนัยครอบคลุมถึงคดีของยิ่งลักษณ์ (ชินวัตร นายกรัฐมนตรี) ที่อยู่ใน ป.ป.ช.ด้วย ทั้งโครงการบริหารจัดการน้ำและคดีจำนำข้าว เพราะเจตนามันลากยาวมาจนถึง 8 ส.ค. จากเดิมที่ให้ถึงเเค่การยุบสภาเมื่อปี 2554 ป.ป.ช.ก็เป็นคณะบุคคลที่ตั้งโดยคณะรัฐประหาร ดังนั้นคดีที่ไปกองอยู่ ป.ป.ช.กลุ่มนี้ก็จะกลายเป็นโมฆะด้วย”อานนท์ ตั้งข้อสังเกตทิ้งท้าย







