posttoday
บิ๊กซีพีแนะแก้จำนำข้าวรัฐล้น

บิ๊กซีพีแนะแก้จำนำข้าวรัฐล้น

27 ตุลาคม 2556

เจ้าสัวธนินท์ เสนอแก้ปัญหาข้าว ให้ลดพื้นที่ปลูก 30% เทสต๊อกให้จีนทำเอทานอล

เจ้าสัวธนินท์ เสนอแก้ปัญหาข้าว ให้ลดพื้นที่ปลูก 30% เทสต๊อกให้จีนทำเอทานอล

นายธนินท์ เจียรวนนท์ ประธานคณะกรรมการและประธานคณะผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เปิดเผยว่า สถานการณ์ข้าวไทยที่สูญเสียโอกาสทางการแข่งขันให้กับข้าวอินเดียและเวียดนาม ด้วยราคาข้าวไทยที่สูงกว่าจากโครงการจำนำข้าว มองว่าไทยต้องปรับยุทธศาสตร์เกษตรใหม่ โดยต้องลดพื้นที่ปลูกข้าวลง 30% เพื่อแก้ปัญหาปริมาณข้าวล้นตลาด

ทั้งนี้ ข้าวที่มีอยู่ในสต๊อกจากโครงการรับจำนำข้าว ให้เอาออกมาขายให้กับประเทศจีน เพื่อผลิตเป็นเอทานอล และส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชอย่างอื่นที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้น อาทิ ปลูกปาล์ม ยางพารา อ้อย ซึ่งมองว่าไทยไม่ต้องแข่งเป็นเบอร์หนึ่งส่งออกข้าว แต่ควรทำอย่างไรให้เกษตรกรร่ำรวย ส่วนการบริหารประเทศและเศรษฐกิจไทย ควรให้ทันกับกระแสโลก

“สิ่งสำคัญที่จะช่วยภาคเกษตรของไทย ต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ ซีพีกำลังศึกษาการทำนารูปแบบใหม่ที่ จ.กำแพงเพชร โดยทำคันนาให้สูง เป็นพื้นที่ปลูกปาล์ม มะพร้าว และเลี้ยงปลา ซึ่งเป็นการใช้ประโยชน์พื้นที่ได้สูงสุด” นายธนินท์ กล่าว

สำหรับแผนธุรกิจซีพีใน 3-5 ปีข้างหน้านี้ บริษัทมุ่งขยายธุรกิจอาหารในยุโรปและอเมริกา จากปัจจุบันซีพีแข็งแกร่งในเอเชีย โดยเตรียมงบลงทุน 2,0003,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานหรือเข้าซื้อกิจการผลิตอาหารสำหรับคนใน 3 ประเทศ ได้แก่ อังกฤษ เบลเยียม และอเมริกา จะเป็นลักษณะร่วมทุนผู้ประกอบการท้องถิ่น พร้อมวางเป้าอีก 35 ปี จะนำบริษัท ซีพี เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์อเมริกา

ด้านนายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ว่าที่ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า จะนำตัวเลขขาดทุนในโครงการรับจำนำข้าวที่ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตรองปลัดกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ที่สรุปว่าขาดทุนปีละ 2 แสนล้านบาท กลับมาทบทวนในฐานะมีประสบการณ์ทางบัญชี และเป็นกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มา 8 ปี เห็นว่าไม่น่าจะขาดทุนมากเช่นนั้นตัวเลขขาดทุนให้นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (ก.พ.ร.) อดีตปลัดกระทรวงการคลังเห็นชอบ ก่อนส่งให้คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) แล้วนั้น จะต้องนำกลับมาพิจารณาใหม่อีกครั้งว่าตัวเลขขาดทุนที่ออกมา 2 แสนล้านบาทต่อปีนั้น มีความเป็นจริงหรือไม่ เนื่องจากในฐานะที่มีประสบการณ์ทางบัญชีและเป็นกรรมการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มา 8 ปี เห็นว่าไม่น่าจะมีผลขาดทุนมากเช่นนั้น ทั้งนี้

นายธนินท์ กล่าวว่า การตั้งโรงงานทั้ง 3 ประเทศเพื่อเป็นฐานการผลิตอาหารภายใต้แบรนด์ซีพีป้อนในประเทศและประเทศต่างๆในยุโรปและอเมริกา หรือกระทั้งในเอเชีย ขณะนี้สนใจจะเข้าไปลงทุนที่เบลเยี่ยมเป็นประเทศแรก และวางเป้าหมายในอีก 3-5 ปี จะเข้าตลาดหลักทรัพย์อเมริกา "จากนี้ต่อไปโลกจะปลี่ยนแปลงจะยังมีการรุกคืบเพื่อซื้อธุรกิจที่เป็นโอกาสในโลก ซีพีก็เช่นกันจะยังเดินหน้าหากิจการที่จะนำไปสนับสนุนการประกอบธุรกิจการเกษตร อาหารคน และอาหารสัตว์ของซีพีป้อนตลาดโลก"นายธนินท์ กล่าว

ทั้งนี้ซีพียังคงเดินหน้าซื้อหุ้นธุรกิจค้าปลีก ทั้งในแถบยุโรป โดยเฉพาะการเข้าไปลงทุนค้าปลีกในอเมริกามองว่ายังมีโอกาส เพื่อสามารถใช้เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้า อาทิ ก่อนหน้านี้สนใจเข้าประมูลพาร์ก แอนด์ ช้อป ห้างสรรพสินค้าในฮ่องกง หรือกระทั่งการผนึกกับวูมาร์ท รุกค้าปลีกในจีน อย่างไรก็ตามหากสู้ราคาไม่ได้ก็ตัดสินใจสร้างโรงงานในประเทศต่างๆ แทน

นายรังสรรคชี้แจงว่า หากคิดง่าย ๆ ว่ารับจำนำข้าวมาตันละ 1.5 หมื่นบาท แต่ราคาตลาดอยู่ที่ 1.2 หมื่นบาท เท่ากับรัฐบาลจะขาดทุนแค่ตันละ 3000 บาท และหากรัฐบาลรับจำนำข้าว 12 ล้านตัน ก็จะมีผลขาดทุนแค่ 3.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อีก แต่เมื่อรวมแล้วก็ไม่น่าจะขาดทุนถึง 2 แสนล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ ข้าวที่อยู่ในสต็อกก็ยังเป็นตัวแปรสำคัญที่จะทำให้ผลการขาดทุนน้อยลง หากมีการตีราคาให้ถูกต้อง ซึ่งรัฐบาลอาจจะจ้างคนกลางมาตีราคาหากเห็นว่ามีหลายฝ่ายไม่เชื่อมั่นการตีราคาข้าวในสต็อกของรัฐบาลว่ามีการตีราคาที่ไม่สอดคล้องกับราคาตลาดที่แท้จริง

นายรังสรรค์ กล่าวอีกว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการที่ดี แต่อาจต้องมีการเพิ่มความเข้มงวดในการดำเนินการให้มากขึ้น ต้องมีการทำให้เงินถึงมือเกษตรกรอย่างจริงจัง ซึ่งถือเป็นกลุ่มคนส่วนใหญ่ของประเทศ แต่ที่ผ่านมาคนที่วิจารณ์ว่าโครงการรับจำนำข้าวมีความเสียหายขาดทุนมาก ส่วนใหญ่เป็นคนเมือง

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท