
ใช้ชีวิต...อย่างประหยัดแล้ว แต่ทำไม...ยังจนอยู่?
ผมเคยอ่านบทความเรื่อง “The Benefits of Retiring Later” ซึ่งแปลตามความได้ว่า “ประโยชน์ของ...การเกษียณช้า”
ผมเคยอ่านบทความเรื่อง “The Benefits of Retiring Later” ซึ่งแปลตามความได้ว่า “ประโยชน์ของ...การเกษียณช้า” ซึ่งผมคิดว่ามีประโยชน์มาก จึงอยากนำมาเล่าให้คุณผู้อ่านได้อ่าน โดยมีเนื้อหาดังนี้ครับ
เรื่องที่หนึ่ง “ศักดิ์ชัย” ตั้งบริษัทของตนเองขึ้นมา และทำงานในบริษัทตนมานานถึง 30 ปี เขาเกษียณอายุเมื่ออายุได้ 60 ปี พร้อมกับเงินเก็บ 7.5 ล้านบาท ศักดิ์ชัยใช้จ่ายเงินเพื่อตนเองและครอบครัวอย่างประหยัดตามแนวทางในการดำรงชีวิตที่เขาและภรรยาเคยใช้ชีวิตกันมา โดยคาดว่าจะมีค่าใช้จ่ายปีละ 3.5 แสนบาท และจะสามารถใช้ชีวิตต่อไปได้มากกว่า 20 ปีอย่างสบายๆ แต่เนื่องจากทั้งสองคนมีอายุมากแล้ว ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะในเรื่องของค่ารักษาพยาบาล
ต่อมาก็พบว่า ศักดิ์ชัยได้ถอนเงินออกมาทุกปี พอครบ 14 ปี เงินของศักดิ์ชัย 7.5 ล้านบาท ก็หมดลง ทุกวันนี้ชีวิตของศักดิ์ชัยต้องพึ่งโครงการ “30 บาท รักษาทุกโรค” เงินเก็บส่วนตัวไม่มีเหลือเลย จึงต้องขอเงินจากลูกหลานและญาติมิตร ลูกหลานญาติมิตรก็เริ่มทำตัวออกห่างมากขึ้นเรื่อยๆ มีเพียงภรรยาที่ไม่มีเงินเหมือนกันเป็นเพื่อน แต่ชีวิตก็ลำบากและเครียด
เรื่องที่สอง “อัจฉรา” เป็นอาจารย์และเป็นโสด แม้ว่าเธอจะมีโอกาสเกษียณอายุเมื่อตอนเธออายุ 60 ปีไปแล้วก็ตาม แต่เธอก็ยังคงทำงานด้านการศึกษาต่อไป อัจฉราทำงานจนถึงอายุ 70 ปี เธอจึงยอมเกษียณอย่างแท้จริง และพบว่า ตัวเธอเองมีเงินเก็บ 4.5 ล้านบาท อัจฉราก็นำเงินไปลงทุนและฝากเงินเช่นเดียวกับศักดิ์ชัย เธอมักจะถอนเงินออกมาเพื่อใช้จ่ายส่วนตัวและสุขภาพปีละ2.5 แสนบาท
ทุกวันนี้ อัจฉรามีเพื่อนฝูงที่เป็นโสดจนเกษียณมากมาย อัจฉราเป็นคนชอบให้ของขวัญลูกหลานและชอบทำบุญ จึงทำให้มีคนเป็นจำนวนมากชอบไปมาหาสู่เธออยู่เป็นประจำ ชีวิตคนโสดจนเกษียณของ “อัจฉรา”จึงดูเหมือนว่าจะมีความสุขมากกว่าชีวิตของ “ศักดิ์ชัย” อย่างมากมาย
อะไรที่ทำให้ชีวิตของ “ศักดิ์ชัย” และ “อัจฉรา” ดูจะแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน ซึ่งผมเองมีข้อสังเกตดังนี้ครับ
หนึ่ง ความคิดที่ว่า ใช้จ่ายอย่างประหยัด...ก็พอแล้ว
หลังจากที่เราได้อ่านเรื่องของ “ศักดิ์ชัย” และ “อัจฉรา” ไปแล้ว เราจะพบว่าทั้งสองคนเหมือนกันประการหนึ่งก็คือ ทั้งสองคนไม่เคยมี “การวางแผนการเงิน” เลย ชีวิตของศักดิ์ชัยและภรรยาจึงต้องประสบกับปัญหาชีวิตในช่วงบั้นปลายของชีวิต แม้ว่าจะพยายามใช้ชีวิตอย่างประหยัดแล้วก็ตาม เพราะศักดิ์ชัยรีบเกษียณการทำงานก่อนที่เงินออมที่จะต้องใช้ในช่วงบั้นปลายของชีวิตจะมีอย่างเพียงพอ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการดำรงชีวิตกลับเพิ่มขึ้น
ส่วน “อัจฉรา” ก็ไม่ได้วางแผนการเงินเหมือนกัน แต่อัจฉราเป็นคนชอบทำงาน จึงไม่ยอมหยุดทำงานง่ายๆ และทำงานต่อไปอีก10 ปี จึงยอมเกษียณอายุอย่างแท้จริง ด้วยความขยันดังกล่าว จึงทำให้ปัญหาเงินออมที่จะต้องใช้ในช่วงหลังเกษียณหมดไป
แต่ในชีวิตจริง คงจะมีคนที่โชคดีอย่าง “อัจฉรา” จำนวนไม่มากนัก ดังนั้นหัวใจในการที่จะใช้ชีวิตหลังการเกษียณอย่างมีความสุขจึงไม่ได้อยู่ที่ “การใช้จ่ายอย่างประหยัด...ก็พอแล้ว” เท่านั้น แต่หัวใจสำคัญและต้องทำก็คือ“การวางแผนการเงิน” นั่นเอง
สอง การวางแผนการเงิน
หากศักดิ์ชัยทำงานต่ออีก 5 ปี ไม่คิดที่จะเกษียณก่อนเวลาอันควรแล้ว คุณภาพชีวิตของศักดิ์ชัยก็จะดีขึ้น เพราะเงินเหลือเก็บก็จะมีมากขึ้น ซึ่งคาดว่าเงินเหลือเก็บก็จะเพิ่มขึ้นตามระยะเวลาที่ทำงานเพิ่มขึ้น หากศักดิ์ชัยเกษียณอายุที่ 65 ปี แสดงว่า เขาจะทำงานต่อไปอีก 5 ปี และเขาก็น่าจะมีเงินเหลือเก็บเพิ่มขึ้นอีก5 ปี ดังนั้น ศักดิ์ชัยจะมีเงินเหลือเก็บรวม 14+5 = 19 ปี ศักดิ์ชัยก็อาจจะใช้เงินหมดเมื่ออายุ 65+19 = 84 ปี ศักดิ์ชัยจึงมีแนวโน้มที่จะใช้ชีวิตที่ดีขึ้น
สาม ปัจจุบันคนมีอายุมากขึ้น
ตัวเลขจาก Wikipedia พบว่า เมื่อประมาณหนึ่งร้อยปีก่อน อายุเฉลี่ยของคนทั่วโลกอยู่ที่ 31 ปี แต่ทุกวันนี้อายุเฉลี่ยของคนทั่วโลกอยู่ที่ 67.2 ปี นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่า “ผู้สูงอายุ” กำลังจะล้นโลก ในขณะที่“คนหนุ่มสาว” ในวัยทำงานกำลังจะลดลง
ภาระอันหนักหน่วงนี้จึงตกไปอยู่กับคนหนุ่มสาวในปัจจุบัน ที่คงจะต้องจ่ายภาษีเพิ่มขึ้นเพื่อนำไปเป็นสวัสดิการสังคมให้กับผู้สูงอายุเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม สวัสดิการสังคมดังกล่าวก็คงไม่พอเพียงกับจำนวนประชากรของผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นทุกวัน
ปัจจุบันนี้ จึงพบว่า “ผู้สูงอายุ” มักจะต้องกระเสือกกระสนดิ้นรนหาเลี้ยงชีพให้แก่ตนเองเท่าที่จะทำได้ ก่อนที่จะถูกสังคมและลูกหลานค่อยๆ ทิ้งไป
สี่ ทุกคนสามารถกำหนดเวลาเกษียณได้
ผมเคยเขียนบทความที่ชื่อ “8 วิธีที่จะทำให้รวยก่อนเกษียณ” (อ่านได้ที่ http://www.doctorwe.com/variety/20120805/2976) โดยพูดถึงวิธี “การกำหนดวันเกษียณของตนเอง” ไว้ว่า ในชีวิตของคนเรานั้น เราต้องพยายามที่จะ “กำหนดชีวิต” ของเราเองให้ได้ นายกรัฐมนตรีคนแรกของสิงคโปร์ และรัฐบุรุษแห่งสิงคโปร์ นายลีกวนยิว ก้าวลงจากตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2544 ในเวลานั้น เขามีอายุถึง 87 ปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาสามารถ “กำหนดเวลาเกษียณ” ของตัวเขาเองได้
คุณหมอประสพ รัตนากร ผู้ริเริ่มงานด้านสุขภาพผู้สูงอายุและชมรมผู้สูงอายุทั่วประเทศ และก่อตั้งสมาคมวิชาชีพทางสุขภาพจิต ประสาทวิทยา จิตเวชศาสตร์ และสังคมวิทยา คุณหมอจัดรายการ “ใจเขาใจเรา” ทางวิทยุและโทรทัศน์มากว่า 50 ปี คุณหมอทำงานต่อเนื่องจนคุณหมออายุถึง 92 ปีทีเดียว และเพิ่งจะจากพวกเราไปเมื่อปีที่ผ่านมา
ทั้งหมดก็แสดงให้เห็นว่า คุณหมอก็สามารถ “กำหนดวันเกษียณของตัวเอง” ได้
แล้วคุณผู้อ่านล่ะครับ...จะรีบเกษียณอายุตัวเองไปทำไม?







