
40 สว. ค้าน Set Zero กมธ. รับลูกลุยนิรโทษ
จากคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “ต้อง Set Zero (เริ่มต้นกันใหม่)”
โดย...ทีมข่าวการเมือง
จากคำให้สัมภาษณ์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า “ต้อง Set Zero (เริ่มต้นกันใหม่)” ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์เป็นอย่างมากว่าจะทำให้การเมืองเข้าสู่ความขัดแย้งรุนแรงอีกครั้งผ่านกระบวนการนิรโทษกรรมแบบสุดซอย
“สมชาย แสวงการ” สว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 สว. มองว่า การนิรโทษกรรมแบบ Set Zero จะส่งผลให้การดำเนินการหลายประการก่อนหน้านี้ต้องเป็นโมฆะไปด้วย และที่สำคัญที่สุด คือ รัฐธรรมนูญ 2550 ก็จะไม่มีผลบังคับใช้อีกต่อไป เพราะกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญมาจากอำนาจของคณะรัฐประหารเช่นกัน
“ถ้านิรโทษกรรมตามร่างแก้ไขของคณะกรรมาธิการในสภาผู้แทนราษฎร ก็ไม่ต่างอะไรกับการย้อนเวลาไปหาอดีตที่จะทำให้ทุกอย่างเสมือนหนึ่งไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน การรัฐประหารปี 2549 เท่ากับว่านายกรัฐมนตรีจะต้องลาออกจากตำแหน่ง เพราะตัวเองมาจากรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันและต้องยุบสภา” แกนนำกลุ่ม 40 สว. กล่าว
“ไพบูลย์ นิติตะวัน” สว.สรรหา วิพากษ์คล้ายกันว่า แนวคิดของ พ.ต.ท.ทักษิณ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นว่าตัวเองเล่นการเมืองแบบต้องได้อย่างเดียวโดยไม่ยอมเสียอะไรเลย และอยากได้เงินที่ถูกศาลยึดทรัพย์ไปคืนมาโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเชื่อว่าจะก่อให้เกิดความขัดแย้งแบบร้าวลึกอย่างที่ไม่เคยเกิดมาก่อน จึงอยากเรียกร้องให้สภาทบทวนการเสนอกฎหมาย
ขณะที่ที่ประชุมคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมแก่ผู้ซึ่งกระทำความผิดเนื่องจากการชุมนุมทางการเมือง การแสดงออกทางการเมืองของประชาชน ที่มี “สามารถ แก้วมีชัย” สส.เชียงราย พรรคเพื่อไทย เป็นประธาน เมื่อวันที่ 24 ต.ค. ยังคงเดินหน้ากระบวนการนิรโทษกรรมแบบ Set Zero ต่อไป โดยไม่มีการทบทวนแม้ว่าจะมีเสียงท้วงติงก็ตาม
โดยตลอดการประชุมทั้งวันวานนี้ ปรากฏว่า กมธ.มีเสียงข้างมากคว่ำคำแปรญัตติของ สส.พรรคเพื่อไทยและพรรคประชาธิปัตย์ ที่เสนอแก้ไขถ้อยคำให้ยกเลิกการนิรโทษกรรมแบบสุดซอยของคณะ กมธ.
เริ่มตั้งแต่มติเสียงข้างมาก 17 เสียง ไม่เห็นด้วยกับคำแปรญัตติของ นพ.เหวง โตจิราการ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ซึ่งเสนอให้คณะ กมธ.กลับไปใช้เนื้อหาตามที่ “วรชัย เหมะ” สส.สมุทรปราการ ได้เสนอให้สภาเอาไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อให้นิรโทษกรรมผู้ชุมนุมทางการเมืองเท่านั้น แต่ไม่ครอบคลุมถึงแกนนำผู้สั่งการและผู้สั่งสลายการชุมนุม
นอกจากนี้ มี สส.พรรคประชาธิปัตย์ จำนวนมากได้เสนอคำแปรญัตติในไปทำนองเดียวกัน คือ เสนอบัญชีแนบท้ายว่าบุคคลที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญาจะต้องไม่รับการนิรโทษกรรม พร้อมกับการตั้ง “คณะกรรมการนิรโทษกรรม” จำนวน 5 คน ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี รมว.ยุติธรรม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม อัยการสูงสุด นายกสภาทนายความ
คณะกรรมการชุดนี้ จะมีหน้าที่ตรวจสอบบุคคลว่าใครเข้าข่ายได้รับการนิรโทษกรรมบ้างภายหลังกฎหมายนิรโทษกรรมมีผลบังคับใช้ พร้อมกับได้การเสนอบัญชีแนบท้ายว่าบุคคลที่กระทำความผิดตามกฎหมายอาญาจะต้องไม่รับการนิรโทษกรรม แต่คณะ กมธ.เสียงข้างมากให้ตกไป
ทั้งนี้ ประธานคณะ กมธ. ได้นัดประชุมอีกครั้งในวันนี้ เพื่อให้ผู้เสนอคำแปรญัตติเข้าชี้แจงเป็นวันสุดท้าย โดยจะไม่มีการขยายเวลาเพิ่มเติมตามข้อเรียกร้องของฝ่ายค้าน
อย่างไรก็ตาม ก่อนการประชุม กมธ. พะเยาว์ อัคฮาด มารดาของ กมลเกด หรือ “น้องเกด” ซึ่งเสียชีวิตในวัดปทุมวนาราม ยื่นหนังสือต่อสามารถ เพื่อขอให้พรรคเพื่อไทยและคณะกรรมาธิการฯ ทบทวนการปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม มาตรา 3 โดย พะเยา กล่าวว่า การแปรญัตติครั้งนี้เกินกว่าจะรับได้ และขัดกับสิ่งที่พรรคเพื่อไทยเคยหาเสียงว่าจะนำตัวผู้กระทำผิดมารับโทษ
“ขอให้ พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกฯ เสียสละบ้าง และขอเรียกร้องแกนนำคนเสื้อแดงให้ออกมาบนถนนเพื่อคัดค้านเรื่องนี้ แต่หากไม่ออกมาก็จะขอต่อสู้ด้วยตัวเอง และพร้อมจะอยู่ฝั่งตรงข้ามกับรัฐบาล” พะเยาว์ กล่าว







