
นิรโทษกรรมสุดซอยเกมวัดใจที่ต้องเสี่ยง
กัดฟันลุยกันอีกยก!!! เที่ยวนี้ “เพื่อไทย” ตัดสินใจ “หักดิบ” ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม
โดย...ธนพล บางยี่ขัน
กัดฟันลุยกันอีกยก!!! เที่ยวนี้ “เพื่อไทย” ตัดสินใจ “หักดิบ” ในชั้นกรรมาธิการ (กมธ.) พิจารณาร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ขยายขอบเขตนิรโทษกรรมไปจน “สุดซอย” แม้รู้ทั้งรู้ว่าเส้นทางต่อจากนี้จะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามนานัปการ แถมหากพลาดพลั้งยังอาจกระทบต่อความเป็นอยู่เป็นไปของรัฐบาล
เมื่อเนื้อหาที่ กมธ.เสียงข้างมากยืนยันตามเนื้อหาที่ “ประยุทธ์ ศิริพานิชย์” รองประธาน กมธ.จากพรรคเพื่อไทย เสนอแก้ไขนั้น ถูกวิจารณ์ว่าเจาะจงพุ่งเป้า “ล้างผิด” ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ แถมยังเปิดช่องให้สามารถทวงเงินที่ถูกยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทพร้อมดอกเบี้ยอีกด้วย
การกลับลำแบบ 360 องศาเช่นนี้ ขัดแย้งกับสิ่งที่ “วรชัย เหมะ” สส.สมุทรปราการ และคณะ ยืนยันหนักแน่นในช่วงเสนอร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ว่าจะนิรโทษกรรมเฉพาะประชาชนผู้ต้องคดีและถูกคุมขังในเรือนจำเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับแกนนำ ผู้สั่งการ หรือแม้แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ
การแสดงออกถึงเป้าหมายที่แท้จริงครั้งนี้ จึงปลุกกระแสต่อต้านให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น “ประชาธิปัตย์” ที่ประกาศแตกหักค้าน พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ทั้งในและนอกสภา เรื่อยมาจนถึงมวลชนทั้งกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ หรือ เครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย ที่รอเพียงสัญญาณนกหวีดออกมาเคลื่อนไหว
ทว่าสาเหตุที่ “เพื่อไทย” ตัดสินใจเปิดเกมแลกรอบนี้ แถมยังเร่งเกมเร็วขยับปฏิทินทำงานในขั้นตอนแปรญัตติให้ขึ้นมาเร็วขึ้น พร้อมวางตารางนำเข้าสภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาลงมติในวาระ 2 ไว้คร่าวๆ วันที่ 6 พ.ย.นี้ เป็นเพราะประเมินแล้วไม่มีอะไรต้องเสียไปมากกว่านี้
อย่าลืมว่าความพยายามเดิมที่เคยเลียบๆ เคียงๆ ทำมา ผลลัพธ์สุดท้ายก็มีอันต้องไปติดขัดกลางทางทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น พ.ร.บ.ปรองดอง 4 ฉบับ ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ สามารถ แก้วมีชัย นิยม วรปัญญา ที่จ่อคิวรออยู่ในวาระการประชุมสภา แต่ก็ไม่อาจผลักดันขึ้นมาพิจารณาได้ เพราะติดขัดตรงประเด็นล้างความผิดให้ พ.ต.ท.ทักษิณ
หรือร่าง พ.ร.บ.การปรองดองแห่งชาติ ของ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง ที่มีแนวคิดจะล้างผิดแบบสุดซอยในช่วงไม่กี่เดือนก่อนหน้านี้ สุดท้ายก็เงียบหายไปหลังถูกกระแสต่อต้านแบบรุนแรงจนล่าสุดร่างนิรโทษกรรมฉบับ “วรชัย” จึงเข้ามาเป็นฉบับเบิกทางที่เสียงข้างมากดันจนผ่านความเห็นชอบในวาระ 1 ได้แบบทุลักทุเล
การใช้วิธีตัดต่อพันธุกรรมปรับร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรม ที่ผ่านสภาวาระ 1 ไปแล้ว หากจะเป็นปัญหาว่าการแก้ไขในชั้น กมธ.เกินกว่าหลักการและเหตุผลที่สภาเห็นชอบในวาระ 1 หรือไม่ ก็เป็นปัญหาที่ค่อยไปตามแก้ภายหลัง จึงย่อมง่ายกว่าการตั้งต้นปลุกปั้นร่าง พ.ร.บ.ใหม่ขึ้นมาลุยล้างผิดสุดซอยอีกรอบ ดีไม่ดีก็ต้องวนกลับไปค้างเติ่งอยู่ในสภาเหมือนฉบับอื่นๆ ก่อนหน้า
ที่สำคัญหากปล่อยให้เวลายืดเยื้อยาวนานออกไปเท่าไหร่ย่อมไม่เป็นผลดีกับรัฐบาล เพราะปัญหาที่รุมเร้าอยู่เวลานี้ย่อมกัดกร่อนคะแนนนิยม ส่งผลต่อเสถียรภาพของรัฐบาลที่นับวันจะมีแต่ “กินเนื้อตัวเอง” ไปเรื่อยๆ
นโยบายหลายต่อหลายเรื่องที่เคยหาเสียงไว้ กลับไม่สามารถทำได้จริงอย่างที่เคยโฆษณา หลายต่อหลายเรื่องกลายเป็นปัญหาตามมาและยากจะไปตามแก้ไข ขณะที่ความเดือดร้อนของชาวบ้านอย่างของแพง สินค้าเกษตรราคาตกต่ำ ปัญหาน้ำท่วม กลับไม่เห็นความตั้งใจแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ
แม้จะพยายามกู้ภาพด้วยเมกะโปรเจกต์อย่างการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของประเทศครั้งใหญ่ผ่านการกู้เงิน 2 ล้านล้านบาท หรือการบริหารจัดการน้ำ ผ่าน พ.ร.ก.เงินกู้ 3.5 แสนล้านบาท แต่ก็ไปติดขัดและคงต้องรอชี้ขาดที่ศาลรัฐธรรมนูญ
อีกทั้งภาพที่ออกมาตลอดช่วง 2 ปีของรัฐบาลเพื่อไทย ดูจะให้น้ำหนักวนเวียนไปกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผลักดันกฎหมายล้างผิดมากกว่าจะสนใจปัญหาปากท้อง ดูแลความเป็นอยู่ของประชาชน
การจะปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่เป็นผลดีต่อการเดินหน้าสู่เป้าหมายที่แท้จริง ยิ่งในห้วงเวลาที่เหลืออยู่ไม่มากนักโดยเฉพาะในสถานการณ์การเมืองที่กำลังตึงเครียดและไม่รู้ว่าจะลากไปจนครบเทอมได้หรือไม่
เพราะหลายๆ คดีของรัฐบาลเป็นเสมือน “ระเบิดเวลา” ได้ถูกจุดชนวนแล้ว ผลของหลายๆ คดีที่กำลังจะออกมาย่อมสามารถส่งผลสะเทือนต่ออนาคตของรัฐบาลได้ทั้งสิ้น
การเร่งปิดเกมล้างผิดแบบสุดซอยขณะนี้จึงเป็นการยอมเสี่ยงครั้งสำคัญของรัฐบาลเพื่อไทย เมื่อรู้อยู่แล้วว่าต้องเกิดกระแสต้านจากสารพัดม็อบที่ก่อตัวในเวลานี้ และเตรียมหยิบประเด็นนี้มาเป็นชนวนเคลื่อนไหวต่อต้านรัฐบาล
นอกจากนี้ กำลังจะกลายเป็นประเด็นสร้างความขัดแย้งให้เกิดขึ้นระหว่างเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงบางส่วนที่ไม่เห็นด้วยกับการล้างผิดที่จะครอบคลุมไปถึงตัวการที่เป็นต้นเหตุของการเสียชีวิตของคนเสื้อแดงกว่า 90 ศพ เพราะต้องการที่จะให้เดินหน้ากระบวนการค้นหาความจริงหาคนผิดมาดำเนินดคี
แต่เมื่อคำนวณผลดีผลเสียแล้ว จังหวะเวลานี้ย่อมอาจเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับรัฐบาลเพื่อไทยที่ยอมเสี่ยงครั้งสำคัญเพื่อลุยดันกฎหมายนิรโทษกรรมไปจนสุดซอย







