posttoday
รางวัลโนเบลสำหรับคนเล่นหุ่น

รางวัลโนเบลสำหรับคนเล่นหุ่น

24 ตุลาคม 2556

รางวัลโนเบลไม่เป็นข่าวใหญ่ในบ้านเรา อาจเป็นเพราะยังไม่เคยมีคนไทยที่มีโอกาสลุ้นรางวัลนี้

รางวัลโนเบลไม่เป็นข่าวใหญ่ในบ้านเรา อาจเป็นเพราะยังไม่เคยมีคนไทยที่มีโอกาสลุ้นรางวัลนี้

ปีนี้มีผู้ได้รางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ 3 คน จากผลงานวิจัยด้านราคาสินทรัพย์ แต่คนที่ผมอยากจะพูดถึงมีชื่อว่า ยูจีน ฟามา อายุ 74 ปี สอนที่มหาวิทยาลัยชิคาโก รัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา

ผลงานของ ฟามา ส่วนใหญ่เป็นการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของราคาหุ้น โดยเขาได้ชื่อว่าเป็นบิดาของทฤษฎีประสิทธิภาพของตลาด

ฟามา ได้รับรางวัลมานับไม่ถ้วน และเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในวงการเศรษฐศาสตร์และวงการตลาดทุน แต่แน่นอนว่าในจำนวนรางวัลทั้งหมด รางวัลโนเบลถือว่ามีเกียรติยศสูงสุด และอาจเป็นรางวัลที่ตัวเขาเองรอคอยมานานที่สุด

ในหมู่งานวิจัยของฟามา มีประเด็นใหญ่ๆ อยู่ 2 เรื่อง ที่ผมอยากให้นักลงทุนในตลาดหุ้นไทยสนใจศึกษาและเรียนรู้ เพื่อให้การลงทุนของแต่ละคนมีประสิทธิภาพมากขึ้น และมีโอกาสงอกเงยมากขึ้นในระยะยาว ดังนี้

เรื่องแรก สำหรับผู้ที่ลงทุนซื้อขายหุ้นเอง โดยติดตามข่าวสารเกี่ยวกับหุ้นในสื่อสาธารณะ ฟามา สรุปจากประสบการณ์ที่มีมายาวนานว่า การขึ้นลงของราคาหุ้นเป็นเรื่องที่คาดเดาได้ยาก ราคาในอนาคตไม่จำเป็นต้องสะท้อนราคาในอดีต ข้อมูลและข่าวสารต่างๆ ที่ประกาศออกมาจะถูกซึมซับเข้าไปในราคาหุ้นอย่างรวดเร็ว จนรายย่อยไม่มีทางทำกำไรจากมันได้

หรือกล่าวโดยง่ายๆ การเคลื่อนไหวของราคาหุ้นโดยปกติจะไม่ใคร่มีแบบแผน มีโอกาสขึ้นและลงพอๆ กัน ทำให้การซื้อขายเพื่อเก็งกำไรระยะสั้นเป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเฉลี่ยให้ได้กำไรคุ้มค่าใช้จ่าย เช่น พวกค่าธรรมเนียมต่างๆ

การเล่นสั้นเป็นจุดอ่อนของนักเลงหุ้นทั่วโลก รวมทั้งนักเลงหุ้นไทย ซึ่งแต่ละครั้งก็จะมีทั้งคนได้คนเสีย เพียงแต่คนได้จะเสียงดังกว่า ส่วนในระยะยาว จำนวนคนเสียมีมากกว่ากันมาก

ผมจะรู้สึกขัดอกขัดใจทุกครั้งที่ได้ยินโบรกเกอร์ นักวิเคราะห์ หรือผู้เชี่ยวชาญ ที่แนะนำผู้ลงทุนให้เล่นรอบสั้นๆ เพราะมันไม่อยู่บนพื้นฐานของหลักการที่ถูกต้อง มันขัดกับผลงานวิจัยของฟามา รวมทั้งขัดกับหลักการที่กูรูที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลกอย่าง วอร์เรน บัฟเฟตต์ แนะนำ

แน่นอนว่าการที่โบรกเกอร์แนะนำแบบนี้ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะโบรกเกอร์ทำมาหากินอยู่กับปริมาณการซื้อขายของลูกค้า ยิ่งเล่นสั้นก็ยิ่งเป็นการเพิ่มปริมาณซื้อขาย โบรกเกอร์ก็ยิ่งมีรายได้มากขึ้น

ไม่น่าแปลกอีกเช่นกัน ที่มีคนพยายามออกมาโต้แย้งฟามา ว่าที่พูดออกมาไม่จริงทั้งหมด เพราะยังมีกลุ่มผู้ลงทุนที่หากินอยู่กับความผิดปกติของราคาในระยะสั้น หรือความไม่มีประสิทธิภาพของตลาด เช่น กลุ่มเฮดจ์ฟันด์ต่างๆ

ผมเชื่อว่า ฟามา คงไม่เถียงประเด็นนี้ เพียงแต่กลุ่มที่ฟามาอยากจะสื่อถึง น่าจะเป็นกลุ่มผู้ลงทุนทั่วๆ ไป ซึ่งไม่มีข้อมูลภายในเหมือนเจ้าของหรือผู้บริหาร ไม่มีข้อมูลตลาดเหมือนโบรกเกอร์ และไม่มีเครื่องไม้เครื่องมือพิเศษเหมือนพวกเฮดจ์ฟันด์

กลุ่มผู้ลงทุนทั่วไปอยู่ในฐานะเสียเปรียบ ทั้งเรื่องค่าใช้จ่ายและเรื่องการเข้าถึงข้อมูล แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะต้องอยู่ห่างๆ ตลาดหุ้น หรือหยุดเล่นหุ้นโดยสิ้นเชิง เพราะในระยะยาว หากเป็นการลงทุนอย่างมีสติ ผลตอบแทนเฉลี่ยจะสูงกว่าการฝากธนาคารเพื่อกินดอกเบี้ย

สิ่งที่พึงทำ คือ เลือกหุ้นที่มีพื้นฐานดี และราคาไม่สูงเกินไป เมื่อลงทุนแล้วก็ถือไว้ อาจจะนานเป็นปี หรือหลายๆ ปี จนกว่าจะผลิดอกออกผลตามเป้าหมาย

เรื่องที่สอง สำหรับผู้ที่ลงทุนโดยการซื้อกองทุนรวม โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มมนุษย์เงินเดือนที่ไม่มีทางเลือก แต่ละปีต้องซื้อกองทุนหุ้นระยะยาว หรือแอลทีเอฟ และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรืออาร์เอ็มเอฟ เพื่อผลในการลดหย่อนภาษีเงินได้

จากสถิติที่มีการรวบรวมไว้ในสหรัฐ ในระยะยาวกองทุนรวมไม่สามารถให้ผลตอบแทนมากกว่าค่าเฉลี่ยหรือดัชนีของตลาด ทั้งๆ ที่จ้างผู้จัดการกองทุนมืออาชีพมาบริหาร โดยในช่วงสิบปีที่ผ่านมามีกองทุนเพียงสามสิบกว่าเปอร์เซ็นต์เท่านั้น ที่ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยสูงกว่าดัชนี

ฟามา ชี้แจงเรื่องนี้มานานแล้วว่า ความสามารถในการเลือกหุ้นไม่ได้มาจากความรู้ทั่วไป หรือความเป็นมืออาชีพ จากสถิติมีผู้จัดการกองทุนเพียงประมาณ 3% ที่มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่ได้สูงกว่าผู้ลงทุนประเภทอื่นๆ รวมทั้งกลุ่มรายย่อยที่ไม่ได้ยึดการเล่นหุ้นเป็นอาชีพ

กล่าวกันว่า ผลงานวิจัยของฟามาเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ทำให้ตลาดกองทุนรวมประเภทอิงดัชนี (Index Funds) เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว โดยใน 5 ปีสุดท้าย โตขึ้นเกือบ 3 เท่า จากการที่เงินลงทุนนับแสนล้านเหรียญสหรัฐไหลออกจากกองทุนประเภทที่มีค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการสูงมาอยู่กับกองทุนประเภทนี้

กองทุนประเภทอิงดัชนีมีค่าใช้จ่ายต่ำ และคิดค่าบริหารจัดการกองทุนน้อย เนื่องจากไม่ต้องจ้างผู้จัดการกองทุนมาวิเคราะห์และเลือกหุ้น แต่กระจายการลงทุนโดยอัตโนมัติตามดัชนีที่กำหนดว่าจะอิงไว้ล่วงหน้า

ปัจจุบันบริษัทจัดการกองทุน หรือ บลจ. ที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐก็เป็น บลจ. ที่เสนอขายกองทุนประเภทอิงดัชนีเป็นหลัก

หันมาดูประเทศไทยบ้าง กองทุนรวมส่วนใหญ่ยังเป็นแบบเดิม คือ วิเคราะห์และเลือกหุ้นแลกเปลี่ยนกับการคิดค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการสูงๆ โดยไม่มีข้อพิสูจน์ชัดเจนว่าการบริหารจัดการดังกล่าวช่วยให้ผลตอบแทนในระยะยาวสูงขึ้นจริงหรือไม่

ในทางตรงข้าม บ่อยครั้งที่การบริหารจัดการกลับกลายเป็นต้นตอของความไม่โปร่งใส เช่น ซื้อๆ ขายๆ บ่อยเกินความจำเป็น เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณธุรกิจให้กับโบรกเกอร์ หรือที่ร้ายแรงกว่านั้น คือ การมีบัญชีนอมินีที่ทราบล่วงหน้าว่ากองทุนจะซื้อหรือขายหุ้นตัวไหน แล้วซื้อหรือขายนำหน้าไปก่อน

กองทุนรวมอิงดัชนียังไม่แพร่หลายในบ้านเรา ผู้ลงทุนจำนวนมากยังไม่รู้จัก และยังไม่ทราบความแตกต่าง ในขณะที่ บลจ. ส่วนใหญ่ก็ไม่ส่งเสริมการขายกองทุนประเภทนี้ เพราะให้ผลกำไรน้อยกว่า บาง บลจ. ไม่มีกองทุนประเภทนี้ให้เลือกลงทุนด้วยซ้ำไป

ผมอยากจะแนะนำให้คนที่กำลังเลือกซื้อแอลทีเอฟ และอาร์เอ็มเอฟ ให้พิจารณาเปรียบเทียบค่าธรรมเนียมในการบริหารจัดการให้ดีด้วย อย่าเพียงเห็นแก่โปรโมชั่นหรือของชำร่วยที่จะได้รับ

ไม่เชื่อผม ก็ขอให้เชื่อคนที่เขาได้รับรางวัลโนเบล

ข่าวล่าสุด

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย

เช็คเลย โปรเด็ด ช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม ทุกค่ายรถยนต์ทั่วไทย